บทเรียนจากการลงทุนในวิกฤตโคโรนาไวรัส

IMG_8814

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หลังวิกฤตโคโรนาไวรัสเกิดขึ้นอย่างไม่มีใครคาดฝันตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และส่งผลกระทบไปยังเศรษฐกิจรวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลก

จนถึงปัจจุบัน หุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาประมาณ 30% จากจุดต่ำสุด เช่นเดียวกับหุ้นสหรัฐฯ ที่ขึ้นเอาๆ จาก new low ผมจึงลองเขียนทบทวนประสบการณ์ตลอดสองเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา โดยเน้นที่ความผิดพลาดของตัวเอง เพื่อวิเคราะห์หาบทเรียน และเผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นด้วย ประมาณนี้ครับ

1. ปลอดภัยไว้ก่อน ช่วยได้

ผมเป็นคนที่ระมัดระวังกับบริษัทที่มีหนี้สูงค่อนข้างมาก ใครที่ตามงานของผมมาตลอดจะเห็นว่า ผมจะย้ำเสมอว่าค่า D/E ที่เหมาะสมนั้น ไม่ควรเกิน 1-1.25 เท่า ยิ่งถ้าเป็น net D/E หรือหนี้สินที่มีดอกเบี้ย (ไม่รวมเจ้าหนี้การค้า) ยิ่งไม่ควรเกิน 1 เท่า

ด้วยเกณฑ์เช่นนี้ ทำให้ผมไม่ลงทุนในหลายๆ บริษัทที่กำลังโตไว มีบริษัทขนาดใหญ่บางบริษัทที่มีธุรกิจครอบคลุมไปในหลายประเทศทั่วโลกซึ่งผมมีหุ้นอยู่ พอเริ่มกู้มามากขึ้นเรื่อยๆ จน net D/E สูง ผมก็ทยอยขายหุ้นทิ้งจนหมด

ก่อนหน้านี้ ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราเข้มงวดเกินไปจนทำให้เสียโอกาสในการลงทุนหรือไม่ เพราะแม้หนี้จะสูง แต่เขาก็มีปัญญาชำระมาตลอด แต่แล้วหลังเกิดวิกฤต สิ่งที่ปรากฏทุกวันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าผมตัดสินใจถูกต้อง มีหลายบริษัทที่สถานะเริ่มสั่นคลอน และราคาหุ้นก็ร่วงลงมโหฬารเพราะนักลงทุนไม่มั่นใจในความสามารถในการชำระหนี้

บทเรียนจากเรื่องนี้ก็คือ สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่ามันจะไม่เกิด และแม้จะไม่เคยเกิดมานานมากแล้ว สักวันหนึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นก็ได้ การใช้เกณฑ์ “ปลอดภัยไว้ก่อน” ของผมช่วยผมไว้ได้เยอะจริงๆ

2. diversify ไม่พอ

โดยปกติ ผมมักกระจายการลงทุนอยู่เสมอ แต่วิกฤตครั้งนี้ทำให้ผมตระหนักว่า ที่ผ่านมาผมยังกระจายการลงทุนไม่พอ เช่น ผมเคยกระจายการลงทุนไปในหุ้นสนามบินของหลายๆ ประเทศ ผมคิดเอาเองว่านั้นคือการกระจายการลงทุนที่เพียงพอแล้ว

แต่แล้ว เมื่อปรากฏการณ์ Black Swan อย่างโคโรนาไวรัสเกิดขึ้น มันได้กวาดเอาหุ้นท่องเที่ยวทุกประเภทพังครืนลงไปตามๆ กัน ไม่เว้นแม้แต่หุ้นสนามบินของผม ซึ่งอุตส่าห์ซื้อไว้ทั่วโลก กะว่าถ้าประเทศหนึ่งแย่ เช่น สมมุติว่าท่องเที่ยวไทยแย่ ก็ยังมีสนามบินของประเทศอื่นๆ ช่วงพยุงไว้ แต่ปรากฏว่ารอบนี้มันกอดคอลงพร้อมกันไปหมด

บทเรียนจากเรื่องนี้ก็คือ ต้อง diversify ให้ทั่ว ไม่ใช่แค่ “หลายประเทศ” แต่ต้องกระจายไปใน “หลายอุตสาหกรรม” อย่ากระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมเดียว หรือประเทศเดียวมากเกินไป

3. มีเงินสดน้อยเกินไป

ประเด็นนี้เป็นปัญหาของวีไอจำนวนมาก รวมทั้งผมเองด้วย ก่อนหน้านี้ผมเคยมีเงินสดประมาณ 20% ในพอร์ต แต่แล้วเมื่อวิกฤตไม่มาสักที ผมก็ทยอยเอาเงินกลับเข้าไปซื้อหุ้น จนเมื่อวิกฤตโคโรนาไวรัสมาถึง ผมมีเงินสดเหลือติดพอร์ตเพียง 7-8% เท่านั้น ทำให้เสียโอกาสไปค่อนข้างมาก แม้วันนี้ผมจะหาเงินมาเพิ่มได้ แต่ก็พลาดโอกาสที่จะซื้อในจุดต่ำสุดไป (แม้ไม่รู้ว่าจะมีจุดต่ำกว่าอีกหรือเปล่า)

แม้ว่าจะฟังดูธรรมดา เพื่อนผมหลายคนถือหุ้น 100% ไม่มีเงินสดเลย บางคนเหลือเงินสดอยู่ 3-5% ขณะวิกฤตมา แต่การที่คนอื่นพลาดเหมือนเรา ไม่ได้แปลว่าเราไม่พลาด เราแค่มีเพื่อนเท่านั้น นี่จึงเป็นบทเรียนหนึ่งซึ่งผมต้องจำไว้ แม้การถือเงินสดไว้เยอะๆ จะไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำ แต่เมื่อถึงวงรอบของวิกฤต (10 ปี) ไม่ว่าทุกอย่างจะดูดีแค่ไหน ยังไงก็ต้องมีเงินติดพอร์ตไว้สัก 10-15% เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสทอง

4. ดูเบาสถานการณ์

ผมลงทุนก้อนแรกหลังเกิดวิกฤตโคโรนาไวรัสใน “หุ้นจีน” ช่วงที่จีนปิดเมืองอู่ฮั่นมาได้ระยะหนึ่ง เพราะเชื่อในศักยภาพว่าทางการจีนน่าจะคุมโรคได้แน่ๆ แม้จะคิดไม่ผิด แต่สิ่งที่ผมคาดไม่ถึงก็คือ โรคนี้ได้แพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้หุ้นทั่วโลกทรุดลงไปตามๆ กัน ขณะที่ทางฝั่งจีน แม้จะคุมโรคได้แล้ว แต่หุ้นกลับไม่โงหัวขึ้นมามากนัก (ส่วนหนึ่งเพราะสถานการณ์นอกประเทศยังไม่ดี) และทำให้เงินส่วนนั้นของผมยังขาดทุนจนถึงวันนี้

แม้จะเชื่อว่าสุดท้ายหุ้นจีนที่ซื้อไว้จะได้กำไรค่อนข้างแน่ แต่ก็ถือว่าผม “ดูเบาสถานการณ์” จนพลาดโอกาสที่จะทำกำไรได้มากกว่านี้

(มีต่อตอนหน้า)

เรย์ ดาลิโอ ชี้ชัด “นี่คือ Depression”

800px-Web_Summit_2018_-_Forum_-_Day_2,_November_7_HM1_7481_(44858045925)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมสรุปบทสัมภาษณ์ เรย์ ดาลิโอ นักลงทุนชื่อดังระดับมหาเศรษฐี ผู้จัดการกองทุน Bridgewater และผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์ PRINCIPLES จากการสัมภาษณ์ของ TED เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยดาลิโอได้ลงลึกถึง “วิกฤตโควิด-19” ครั้งนี้ และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต พร้อมให้คำแนะนำแก่นักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆ

สรุปเป็นข้อๆ เข้าใจง่ายๆ ลองอ่านดูนะครับ

  1. ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ กระทบกับสองสิ่งหลัก คือ “รายได้” และ “งบดุล”
  2. การแก้วิกฤตครั้งนี้ เป็นเรื่องของ “เงิน” กับ “เครดิต” รัฐบาลสหรัฐฯ ปั๊มเงินและเครดิต (หนี้) ออกมา
  3. เฟด (ธนาคารกลาง) ซื้อตราสารหนี้ แล้วคลังฯ ก็เอาเงินนั้นไปแจกจ่ายให้คนจำนวนมาก ยุโรปก็กำลังทำแบบเดียวกัน
  4. สหรัฐฯ ปั๊มเงินออกมามากมาย กู้หนี้มามากมาย แต่ใครจะจ่ายหนี้ เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันยาว ประเด็นสำคัญคือ entity ไหนจะได้ประโยชน์ แล้วจะกระจายความมั่งคั่งกันอย่างไร
  5. นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น สมัยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ปี 1930 รัฐบาลก็กู้เงินมามากมาย และใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์มาแล้ว
  6. ตอนนี้เราอยู่ในโมเม้นท์ชี้เป็นชี้ตาย ต้องดูว่าผู้คนจะร่วมแรงร่วมใจกันหรือไม่
  7. โลกเราเคยเกิด “ระเบียบโลกใหม่” หรือ New World Order มาแล้วเมื่อปี 1945 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง 
  8. “การเมือง” เป็นปัจจัยที่จะมาตัดสินว่า หลังวิกฤต เราจะดีลกันเองอย่างไร จะจัดการกับความเหลื่อมล้ำอย่างไร ความฝันแบบอเมริกันยังมีอยู่มั้ย เราจะมุ่งไปในจุดเดียวกันหรือไม่
  9. มี “stress test” เกิดขึ้นทุก 75 ปี และกำลังเกิดขึ้นอยู่อีกครั้งตอนนี้
  10. เรากำลังก้าวเข้าสู่ “ภาวะตกต่ำ” (Depression) ทั่วโลก ดาลิโอชี้ชัดว่า คำว่า “depression” หมายถึงแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นระหว่างปี 1929-1932 คือเศรษฐกิจตกต่ำ อัตราคนว่างงานเป็นเลขสองหลัก และขนาดของเศรษฐกิจลดลงไป 10% ขณะนี้เรากำลังอยู่ในภาวะเหมือนในตอนนั้น (ในปี 1933 รัฐบาลยุคนั้นแก้ไขปัญหาด้วยการพิมพ์เงินออกมามากมาย แบบเดียวกับที่รัฐบาลตอนนี้ทำ อัตราดอกเบี้ยก็เป็นศูนย์)
  11. ถามว่าใช้เวลานานขนาดไหนกว่าตลาดหุ้นจะกลับขึ้นไปและผ่านจุด high เดิม และใช้เวลานานขนาดไหนกว่าเศรษฐกิจจะกลับขึ้นไปและผ่านจุด high เดิม? ดาลิโอบอกว่า “นาน” และกระบวนการอาจจะใช้เวลากว่า “สามปี” กว่าจะปรับโครงสร้างขึ้นมาใหม่ได้
  12. “นี่ไม่ใช่การถดถอย (recession) นี่คือการพังทลาย (breakdown)”
  13. พลังที่มีอำนาจสูงสุด คือการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ (invention) กับ การปรับตัว (adaptation)
  14. เรากำลังเห็นเงินหายไป 20 ล้านล้านเหรียญ ตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) จะสาหัสยิ่งกว่า เพราะไม่ได้รับการช่วยเหลือเหมือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป
  15. จะมีธุรกิจที่ไม่มีเงินจ่ายหนี้แล้วก็เจ๊งไป ปัญหาคือ ใครจะเป็นฝ่ายได้เช็คสำหรับเอาไปจ่ายหนี้แล้วรอดตัว แม้แต่โรงพยาบาลก็อาจจะเจ๊ง และจะกลับมาไม่เต็มตัว แม้ทุกคนจะต้องการโรงพยาบาลในเวลานี้
  16. ถ้าไล่ดูปัญหาทีละเปลาะ แล้วดูที่กระบวนการแก้ไข จะเห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ไวรัสที่เกิดขึ้นแล้วจะหายไป แต่จะมีคนหมดตัว จะมีการเปลี่ยนแปลงของรายได้ เราต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเงินใหม่ เราจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว
  17. ครั้งนี้หนักหนากว่าปี 2008 มาก ในปี 2008 ปัญหาคือแบงก์กู้มาเยอะ พอกู้มามากเกินแล้วเศรษฐกิจพัง รัฐบาลก็ไม่ยอมให้แบงก์เจ๊ง เลยเอาเงินไปช่วย แต่เที่ยวนี้ซับซ้อนกว่าเยอะ เพราะไม่ใช่แค่แบงก์ที่มีปัญหา ทว่าเป็นธุรกิจน้อยใหญ่ ทุกที่ ทุกหนแห่ง วิกฤตครั้งนี้หนักกว่า นโยบายการเงินใช้ได้ผลน้อยกว่า เพราะทำไปเยอะแล้ว ดอกเบี้ยก็เป็นศูนย์แล้ว
  18. ครั้งนี้เฟดซื้อแต่สินทรัพย์ทางการเงินอย่างเดียวไม่ได้ผล ต้องซื้อหนี้จากรัฐบาลด้วย ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องหากำลังซื้อมาซื้อผลิตผลทางเศรษฐกิจให้ได้ ซึ่งยากกว่าครั้งก่อนเยอะ
  19. บริษัทมีสองแบบ แบบแรกคือไม่ได้มีหนี้มาก ธุรกิจมั่นคง เช่น แคมป์เบล ขายซุปกระป๋อง พวกนี้ไม่มีปัญหา อีกแบบคือพวกนักประดิษฐ์ พวกหลังนี่ถ้าปรับตัวได้ สร้างนวัตกรรมเก่ง และงบดุลไม่แย่ ก็จะผ่านวิกฤต และจะสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาได้ต่อไป
  20. ถามว่า สมัยนี้มีการใช้อัลกอริธึ่มในการเทรด มันจะส่งผลต่อตลาดอย่างไร ดาลิโอบอกว่า พื้นฐานของอัลกอริธึ่ม คือความสัมพันธ์ระหว่าง “cause กับ effect” ซึ่งเป็นการทำให้คอมพิวเตอร์คิดได้แบบมนุษย์ แต่เป็นการคิดในระดับที่ก้าวหน้ากว่า ทำให้ความสามารถในการเรียนรู้และตัดสินใจในยุคนี้เหนือกว่าทุกยุคสมัย แต่คุณต้องเข้าใจมันเสียก่อน จึงจะรู้ว่าจะใช้มันให้ถูกต้องได้อย่างไร
  21. สำหรับนักลงทุนทั่วไป สิ่งที่ควรทำคือต้อง “กระจายการลงทุน” (diversify) และต้องกระจายมันให้สมดุล
  22. สิ่งที่นักลงทุนพลาดกันมากที่สุด คือคิดว่าสิ่งที่เคยเวิร์กเมื่อเร็วๆ นี้ จะเป็นการลงทุนที่ดีกว่า และสิ่งที่ไม่เวิร์กเร็วๆ นี้ จะเป็นการลงทุนที่แย่กว่า ที่จริงแล้ว สิ่งที่เวิร์กเร็วๆ นี้ คือสิ่งที่แพงกว่า และสิ่งที่ไม่เวิร์กเร็วๆ นี้ คือสิ่งที่ถูกกว่า ถ้านักลงทุนบุคคลไม่รู้ตรงนี้ ถ้าไม่เข้าใจความมั่งคั่ง (wealth) ในโลก ก็จะลงทุนไม่สำเร็จ
  23. นักลงทุนควรกระจายการลงทุนในหลายๆ วิธี เช่น ในหลายๆ ประเทศ ในหลายๆ ค่าเงิน อาจจะมีทองคำบ้าง มีสินทรัพย์อื่นบ้าง 
  24. อย่าคิดว่าเงินสด คือการลงทุนที่ปลอดภัย “เงินสดคือการลงทุนที่ดึงดูด เพราะไม่ผันผวนมาก” แต่มันจะโดนภาษีและถูกทำลายอำนาจซื้อปีละ 2% “เงินสดเป็นการลงทุนที่แย่ที่สุดเสมอ”
  25. ดาลิโอฝากถึงนักลงทุนทั่วไปอย่างเราๆ ว่า ให้ “กระจายการลงทุนให้ดี ถ่อมตัวเอาไว้ อย่าจับจังหวะตลาด มีสติตระหนักรู้ถึงอันตรายของเงินสดอยู่เสมอ”

Image credit :  Harry Murphy / Web Summit via Sportsfile

นักลงทุนกับวิกฤตโควิด-19 “สงครามยืดเยื้อ” ที่ไม่จบแค่เชื้อโรค

virus-4931227_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ชัดเจนแล้วว่า ไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด-19 กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง

เวลานี้ อุตสาหกรรมต่างๆ ล้วนโดนผลกระทบกันถ้วนหน้า ไล่ตั้งแต่ “ด่านหน้า” อย่างสายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร สถานบันเทิง ฯลฯ ที่จำนวนมากเริ่มทยอย “เลิกจ้าง” คน แต่หากจะว่าไป ต้องบอกว่าแทบไม่มีอุตสาหกรรมไหนไม่ได้รับผลกระทบเลยจึงจะถูก

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในทุกประเทศที่โดนไวรัสเล่นงาน หรือแม้จะไม่มีการระบาดรุนแรง ก็ย่อมจะ “เจ็บ” ด้วยไม่มากก็น้อย เพราะในโลกยุคโลกาภิวัตน์ แทบทุกประเทศต่างโยงใยถึงกันหมด

เช่น ประเทศหนึ่งอาจมีคนป่วยน้อย แต่พอเกิดโรคระบาด รายได้จากการส่งออกก็ลดลงฮวบฮาบ เพราะส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลักอย่างเมืองไทย ซึ่งหนักหนาสาหัสแน่นอนอยู่แล้ว

สำหรับนักลงทุน ผมมองว่าสิ่งสำคัญ คือต้องเริ่มมองจาก “ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด” (worst-case scenario) ซึ่งอาจถึงขั้นเกิด Global recession หรือ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก”

หรือเป็นไปได้ว่าอาจรุนแรงเหมือนกับยุค “เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่” (The Great depression) เมื่อปี 1929 คือมีคนตกงานทุกหนแห่ง อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ สูงถึง 25% และบางประเทศสูงถึง 33%

ทั้งนี้เพราะแม้หลายประเทศจะดิ้นรนหามาตรการแก้ไขช่วยเหลือธุรกิจน้อยใหญ่ในชาติของตน รวมทั้งอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือ ECB ที่เพิ่งประกาศไป แต่หากไวรัสโคโรน่าลากยาวไปเป็นปีหรือนานกว่านั้น ก็ย่อมจะมีจุดหนึ่งซึ่งเครื่องมือในการพยุงเศรษฐกิจใช้ไม่ได้ผลอีก หรือทุ่มเงินจนหมดหน้าตักก็ยังทานไม่อยู่

เมื่อครั้งเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เศรษฐกิจโลกหัวทิ่มลากยาวเกือบหนึ่งทศวรรษ ที่แย่หนักคือสามปีแรก ระหว่างปี 1929-1932 ที่ GDP ทั่วโลกติดลบ 15% ต่างจากวิกฤตการเงินปี 2008 ถึง 2009 ที่ GDP โลกลดเพียง 1% เท่านั้น

ถึงจุดนี้ มีแนวโน้มว่าผลกระทบที่ไวรัสโคโรน่าจะมีต่อเศรษฐกิจโลก น่าจะก้าวข้ามวิกฤตการเงินปี 2008-9 ที่เริ่มต้นในสหรัฐฯ ไปไกลลิบ เพราะนี่เป็นวิกฤตที่กระทบถึงคนทุกชาติ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนชั้น ผลลัพธ์สุดท้ายจึงอาจคล้ายกับ The Great Depression ที่วนกลับมาอีกครั้ง

สำหรับนักลงทุนอย่างเราๆ เมื่อเริ่มจาก “ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด” แล้วมองย้อนกลับมา ก็จะทำให้รู้จักระแวดระวังมากขึ้น ไม่หลงทุ่มเงินไปกับหุ้นที่กระเด้งกระดอนขึ้นจากข่าวดีชั่วครั้งชั่วคราว โดยวางแผนไปในระยะยาว และเตรียมกระสุน หรือหา “กลยุทธ์หมอบ” ที่น่าจะเหมาะสมที่สุด

กับสงครามยืดเยื้อ ที่จะ “ไม่จบแค่เชื้อโรค” ครั้งนี้