หลักสูตร ประเมินมูลค่าหุ้น รุ่น ๔ รับสมัครแล้ว (ขออภัยเต็มแล้ว)

VI202.4

VI 202: ประเมินมูลค่าหุ้น – รุ่นที่ 4

ระดับ: กลาง

วันเสาร์ที่ 28 และ อาทิตย์ที่ 29 มี.ค. 2558 (2 วัน) เวลา 9.00-16.30 น.

ราคา 6,800 บาท 

รายละเอียด : หลักสูตรยอดนิยมของ Club VI เหมาะสำหรับผู้ที่อยากประเมินมูลค่าหุ้นเป็น ให้ท่านศึกษาวิธีประเมินมูลค่าหุ้นหลากหลายวิธี ทั้งแบบ อัตราส่วน และแบบ คิดลด โดยเฉพาะวิธี DCF หรือการ “คิดลดกระแสเงินสด” เคล็ดวิชาขั้นสูงที่วีไอระดับโลกหลายคน รวมทั้งวอร์เรน บัฟเฟตต์ ใช้ในการประเมินมูลค่ากิจการ ปิดท้ายด้วยการร่วมกันหามูลค่าของบริษัทจริงในตลาดหลักทรัพย์

เนื้อหาส่วนหนึ่งมีดังต่อไปนี้

  • ทำความเข้าใจมูลค่าและการหามูลค่าของกิจการ
  • การประเมินมูลค่าหุ้นแบบอัตราส่วน ได้แก่ วิธี P/E, P/BV, PEG และ EV/EBITDA เนื้อหาครอบคลุมความรู้และรายละเอียดเชิงลึกที่นักลงทุนจำนวนมากไม่เคยรู้
  • ศึกษาการประเมินมูลค่าหุ้นแบบอัตราส่วน จากกรณีศึกษาระดับประเทศที่ทุกคนรู้จัก
  • หลักการ “คิดลด” (Discounting) และการหา “อัตราคิดลด” (Discount Rate)
  • การประเมินมูลค่าหุ้นแบบคิดลด ได้แก่ DDM หรือ การคิดลดเงินปันผล, RI หรือ Residual Income และ DCF หรือ การคิดลดกระแสเงินสด
  • ร่วมกันหามูลค่ากิจการโดยใช้ทุกวิธีข้างต้นรวมทั้งวิธี DCF ออกมาเป็นตัวเลข โดยใช้ตัวอย่างเป็นบริษัทจริงในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นี่คือหลักสูตรที่สอนประเมินมูลค่าหุ้นอย่างเข้าใจง่ายที่สุด เน้นให้ท่านหามูลค่าหุ้นเองเป็น เลือกหุ้นลงทุนได้

1455117_851799334872095_9067969974792774210_n

ทั้งสองหลักสูตร  จัดที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพ (5 ดาว) ติด MRT ห้วยขวาง โดยผู้เข้าสัมมนาจะได้รับเอกสารประกอบการเรียน 1 ชุด และรับประทานอาหารกลางวันแบบ International Buffet ที่โรงแรม พร้อม Coffee Break เช้า-บ่าย

เปิดรับสมัครแล้ว โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่ท่านสะดวก ดังต่อไปนี้(หากเป็นไปได้ กรุณาโอนเป็นเศษสตางค์ เพื่อความสะดวกในการตรวจเช็ค)     
  • ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่: 066-7-05774-9  ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)       
  • ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) บัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 996-2-06200-5 ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 404-486287-4 ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)
  1. เมื่อโอนเงินแล้ว กรุณาถ่ายรูปหรือสแกนสลิป หรือ Cap หน้าจอกรณีโอนออนไลน์ แล้วอีเมล์มาที่ clubvidotcom@gmail.com หรือแฟกซ์มาที่ 02-938-3339 โดยระบุรายละเอียด 1) ชื่อ-นามสกุล 2) เบอร์โทรศัพท์ 3) หลักสูตรที่ต้องการเรียนพร้อมจำนวนเงินที่โอน เช่น สมัครหลักสูตร VI 202 โอนแล้ว 6,800.XX บาท
  1. รออีเมล์ตอบกลับจากทีมงานเพื่อยืนยันการสมัคร

หมายเหตุ

  • การสมัครของท่านจะเสร็จสมบูรณ์ เมื่อท่านได้รับอีเมล์ยืนยันจากทีมงาน
  • เมื่อท่านชำระเงินแล้ว ทาง Club VI ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนเงิน (ยกเว้นกรณีที่เต็ม) แต่หากมาไม่ได้จริงๆ ท่านสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นเรียนแทนได้ โดยกรุณาแจ้งให้ทีมงานทราบล่วงหน้าตามที่อยู่อีเมล์ด้านล่างนี้ เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เข้าสัมมนา
  • กรณีโอนเงินมาแล้วแต่ที่เต็ม ทีมงานจะติดต่อท่านเพื่อขอหลักฐานและโอนเงินคืนให้
  • หากมีข้อสงสัยหรือข้อขัดข้องประการใด สอบถามได้ที่ ClubVIdotcom@gmail.com หรือ facebook.com/ClubVI

————————————

จอห์น โบเกิล “ชนะ” เพราะความ “ง่าย”

เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

จอห์น ซี. “แจ็ค” โบเกิล เป็นสุดยอดนักลงทุนโลกคนหนึ่ง เขาเกิดที่นิวเจอร์ซีในปี 1929 (เกิดก่อน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ปีเดียว) ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” หรือ Great Depression ทำให้ครอบครัวของเขาถูกผลกระทบอย่างหนัก แต่โบเกิลก็ได้ทุนเรียนฟรีจนจบมัธยมฯ ด้วยความที่เป็นคนเรียนเก่งและหัวดี

หลังจบปริญญาตรีจากมหาลัยชั้นนำอย่าง Princeton University และปริญญาโทจาก University of Pensylvania เขาเข้าทำงานที่ Wellington Management Company และใช้ความสามารถไต่เต้าจนได้เป็นถึงประธานบริษัท แต่ต่อมากลับถูกไล่ออก จากการตัดสินใจควบรวมกิจการที่ผิดพลาดและทำให้บริษัทเสียหายอย่างรุนแรง

โบเกิลบอกว่า ความผิดพลาดดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่าอับอายและแก้ตัวไม่ได้ แต่มันก็ช่วยให้เขาได้เรียนรู้มากมาย

โบเกิลก่อตั้ง กลุ่มแวนการ์ด (Vanguard group) ในปี 1974 และปั้นแวนการ์ดจนกลายเป็นบริษัทกองทุนขนาดใหญ่อันดับสองของโลก เขาเป็นผู้ก่อตั้งกองทุนอิงดัชนี แวนการ์ด S&P 500 ซึ่งถือเป็นกองทุนอิงดัชนีกองแรกในประวัติศาสตร์ที่ออกขายให้กับประชาชนทั่วไป 

โบเกิลบอกเสมอว่า กองทุนอิงดัชนีนั้นให้ผลตอบแทนเหนือกว่ากองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนเก่งๆ บริหารให้ หลังหักค่าธรรมเนียมแล้ว

หลักการลงทุนของเขามีจุดเด่นคือความ “ง่าย” เขาเน้นให้ลงทุนด้วย “สามัญสำนึก” ทำอะไรที่ง่ายๆ ไม่ต้องแปลกพิสดาร ก็สามารถได้รับผลตอบแทนที่ดีได้

นอกจากนี้ เขายังเขียนหนังสือ Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor พูดถึงการเลือกลงทุนในกองทุนอย่างชาญฉลาดด้วย

ในเว็บไซต์ วิกิพีเดีย ได้ระบุกฎ 8 ข้อของโบเกิลในการเลือกซื้อกองทุนไว้ดังนี้

1. ให้เลือกกองทุนอิงดัชนีที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำๆ
2. ระวังค่าธรรมเนียมคำปรึกษาที่ถูกบวกเพิ่มเข้ามา
3. อย่าให้ความสำคัญกับผลงานในอดีตของกองทุนมากจนเกินไป
4. จงดูผลงานในอดีตของกองทุน เพื่อให้รู้ถึงความสม่ำเสมอและความเสี่ยงของกองทุนนั้นๆ เท่านั้น
5. ระวังพวกกองทุนดังๆ (และระวังพวกผู้จัดการกองทุนดังๆ ด้วย)
6. จงพิจารณาขนาดสินทรัพย์ของกองทุน
7. อย่าถือกองทุนไว้หลายกองจนเกินไป
8. จงสร้างพอร์ตด้วยการซื้อกองทุนมาสะสม แล้วถือมันไว้

โบเกิลถือเป็นนักลงทุนที่สร้างผลกระทบให้กับแวดวงการลงทุนโลกอย่างมาก โดยเฉพาะการตั้ง Index Fund กองแรกที่ออกขายต่อสาธารณะ อันเป็นต้นแบบให้มี Index Fund อีกมากมายจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังถ่ายทอดความรู้ผ่านงานเขียนต่างๆ โดยให้คำแนะนำที่ง่ายและทุกคนสามารถทำตามได้อีกด้วย

[ ข้อมูลประกอบจาก wikipedia, Investopedia.com]

งบปี 57 ADVANC-DTAC

ais-dtac

โดย ชนิดา พัธโนทัย

ผลการดำเนินงานปี 2557 ของบริษัทจดทะเบียนทยอยประกาศกันออกมาเยอะแล้ว ในตอนนี้ขอหยิบยกเอาธุรกิจสื่อสารมาพูดคุยกัน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และมีความน่าสนใจค่อนข้างมากค่ะ

เรามาเปรียบเทียบงบปี 57 ของ ADVANC กับ DTAC กันก่อนนะคะว่าเป็นอย่างไร (ส่วน TRUE ณ เวลาที่เขียนบทความนี้งบยังไม่ออก จึงต้องขอยกยอดไปตอนหน้า)

เริ่มกันที่ “รายได้หลัก” ของทั้งสองบริษัท ประกอบไปด้วย

(1) รายได้จากการให้บริการ แบ่งเป็น Voice (รายได้จากบริการเสียง) กับ Non-voice (รายได้จากการให้บริการข้อมูล) และ (2) รายได้จากการขายเครื่องโทรศัพท์

ถ้าพิจารณาจาก “รายได้หลัก” ADVANC มีรายได้หลักเพิ่มขึ้น 1.3% (ปี 2557 = 148,729 ล้านบาท, ปี 2556 = 146,811 ล้านบาท) ในขณะที่ DTAC มีรายได้หลักลดลง 4.6% (ปี 2557 = 90,136 ล้านบาท, ปี 2556 = 94,457 ล้านบาท)

เห็นได้ชัดเจนจากจำนวนผู้ใช้บริการ โดยผู้ใช้บริการของ ADVANC เพิ่มขึ้นจาก 40.86 ล้าน ในปี 2556 เป็น 44.3 ล้าน ในปี 2557 หรือเพิ่ม 8.2% ในขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการของ DTAC เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 27.94 ล้าน ในปี 2556 เป็น 28ล้าน ในปี 2557 หรือเพิ่มขึ้น 0.24%

ยิ่งถ้าเข้าไปดูละเอียดมากขึ้นจะเห็นว่า ในปี 2557 ADVANC มีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น “ทุกไตรมาส” ในขณะที่ DTAC กลับออกอาการ “สะดุด” คือยอดผู้ใช้บริการลดลงในไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2557ตามตารางที่แสดงด้านล่างนี้

จำนวนผู้ใช้บริการของ ADVANC และ DTAC

ADVANC Q4/2556 Q1/2557 Q2/2557 Q3/2557 Q4/2557
จน.ผู้ใช้ (ล้านเลขหมาย) 40.86 42.36 42.88 43.80 44.30
% เพิ่มขึ้น 3.7% 1.2% 2.1% 1.2%

 

DTAC Q4/2556 Q1/2557 Q2/2557 Q3/2557 Q4/2557
จน.ผู้ใช้ (ล้านเลขหมาย)       27.94       28.23       28.04       27.78       28.01
% เพิ่มขึ้น(ลดลง) 1.0% (0.7%) (0.9%) 0.8%

ในขณะที่ DTAC มีการเติบโตของ Non-voice เพิ่มขึ้น 23% แต่ Voice ก็ลดลง 16% เช่นกัน ทว่าเนื่องจากจำนวนผู้ใช้บริการของ DTAC ลดลง จึงทำให้รายได้หลักของ DTAC ลดลงด้วย ดังจะเห็นได้ในตารางด้านบนค่ะรายได้จากการให้บริการของ ADVANC เพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากธุรกิจ Non-voice ที่เติบโตขึ้น 34% ในขณะที่รายได้จากธุรกิจ Voice ลดลงอีก 14% โดยในปี 2557 บริษัทได้มีการขยายโครงข่าย 3G-2.1GHz ให้ครอบคลุม 97% ของประชากร และมีจำนวนสถานีฐาน 3G มากที่สุดในประเทศ ทำให้จำนวนลูกค้าบนใบอนุญาตนี้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากใบอนุญาต 2.1GHz เติบโตขึ้นเป็น 78% ของรายได้รวม

ต่อไป มาดู “กำไรขั้นต้น” กันบ้าง

กำไรขั้นต้นของ ADVANC และ DTAC

ADVANC ปี 2556 ปี 2557
กำไรขั้นต้น (ลบ.) 61,641.66 65,780.78
อัตรากำไรขั้นต้น (% Gross Profit Margin) 40.9% 44%

 

DTAC ปี 2556 ปี 2557
กำไรขั้นต้น (ลบ.) 30,023.14 29,027.82
อัตรากำไรขั้นต้น (% Gross Profit Margin) 31.7% 32.1%

จากตารางจะเห็นได้ว่า ADVANC มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 6.7% จากปี 2556 และอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 44% ในปี 2557 สูงขึ้นจากปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 40.9% อันเป็นผลมาจากต้นทุนค่าธรรมเนียมและส่วนแบ่งรายได้ที่ลดลง จากการที่สามารถ Upgrade ลูกค้าให้มาใช้บริการ 3G มากขึ้นนั่นเอง (ระบบ 3G อยู่บนใบอนุญาตที่มีต้นทุนค่าธรรมเนียมลดลงกว่าแต่ก่อนมาก)

ขณะที่ DTAC กำไรขั้นต้นปี 2557 ลดลง 3.3% จากปี 2556 โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 32.1% ในปี 2557 เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 31.7% การที่กำไรขั้นต้นลดลงนั้นก็มาจากรายได้หลักที่ลดลงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม DTAC ยังมีอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากเหตุผลเดียวกับ ADVANC คือลูกค้าย้ายมาใช้ 3G มากขึ้น ทำให้ต้นทุนค่าธรรมเนียมและส่วนแบ่งรายได้ลดลงเช่นกัน

[ข้อควรรู้: ต้นทุนหลักของธุรกิจสื่อสารคือ “ต้นทุนค่าธรรมเนียมและส่วนแบ่งรายได้” คิดเป็นประมาณ 34-37% ของต้นทุนรวม และ “ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย” คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 33-36% ของต้นทุนรวม]

มาดูกำไรขั้นต่อไป ซึ่งมีความสำคัญและใช้ในการพิจารณาความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ ICT ได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือกำไรที่เรียกว่า “EBITDA” (กำไรจากการดำเนินงานที่อยู่ในรูปของเงินสด)

เนื่องจากธุรกิจของ ADVANC และ DTAC มีค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่มีจำนวนสูงมาก (ADVANC ประมาณ 19,000 กว่าล้านบาท และ DTAC ประมาณ 16,000 กว่าล้านบาท) โดยที่ค่าใช้จ่ายส่วนนี้บริษัทไม่ได้จ่ายเงินสดออกไปจริง เป็นเพียงค่าใช้จ่ายทางบัญชีเท่านั้น เวลานักลงทุนต้องการดูกำไรที่เป็นเงินสดจริงๆ ของธุรกิจสื่อสาร จึงต้องดูที่ EBITDA มากกว่า EBIT (ท่านที่ยังไม่เข้าใจเรื่อง EBITDA หรืออยากทบทวน ย้อนไปอ่านบทความเก่าของเราได้ ที่นี่)

EBITDA ของ ADVANC และ DTAC

ADVANC ปี 2556 ปี 2557
EBITDA (ลบ.) 63,691.00 66,428.00
% EBITDA Margin 43.40% 44.70%

 

DTAC ปี 2556 ปี 2557
EBITDA (ลบ.) 30,047 31,069.00
% EBITDA Margin 31.76% 34.36%

จากตารางจะเห็นได้ว่า ADVANC มี EBITDA เพิ่มขึ้น 2,737 ล้านบาท หรือประมาณ 4.3% ในขณะที่ DTAC มี EBITDA เพิ่มขึ้นประมาณ 1,022 ล้านบาท หรือประมาณ 3.4% ในขณะที่ EBITDA margin ของทั้งสองบริษัทต่างก็เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดย ADVANC มี margin เพิ่มขึ้น 1.3% ในขณะที่ DTAC margin เพิ่มขึ้นถึง 2.6%

ที่น่าสังเกตก็คือ เมื่อดูกำไรที่ไม่ได้หักค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้องถือว่า DTAC ทำ margin ได้ดี ไม่ได้เลวร้ายมากนัก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจมองได้ว่า รายได้ของ DTAC ยังโตไม่ทันต้นทุนค่าสัมปทานและใบอนุญาตที่ไปประมูลมานั่นเอง

อ่านถึงตรงนี้คงพอเห็นภาพแล้วนะคะว่า “เบอร์ 1” กับ “เบอร์ 2” แตกต่างกันแค่ไหนอย่างไร เดี๋ยวรองบของ “เบอร์ 3” ออก เราจะมา Review กันบ้าง รับรองว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ และไม่แน่ว่าในอนาคต อันดับ 1, 2, 3 ที่เราคุ้นเคย อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วก็ได้

รอติดตามตอนต่อไปค่ะ