หุ้นสตาร์บัคส์น่าซื้อจริงหรือ?

sbux-reserve

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

“หุ้นสตาร์บัคส์ตอนนี้น่าซื้อจริงหรือ?” เป็นคำถามที่ถูกถามกันเยอะมากในหมู่นักลงทุนช่วงหลังๆ เพราะอะไรน่ะหรือ?

ก็เพราะ SBUX ร่วงลงมามากพอสมควร หลังผลประกอบการ Q1  ประกาศออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ยอดขายร้านเดิมเพิ่มขึ้นเพียง 2% จากเป้าทั้งปีที่ผู้บริหารตั้งไว้ว่าจะโต 3-5% นั่นแปลว่า ต่อให้ในสามไตรมาสที่เหลือ SSSG ของบริษัทเพิ่มขึ้นจนถึงเป้า อย่างเก่งก็คงได้แค่ 3% เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ราคาหุ้นของกาแฟตรานางเงือกหล่นฮวบลงมาเยอะมาก ปัจจุบัน PE อยู่ที่ประมาณ 18 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นอเมริกาอยู่พอสมควร และต่ำกว่าราคาของตัวมันเองในอดีตไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารมองว่า ยอดขายร้านเดิมที่โตขึ้นไม่มาก ไม่ได้เป็นเพราะ “แบรนด์” เสื่อมมนต์ขลังแต่อย่างใด ทว่าเกิดจากโปรโมชั่นช่วงวันหยุดที่ไม่มีความแปลกใหม่ และกระแสช้อปปิ้งออนไลน์ที่ทำให้คนไม่ออกมาซื้อของนอกบ้านในช่วงเทศกาล

อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งน่าสนใจคือ รายได้จากลูกค้าที่ไม่ใช่สมาชิก Starbucks Rewards ยังคงน่าผิดหวังอยู่เหมือนเดิม ทำให้ผู้บริหาร take action ด้วยการเข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์กับบัตรเครดิต เพื่อดึงคนให้มาเป็นสมาชิก Rewards ทั้งยังทำระบบให้ลูกค้าที่ไม่ใช่สมาชิก Rewards จ่ายเงินด้วยระบบดิจิตอลได้ด้วย

แต่จุดเด่นของสตาร์บัคส์ก็คือ บริษัทกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วใน “ประเทศจีน” (เรื่องนี้ผมได้เขียนถึงไปแล้วหลายครั้ง ลองหาบทความเก่าๆ อ่านดูได้) โดยยอดขายไตรมาสล่าสุดเพิ่มขึ้นถึง 30% ต่างจากอเมริกาลิบลับ ขณะที่ยอดขายร้านเดิม หรือ SSSG ก็โตขึ้นถึง 6% จากจำนวนบิลที่เพิ่มขึ้นมาก แถมเพิ่งเปิดสาขาใหม่อีก 300 สาขา และมีแผนจะเปิดให้ครบ 5,000 ในปี 2021

นอกจากนี้ บริษัทเพิ่งเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัทร่วมทุนที่ทำสตาร์บัคส์ทางฝั่งตะวันออกของจีน ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งใหญ่มาก (อ่านเพิ่มเติมที่นี่) อันทำให้ร้านกาแฟแบรนด์นางเงือกกว่า 3,100 สาขาเข้ามาอยู่ใต้การควบคุมของบริษัทแม่เต็มๆ

การที่ยอดขายในอเมริกาน่าผิดหวัง แต่ในจีนกำลังเติบโต ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า นี่อาจเป็นโอกาสอันงดงามที่สุดในการซื้อหุ้นสตาร์บัคส์ในรอบหลายปี สำหรับคนที่เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของ “แบรนด์นางเงือก” เจ้านี้ก็เป็นได้

(โดยส่วนตัว สมัยที่ผมเรียนอยู่เซี่ยงไฮ้ก็ได้ใช้ร้านสตาร์บัคส์เป็นบ้านหลังที่สามมาตลอด ล่าสุดยังได้แวะเวียนไปชมเปิดโรงคั่วใหญ่ระดับ landmark ใจกลางเมืองที่ชื่อ Stabucks Reserve Rostery ที่เพิ่งเปิดใหม่แบบเว่อร์วังอลังการสุดๆ (ตามภาพประกอบ) จึงยิ่งเห็นความมุ่งมั่นที่จะเติบโตในเมืองจีนของบริษัทกาแฟยักษ์ใหญ่รายนี้)


ข้อมูลประกอบจาก Yahoo! Finance

 

หากฟองสบู่คริปโตแตกจะกระทบถึงตลาดหุ้นหรือไม่?

bitcoin-2008262__340

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วันก่อนมีแฟนเพจท่านหนึ่งถามว่า หากฟองสบู่คริปโตแตก จะส่งผลกระทบกลายเป็นวิกฤตตลาดหุ้นหรือไม่ ผมก็ตอบไปว่าไม่เกี่ยวกัน

แต่พอมาทบทวนดู ก็เริ่มรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้อยู่พอสมควร และพอลองค้นๆ ข่าวในเว็บไซต์ธุรกิจ ก็พบว่ามีบางคนเหมือนกันที่มองเช่นนี้

ตัวอย่างเช่น คริสโตเฟอร์ ฮาร์วีย์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หลักทรัพย์ของเวลส์ ฟาร์โก้ ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ ถือหุ้นอยู่มองว่า ตอนนี้เกิดฟองสบู่เกิดขึ้นในตลาดคริปโต และหากมันแตกขึ้นมา ก็จะ “กระทบชิ่ง” ไปยังตลาดหุ้นแน่ๆ เพียงแต่เรายังไม่รู้ว่า มันจะรุนแรงและส่งผลในวงกว้างขนาดไหน

แถมยังบอกด้วยว่า “ผมคิดว่าคนยังไม่พร้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรอก!!”

อย่างไรก็ตาม ฮาร์วีย์ชี้ว่า การเทขายในช่วงสั้นๆ ดังที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร-พุธ ที่ผ่านมา ที่ราคาบิทคอยน์ร่วงลงไปกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับคริปโตทั้งตลาดซึ่งมูลค่าหายวับไปถึง 200,000 ล้านเหรียญ (6.6 ล้านล้านบาท) ในเวลาเพียงสองวันนั้น ยังไม่รุนแรงพอที่จะกระทบถึงตลาดหลักทรัพย์ หากแต่ต้องเป็นการร่วงลงอย่างต่อเนื่องและยาวนานหลายสัปดาห์ จึงจะ “ชิ่ง” มาถึงหุ้น

ผู้บริหารแบงก์ใหญ่คนนี้ เป็นคนแรกที่ออกมา “เชื่อมโยง” ความเกี่ยวข้องกันระหว่างการแตกของฟองสบู่คริปโตกับตลาดหุ้น ด้วยเหตุผลที่สรุปได้ว่า ในเวลาที่ตลาดคริปโต “โต” ขึ้นนั้น มันได้กระจายการมองโลกในแง่ดีออกไปยังส่วนอื่นๆ ของตลาด ซึ่งก็รวมถึงตลาดหลักทรัพย์

ดังนั้น เมื่อการเก็งกำไรในตลาดคริปโตยุติลง ผลกระทบก็ย่อมจะกระจายออกไปในวงกว้าง อันเป็นผลมาจากการมองโลกในแง่บวกที่หมดไป โดยเขายังเสริมอีกว่า หุ้น “เทคโนโลยี” จะโดนก่อนเพื่อน ตามมาด้วยหุ้น “สถาบันการเงิน”

ในส่วนของไทยเรา เมื่อวานนี้ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่ WTO ก็เพิ่งออกมาพูดในลักษณะเดียวกันว่า ฟองสบู่ “คริปโตเคอร์เรนซี่ “และอีคอมเมิร์ซ ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่อาจทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งต่อไปในช่วงระยะเวลาสิบปีข้างหน้า


 

ข้อมูลประกอบ :  CNBC , PostToday

บทความประกอบ บิทคอยน์คืออะไร คลิกที่นี่

 

ใครมีแฟนเพจเฟซบุ๊ก ไม่ต้องหวั่นใจ เตรียมเงินไว้ก็พอ

zuck

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

กลายเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก หลังจาก มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ออกมาแถลงเองว่า เฟซบุ๊กกำลังจะมี “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” (major change)

ด้วยการ ยกเครื่อง news feed ของผู้ใช้ โดยหันมาให้ความสำคัญกับ “meaningful social ineractions” ก่อน “relevant content”

อธิบายเป็นไทยง่ายๆ ก็คือ เฟซบุ๊กจะปรับให้เราเห็นโพสต์ของ “เพื่อนฝูงและคนใกล้ชิด” มากกว่าเดิม โดยปล่อยโพสต์ของบรรดา “เพจธุรกิจ” ต่างๆ ที่เราไปกด Like หรือติดตามไว้ให้เห็นน้อยลง

ซักเคอร์เบิร์กยังฝากวาทะสุดเก๋ไว้ด้วยว่า “ผมหวังว่า เวลาที่พวกคุณใช้บนเฟซบุ๊กจะมีประโยชน์มากขึ้น” และบอกว่า “หากเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง มันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อชุมชนของเรา และธุรกิจของเราในระยะยาวเช่นกัน”

นั่นคือสิ่งที่ “ไอ้หนุ่มมาร์ก” พูดไว้ แต่เรามาดูกันเถอะว่า มันมีอะไรลึกลงไปกว่านั้น !!

ช่วงหลังๆ เฟซบุ๊กประสบปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของผู้ใช้ที่เริ่มลดลง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับโซเชี่ยลในเครืออย่างอินสตาแกรม

หลายคนบอกว่า เป็นเพราะเฟซบุ๊ก “น่าเบื่อ” กดเข้าไปทีไร เจอแต่คอนเท้นต์ โน่น-นี่ ซึ่งไม่ได้อยากเห็น เหมือนถูกยัดเยียดให้อ่าน

สาเหตุหลักเกิดจากความหนาแน่นของ “ทราฟฟิก” กล่าวคือ มีเนื้อหาจาก publisher จำนวนมาก พยายามแย่งชิงการรับรู้ของผู้ใช้ อาจเรียกได้ว่า เป็น “ศึกชิงตา” (ศัพท์ของ ดร.นิเวศน์) ในเวอร์ชั่นไฮเทคก็ว่าได้

ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้น คือมรสุมอันถาโถมใส่เฟซบุ๊กหลายระลอก ไม่ว่าจะเป็นการที่โซเชี่ยลสีน้ำเงินเจ้านี้ถูกใช้เป็นแหล่งในการปล่อยข่าวลวง (fake news) การล่วงละเมิด (harassment) ต่างๆ แถมยังมีข้อมูลด้วยว่า การใช้เฟซบุ๊กส่งผลให้สภาวะทางจิตใจของคนย่ำแย่ลง

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ทำให้หลายคนมองว่า เฟซบุ๊ก เริ่ม “เสื่อม”

จะเห็นได้ว่า ซักเคอร์เบิร์ก “ไม่มีทางเลือกอื่น” นอกจากจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง จึงกลายเป็นความเคลื่อนไหวที่ประกาศออกมาล่าสุดในครั้งนี้

ถามว่า ซักเคอร์เบิร์กจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว?

ข้อแรก มันจะทำให้เฟซบุ๊กกลับมา “เฟรนด์ลี่” มีความน่าใช้เหมือนยุคเริ่มแรก ด้วยโพสต์ของเพื่อนๆ และคนรู้จัก เหนือเนื้อหาต่างๆ ที่ผลิตโดยธุรกิจ หรือคนที่เราไม่รู้จัก ไม่ว่ามันจะสอดคล้อง (relevant) กับความสนใจของเรา มากหรือน้อย

ข้อสอง มันจะเป็นการ “บีบ” ให้เจ้าของแฟนเพจต่างๆ ต้อง “จ่ายเงิน” หากอยากให้เนื้อหาของตนเองเข้าถึงผู้คน

ดังนั้นต่อไปนี้ การทำให้คนเห็นโพสต์ของแอดมินน้อยใหญ่ อาจไม่ใช่ “ของฟรี” อีกต่อไป (ซึ่งมาร์กก็บอกกับเจ้าของเพจต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา ว่าจะมีคนเห็นโพสต์น้อยลง)

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ถือว่ามาร์กยอม “เจ็บตัว” ในระยะสั้น เพื่อ “ผลประโยชน์” ในระยะยาว มาร์กยอมรับเองว่า การแก้ไขให้ผู้ใช้กลับมาได้รับประสบการณ์ที่ดี อาจทำให้คนใช้เวลากับเฟซบุ๊กน้อยลง ทว่าเมื่อเฟซบุ๊กกลับมามีเสน่ห์ดังเดิม คนก็จะกลับมาหาเฟซบุ๊กอีกครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อตัวธุรกิจในท้ายที่สุด

เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ผมมองว่า “ร้ายกาจ” มากๆ คือถ้อยแถลงของซักเคอร์เบิร์ก อันเต็มไปด้วยคำพูด “เชิงอุดมคติ”

เช่น เขาทำเพื่อ “ความผาสุก” (well-being) ของผู้คน อยากให้เวลาที่คนใช้ไปกับเฟซบุ๊ก เป็น “เวลาอันมีค่า” (well-spent) มากขึ้น

เรียกได้ว่า ฉวยโอกาส “สร้างภาพ” ในระหว่าง “แก้วิกฤต” ทำให้การแก้ปัญหา “เชิงธุรกิจ” กลายเป็นการกระทำ “เชิงอุดมการณ์” อย่างเนียนๆ !!

โดยส่วนตัว ในฐานะคนทำเพจ แม้ผมจะไม่เคย “Promote Page” เพื่อเพิ่มยอด Like เลย แต่หากต้องการให้คนเห็นโพสต์บางโพสต์ ผมก็ยินดีที่จะจ่ายเงิน “Boost Post”

เพราะนั่นเป็นเรื่องของธุรกิจ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

อย่างไรก็ตาม หากใครจะ “โลกสวย” บอกว่ามาร์กไม่ได้ทำเพื่อเงินเป็นอันดับแรก หรือเป็นการ เลือกที่จะรับผิดชอบต่อจิตวิญญาณของตัวเอง ผมคงทำใจให้เห็นด้วยไม่ได้ และคิดว่าเป็นมุมมองที่ “ตื้นเขิน” เกินไป

ซักเคอร์เบิร์กทำเพื่อธุรกิจของเขาเป็นหลัก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะในระยะยาวแล้ว บรรทัดสุดท้ายที่ออกมา อาจจะเป็นผลดีแก่สังคมโดยรวมอย่างที่เขาว่า

แต่ในฐานะของ “คนลงทุน” ผมมองว่าเราควรวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างถ้วนถี่ รู้จักแยกแยะ “เหตุผล” ออกจาก “ความรู้สึก” หลีกเลี่ยงการ “ดราม่า”

จึงจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาความคิด สติปัญญา ทั้งของตัวเราและคนที่อ่านข้อเขียนของเราได้อย่างดีที่สุดครับ

————————————–

ข้อมูลประกอบ :  CNBC. com , Bloomberg.com , การวิเคราะห์ของ Jim Cramer, Yahoo Finance