DCC


บริษัท ไดนาสตี้ เซรามิค จำกัด (มหาชน) หรือ DCC

DCC เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระเบื้องปูพื้นและกระเบื้องบุผนังภายใต้แบรนด์ “ไดนาสตี้” และอีกหลายแบรนด์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2532 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2535 นอกจากผลิตกระเบื้องเองแล้ว บริษัทยังซื้อกระเบื้องบางส่วนจาก บมจ. ไทล์ท็อป อินดัสทรี ซึ่งเป็นบริษัทลูก และมีธุรกิจรองคือจัดจำหน่ายกระเบื้องไปทั่วประเทศผ่านหลายบริษัทในเครือ และนำเข้ากระเบื้องเซรามิคจากประเทศจีนด้วย

ความแข็งแกร่ง

DCC เป็นผู้นำในตลาดกระเบื้องต่างจังหวัด มีส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างมาก แต่เนื่องจากเน้นตลาดภูธร แบรนด์และดีไซน์ของผลิตภัณฑ์จึงไม่โดดเด่นเหมือนกระเบื้องอีกหลายยี่ห้อ เช่น ค็อตโต้ ฯลฯ นอกจากนี้ DCC ยังมีพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง หนี้สินน้อย กระแสเงินสดเยี่ยม อย่างไรก็ตาม ด้วยตำแหน่งทางการแข่งขันของ บริษัท ถือว่าเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูกคุกคามจากคู่แข่งจากประเทศจีนซึ่งมีต้นทุนต่ำและเน้นตลาดล่าง

ค่าทดสอบ 72.9 เต็ม 100

การเติบโต

DCC มีสถานะทางการเงินที่ยอดเยี่ยม ยอดขายและกำไรเติบโตต่อเนื่องทุกปี อัตราส่วนต่างกำไรสูงและยังคงเพิ่มขึ้น ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะเติบโต โดยตั้งเป้าที่จะขยายสาขาร้านจำหน่ายกระเบื้องให้ครบทุกจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งยังมีช่องว่างสำหรับการเติบโตอีกพอสมควร และด้วยความที่มีเงินสดเหลือเยอะ ทั้งยังมีนโยบายที่จะจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ค่าทดสอบ 100 เต็ม 100

ผู้บริหาร

ผู้บริหารของ DCC มีประสบการณ์และความชำนาญ อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนาน และบริษัทยังได้ CG Star หรือธรรมาภิบาลระดับ 4 ดาว เป็นเครื่องยืนยันการบริหารงานได้ในระดับหนึ่ง

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ DCC

56.2 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

KBANK

ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่หนึ่งในสี่อันดับแรกของไทย ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2488 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2519 ปัจจุบัน บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “KBANK” มีทุนจดทะเบียนราวสามหมื่นล้านบาท มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท มีสาขาในประเทศ 808 สาขา มีสาขาและตัวแทนในต่างประเทศ 8 แห่ง

ความแข็งแกร่ง

ในเรื่องของความแข็งแกร่ง KBANK เป็นธนาคารที่แข็งแกร่งที่สุดธนาคารหนึ่งของประเทศ สามารถผ่านพ้นวิกฤติครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งที่เด่นชัด อีกทั้งเป็นผู้นำในตลาดและมีแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในธุรกิจธนาคาร นอกจากนี้ยังมีความแข็งแกร่งด้วยเงินกองทุนที่สูงกว่าเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่มาก

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

การเติบโต

เคแบงก์พยายามปรับตัวเองให้เป็นรุ่นใหม่ อันเห็นได้จากการ “รีแบรนดิ้ง” และการขยายตลาดใหม่ๆ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อฯลฯ ดังที่ปรากฏตามสื่อโฆษณาต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ จุดเด่นของ KBANK อยู่ที่สินเชื่อ SME ซึ่งมีส่วนต่างของดอกเบี้ยค่อนข้างสูงและส่งผลดีต่อกำไร ขณะเดียวกันก็มีการกระจายตัวของสินเชื่อหลากหลายประเภท และสามารถบริหารสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ในระดับต่ำ ทั้งหมดนี้ทำให้ธนาคารสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและรวดเร็ว

ค่าทดสอบ 72.9 เต็ม 100

ฝ่ายบริหาร

KBANK เริ่มต้นจากการเป็นธนาคารของตระกูลล่ำซำมาหลายชั่วคน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปธนาคารก็เปิดโอกาสให้บุคลากรภายนอกที่มีความสามารถเข้ามาบริหารงานและมีการจัดองค์กรให้ทันสมัยอยู่เป็นระยะ ผู้บริหารของธนาคารทำงานกันเป็นทีม ไม่มีพฤติกรรมฉ้อฉล และยังมีทั้งความ “เก๋า” และความ “เก่ง” ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ประกอบกับการที่ธนาคารอยู่ใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย และต้องเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชนตามหลักเกณฑ์ BASEL II ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องบริหารงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูง

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

 

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ KBANK

44.9 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

ต้นแบบวีไอไทย

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เกิดในครอบครัวคนจีนยากจนที่กรุงเทพมหานครในย่านตรอกจันทน์ เขตยานนาวา เขาไม่ทราบแม้วันเกิดที่แท้จริงของตัวเอง บิดามารดาเป็นคนจีนกวางตุ้ง เดินทางมาจากเมืองจีนแบบเสื่อผืนหมอนใบ สมัยเด็กอยู่บ้านหลังคามุงจาก พ่อเป็นช่างก่อสร้าง หาเช้ากินค่ำ ความเป็นอยู่ลำบากมาก ของขวัญวันเกิดที่วิเศษมากสำหรับเขาคือได้กินบะหมี่หนึ่งชาม

ดร.นิเวศน์มีพี่น้องสามคน โดยตัวเองเป็นคนสุดท้อง และเป็นคนเดียวในครอบครัวที่ได้เรียนหนังสือ เด็กชายนิเวศน์เริ่มเรียนหนังสือที่ “โรงเรียนวัดดอน” (วัดที่ร่ำลือไปทั่วประเทศว่ามีป่าช้าผีดุมาก คือ “ป่าช้าวัดดอน” นั่นเอง) จนถึง ป.7 แล้วมาศึกษาต่อมัธยมศึกษาที่ รร.วัดสุทธิวราราม จนถึง ม.3 ก่อนจะสอบเข้า ม.ปลาย ที่ รร.เตรียมอุดมศึกษา

สมัยเด็ก เขาเคยทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ โดยซื้อหมากฝรั่งหนึ่งแถวราคา 7.50 บาท เอามาขายปลีก ขายจนหมดทั้งแถวได้เงิน 11 บาท แล้วเอาไปซื้อขนมอื่นๆ จากตลาดน้อยมาขายเพิ่ม (คล้ายกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ซื้อโค้กหนึ่งแพ็คมาขายปลีกยังไงยังงั้น)

ดร.นิเวศน์เป็นคนเรียนดีมาโดยตลอด วิชาที่เขาชอบมากคือคณิตศาสตร์และเรขาคณิต แม้จะเรียนเก่ง แต่เขาไม่สนใจที่จะเรียนแพทย์ เพราะไม่ชอบวิชาชีววิทยา และรู้สึกว่าอาชีพหมอใช้เวลาเรียนนานเกิน เนื่องจากตัวเขาฐานะยากจน จึงอยากเรียนจบเร็วๆ เพื่อออกมาทำงานหาเงินใช้มากกว่า ทำให้ตัดสินใจสอบเอ็นทรานซ์เข้าเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาเครื่องกล

ระหว่างเรียนที่จุฬาฯ ดร.นิเวศน์ทำกิจกรรมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการออกค่าย สร้างฝายเก็บน้ำ ทำห้องสมุดให้กับเด็กยากไร้ ฯลฯ ซึ่งทำให้เขาได้เห็นโลกในมุมมองที่กว้างขวางขึ้น เขาบอกว่า ประสบการณ์ชีวิตสมัยเรียนปริญญาตรี มีส่วนสำคัญที่สุดในการหล่อหลอมให้เขาเป็นตัวเขาอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

หลังจากเรียนจบ งานแรกของ ดร.นิเวศน์ คือทำงานที่โรงงานน้ำตาลแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ที่ต่างจังหวัด เหตุผลที่เลือกงานดังกล่าวเพราะมี OT ทำให้ได้เงินเดือนเพิ่มเกือบสองเท่า ทั้งยังกินอยู่ฟรี หลังจากทำงานได้สองปี ดร.นิเวศน์ ได้มาเรียนต่อปริญญาโทที่นิด้า สาขาการตลาด จากการชักชวนของ ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา เพื่อนสนิท

พอจบโทได้สองปี ดร.นิเวศน์จึงลาออกจากงานที่โรงงานน้ำตาล เพื่อตาม ดร.ไพบูลย์ ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา ณ University of Mississippi โดยต้องสอบโทเฟลถึงสองรอบจึงผ่าน เนื่องจากไม่เก่งภาษาอังกฤษ

ครั้นจบปริญญาเอก ได้เป็นด็อกเตอร์ เขาจึงกลับมาเมืองไทย และเข้าสู่แวดวงการเงินเป็นครั้งแรก โดยไปทำงานที่ IFCT ก่อนจะย้ายไปทำงานที่นวธนกิจ เมื่อนวธรกิจปิดกิจการจึงไปเป็นที่ปรึกษาของดีแทค และไปทำงานที่ธนาคารนครหลวงไทยเป็นที่สุดท้าย

ดร.นิเวศน์เริ่ม “เล่นหุ้น” ในปี 2539 ระหว่างทำงานที่นวธรกิจ โดยใช้วิธีเก็งกำไร ซื้อๆ ขายๆ เหมือนนักลงทุนทั่วไป ก่อนจะเบนเข็มมาศึกษาแนวทาง “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” โดยอ่านคัมภีร์ของกูรูระดับโลกมากมายหลายเล่ม ที่สำคัญคือหนังสือ “The Intelligent Investor” ของเบนจามิน เกรแฮม ซึ่งเป็นเล่มเดียวกับที่จุดประกายให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ สนใจการลงทุน เช่นเดียวกับ ดร.นิเวศน์เองที่ตัดสินใจเลือกแนวทางนี้ตลอดมา

ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 ดร.นิเวศน์ได้ใช้แนวทาง Value Investment เข้าไปเก็บหุ้นไทยในภาวะที่หุ้นทั้งตลาดราคาถูกมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ด้วยเงินต้น “10 ล้านบาท” ที่เก็บหอมรอมริบจากการทำงานประจำมาตลอดชีวิต ก่อนจะใช้เวลาสิบปี ทำให้พอร์ตการลงทุนเติบโตขึ้นจนมีมูลค่ากว่า “1,000 ล้านบาท” !!

นอกจากการเป็นนักลงทุนแล้ว ในปี 2541 เขายังได้เขียนหนังสือชื่อ “ตีแตก” ซึ่งเป็นเรื่องราวของโอกาสและความเป็นไปได้เพื่อประยุกต์ใช้กับการลงทุน และกลายเป็นหนังสือการลงทุนยอดนิยมของเมืองไทยมาเป็นเวลากว่าหนึ่งทศวรรษจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ เขายังมีผลงานหนังสืออีกหลายเล่ม และจัดรายการโทรทัศน์ – วิทยุ ซึ่งมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก

ดร.นิเวศน์ บอกว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้เลือกเส้นทางเดินนี้ก็เพราะเขาได้ค้นพบตัวเองแล้วว่าชีวิตของเขาจะต้องเป็น “นักลงทุน” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เขาบอกว่าตนเองได้รู้เป้าหมายของชีวิตอย่างชัดเจน จึงเลือกที่จะทำในสิ่งที่นำตัวเองไปมุ่งสู่เป้าหมายที่ต้องการ โดยจะไม่ “แวะข้างทาง” ให้เสียเวลาอีกต่อไป

ทุกวันนี้ แม้จะไม่เป็นที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่จากการคิดคำนวณของ VI ไทยหลายคน คาดกันว่าพอร์ตการลงทุนของ ดร.นิเวศน์ มีค่าร่วม 1,500 ล้าน หรืออาจจะเกิน 2,000 ล้านบาท เอาเฉพาะเงินปันผลของเขาแต่ละปี ก็เกินกว่าเงินต้น 10 ล้านบาทที่เริ่มลงทุนไปหลายต่อหลายเท่า

คุณูปการของ ดร.นิเวศน์ ประการหนึ่งซึ่งประเมินค่าไม่ได้สำหรับแวดวงการลงทุนไทยก็คือ เขาเป็นผู้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริงในประเทศนี้ และลบล้างความเชื่อที่ว่า ตลาดหลักทรัพย์ไทยไม่สามารถใช้การลงทุนแบบเน้นพื้นฐานออกไปได้อย่างถาวร

ทุกวันนี้ หลายคนขนานนาม ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ว่าเป็น “วอร์เรน บัฟเฟตต์ เมืองไทย” แต่ที่แน่ๆ เขาคือ “ต้นแบบของวีไอไทย” ตัวจริงเสียงจริง ชนิดที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธอย่างแน่นอน