ปรากฏการณ์ขอบฟ้า

horizon

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

ฟังชื่อแล้วหลายคนอาจสงสัยว่าคราวนี้ผมจะมาเล่าอะไรเกี่ยวกับธรรมชาติวิทยาหรือเปล่า ความจริงแล้วไม่ใช่หรอกครับ ผมยังคงวนเวียนอยู่กับ “หุ้น” และต้นทางของเรื่องนี้ก็ไม่ได้มาจากตลาดหุ้นอีกเช่นเคย เพราะเรื่องสนุกๆ รอบตัวเราสามารถเอามาโยงเข้าตลาดหุ้นได้อยู่เสมอ ส่วนคราวนี้ผมคิดไปถึงเกมครับ

นึกย้อนไปถึงกิจกรรมในสมัยก่อน เกมโปรดอันหนึ่งของผมและเพื่อนๆ ก็คือ “หมากรุก” ไม่ว่าจะเป็นหมากรุกไทย จีน หรือฝรั่ง ใครขนอะไรมาให้เล่นก็เล่นหมด แต่นั่นก็คืออดีต เนื่องจากสมัยนี้เราหาคนมาเล่นหมากรุกด้วยค่อนข้างยากแล้ว แต่ถ้าคุณไม่รังเกียจที่จะเล่นกับคอมพิวเตอร์แล้วล่ะก็ มันก็ไม่มีปัญหาหรอก เพราะโปรแกรมฟรีให้ดาวน์โหลดก็มีเยอะแยะ

อย่างไรก็ตาม คนส่วนมากไม่ค่อยอยากเล่นหมากรุกกับคอมฯ แม้แต่เพื่อนผมที่เป็นเซียนหมากรุกยังบอกว่า คอมฯ มันเก่งเกินไป เล่นกี่ทีก็แพ้”

ด้วยเหตุนี้ มนุษย์โลกส่วนมากจึงยอมศิโรราบให้กับหมากรุกคอมพิวเตอร์แต่โดยดี แม้แต่ผมเองก็ยังเรียกโปรแกรมขึ้นมาเล่นแค่พอแก้ขัดยามที่หาคนเล่นด้วยไม่ได้ แล้วก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะชนะอะไร จนกระทั่งเวลาผ่านไป และได้รู้ “ทีเด็ด” ที่จะใช้ต่อกรกับมัน

ทราบหรือเปล่าครับว่า ทำอย่างไรถึงจะ “คว่ำ” เจ้าสมองกลนี้ได้?!

วิธีชนะคอมพิวเตอร์

เซียนหมากรุกทราบกันดีว่า คู่แข่งสมองกลของเขานั้นฉลาดปราดเปรื่องเพียงใด คอมพิวเตอร์ไม่มีการเผลอหรือลืม สำหรับพวกมัน รู้ก็คือรู้ และเมื่อรู้แล้วก็ไม่มีลืม มันสามารถ “จดจำ” รูปแบบการเดินหมากได้สารพัด แถมยังคิดไปล่วงหน้าได้อีกหลายตาในลักษณะของ “what-if” analysis ด้วย

ข่าวดีก็คือ การคิดล่วงหน้าของคอมพิวเตอร์นั้นถูกจำกัดด้วยหน่วยความจำและความเร็วในการประมวลผล มันจึงอาจคิดมองไปข้างหน้าได้ “แค่ในระดับหนึ่ง”

สมมติคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่งสามารถคำนวณล่วงหน้าได้ 4 ตาเดิน ก็หมายความว่า มันจะเช็คมาเรียบร้อยแล้วว่าภายใน 4 ตาเดินนี้ เราอาจเดินหมากตอบโต้กับมันอย่างไรได้บ้าง จากนั้นเครื่องก็จะเลือกเอา “ทางเลือกที่ดีที่สุด” สำหรับมันออกมา

หลายคนอาจเริ่มคิดขึ้นมาว่า อ้าว แล้วตาที่ 5, 6 หรือ 7 ล่ะ?…

ใช่แล้วครับ นั่นคือสิ่งที่คอมพิวเตอร์ “มองไม่เห็น” และนั่นก็คือ Horizon Effect หรือ ปรากฏการณ์ขอบฟ้า นั่นเอง ลองจินตนาการถึงตัวเราเองก็ได้ เราอาจขึ้นไปยืนบนยอดเขากวาดสายตามองไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา ไกลจนถึงขอบฟ้า เราเห็นทุกอย่าง … ยกเว้นสิ่งที่อยู่ถัดไปจากขอบฟ้า (horizon: อ่านว่า ฮอ-ไร-ซอน)

วิธีเอาชนะคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน หากเราวาง “กับดัก” เอาไว้ให้ไกลกว่าขอบฟ้า จากนั้นก็หลอกให้มันเดินเข้าไปติดกับได้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถคว่ำคอมพิวเตอร์ที่ใครๆ ประหวั่นพรั่นพรึงได้แล้ว

Horizon ในเกมหุ้น

ปรากฏการณ์ขอบฟ้ามีอยู่ในโลกของการลงทุนเช่นเดียวกัน นักเล่นหุ้นที่มองสถานการณ์วันต่อวันย่อมมี horizon ที่สั้น (เช่น 2-3 วัน) พวกเขาจะไม่เห็นสิ่งที่อยู่ไกลกว่านั้น ไม่ว่ามันจะใหญ่โตมโหฬารแค่ไหน หากมีข่าวร้ายออกมา เช่น แบงก์ชาติญี่ปุ่นเตรียมลดจำนวนเงินที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ พวกเขาก็จะ “ตีความ” เอาง่ายๆ แค่ว่า มันเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย ถ้าเป็นข่าวร้ายก็หุ้นลง … ขาย!

นักลงทุนที่มี horizon ยาวไกลกว่านี้อาจมองแนวโน้มที่ใหญ่ขึ้น พวกเขาดูภาพรวมของเศรษฐกิจ และถ้าเป็นบริษัทก็จะดูว่าแนวโน้มธุรกิจยังดีอยู่หรือไม่ แน่นอน พวกเขายังคงรับฟังข่าวสารเหมือนกับคนอื่นๆ เพียงแต่พวกเขา “ตีความ” ด้วยมุมมองและความใส่ใจที่แตกต่างออกไป และที่คนกลุ่มนี้มองเห็นสิ่งที่คนกลุ่มแรกไม่เห็น ก็เนื่องจากพวกเขามี horizon ที่ยาวกว่านั่นเอง

อาจพูดได้ว่า คนที่มี horizon ยาวกว่าย่อมมีความได้เปรียบเหนือคนที่มี horizon สั้น คิดเอาง่ายๆ สมมติผมจัดแมตช์หมากรุกให้คอมพิวเตอร์ 2 ตัวแข่งขันกัน ตัวหนึ่งมี horizon 4 ตาเดิน ส่วนอีกตัวมี horizon 20 ตาเดิน ไม่ต้องบอกก็คงรู้ใช่ไหมครับว่าคอมฯ ตัวหลังจะไล่ยำตัวแรกเละเทะขนาดไหน

ในทำนองเดียวกัน หากนักลงทุนที่มี horizon สั้นปะทะกับนักลงทุนที่มี horizon ยาว (ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น) คนกลุ่มแรกก็จะหยิบฉวยผลประโยชน์สั้นๆ เมื่อหยิบได้มาแล้วก็เอาไปแจกจ่ายให้โบรกเกอร์ ส่วนที่เหลือเก็บไว้เองก็มีแค่เพียงเล็กน้อย บางครั้งพลาดไปโดน “กับดัก” ที่รออยู่ไกลกว่า horizon เท่าที่พวกเขามองเห็น ก็เจ็บเนื้อเจ็บตัวกันไป

ขณะที่นักลงทุนกลุ่มที่สองก็อาจหยิบฉวยผลประโยชน์ระยะสั้นด้วยเหมือนกัน แต่พวกเขาก็จะเลือกเฉพาะอันที่ไม่มีกับดักรออยู่ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเจ็บตัวก็มีน้อยลง นอกจากนี้การที่พวกเขามี horizon ที่ยาวไกลขึ้นก็เปิดโอกาสให้หยิบฉวยประโยชน์จาก “ภาพใหญ่” ได้ด้วย กล่าวคือ พวกเขาไม่ได้มองแค่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงในวันพรุ่งนี้ แต่มองภาพใหญ่ว่าเศรษฐกิจกำลังขยายตัว อัตราภาษีต่ำ ผลประกอบการของบริษัทน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ และตามหลักเหตุผลแล้วราคาหุ้นก็น่าจะยังเป็นขาขึ้นต่อไป เป็นต้น

มิติอื่นของ Horizon

นอกจาก horizon ในมิติของเวลาแล้ว ยังมี horizon ในมิติอื่นๆ ที่เราควรคำนึงถึงอีกด้วย

ตัวอย่างที่ชัดเจนอันหนึ่ง ได้แก่ horizon ในมิติของกลยุทธ์ บริษัทบางแห่งมีผลประกอบการดีมาอย่างต่อเนื่อง สินค้าได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี มีสถานะทางการตลาดเข้มแข็ง ซึ่งนักลงทุนที่มี horizon สั้นๆ ก็จะเห็นแค่นี้

อย่างไรก็ตาม หากมองให้ลึกลงไปก็จะเห็นว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทที่เติบโตอย่างน่าพอใจนั้น มีกุญแจหลักอยู่ที่ความร่วมมือทางธุรกิจ กล่าวได้ว่า ความร่วมมือกับพันธมิตรเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จอันนี้ และเมื่อเจาะลึกเข้าไปที่พันธมิตร เราอาจพบว่าพันธมิตรรายนี้กำลังดำเนินงานบางอย่างที่คล้ายคลึงกันกับบริษัทที่เราสนใจ และมีความเป็นไปได้ที่เขาจะ “เลิกความสัมพันธ์” และหันมาแข่งขันด้วยในอนาคต

นี่คือ “กับดัก” ที่อยู่ไกลกว่า horizon ของนักลงทุนบางราย และแน่นอนว่าพวกเขาจะต้องโดนดักตีหัวเข้าสักวัน หากว่ายังคงมองแค่สั้นๆ

อีกตัวอย่างหนึ่งเป็น horizon ในมิติของผู้บริหาร บางบริษัทมีภาพลักษณ์ที่ดูดี ผู้บริหารสูงสุดเป็นคนมีความสามารถ สุภาพ และจริงใจ เมื่อใดที่เขาออกงานสังคม ทุกคนก็ล้วนแต่ชื่นชม และก็ไม่แปลกหากนักลงทุนที่มี horizon สั้นๆ จะเห็นเพียงเท่านี้

ทว่านักลงทุนที่รอบคอบจะเจาะลึกลงไปถึงฝ่ายบริหาร “ทั้งทีม” พวกเขาคอยติดตามผู้บริหารท่านอื่นๆ ด้วยว่าใครรับผิดชอบอะไร ท่าทีของทีมบริหารเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ใครเป็นผู้มีอิทธิพลชี้นำ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญและเป็นความรู้ที่ต้องรวบรวมจากหลายแหล่ง โดยเฉพาะจากการประชุมผู้ถือหุ้น งานพบปะนักลงทุน และการให้สัมภาษณ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์ (แน่นอนว่าไม่มีในสรุปข้อมูลทางการเงิน หรือในบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์)

การที่เรารู้จักฝ่ายบริหารเป็นอย่างดีจะทำให้สามารถคาดเดาได้ว่า พวกเขาจะตัดสินใจอย่างไร และการกระทำดังกล่าวจะส่งผลต่อบริษัทในแง่บวกหรือแง่ลบ หากผู้บริหารหลายคนเป็นพวกคร่ำครึหัวโบราณ พวกเขาอาจทำให้การบริหารงานของบริษัทฝืดกว่าที่ควร และนี่ก็เป็นกับดักที่คน horizon ยาวเท่านั้นที่จะเห็น

ไม่ใช่แค่ “มุมมอง” และ “ความรู้”

แม้มุมมองและความรู้จะเป็นตัวหลักที่กำหนด horizon ของเรา แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า “อคติ” ที่เรามี ก็มีส่วนสำคัญในการกำหนด horizon ด้วย บางครั้งเราอาจพรั่งพร้อมด้วยความรู้และความสามารถ แต่มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากเราเต็มไปด้วยอคติ

คนเรามักเห็นอย่างที่อยากจะเห็น”

เพราะฉะนั้นถ้าเรามีจิตใจฝักใฝ่ไปแล้วว่าหุ้นตัวนั้นตัวนี้เป็นอย่างไร อคติของเราก็จะตามไปบิดเบือนการตีความและบั่นทอน horizon จนทำให้มองไม่เห็นระเบิดเวลาที่วางอยู่โต้งๆ เรามองไม่เห็นสิ่งที่ควรจะเห็น!

ลองนึกทบทวนดูก็ได้ครับ ที่เราเคยเจ๊งหุ้นมาในอดีตเกิดจาก Horizon Effect กันบ้างหรือไม่

—————————

เพราะ “ง่าย” จึง “ชนะ”

easy

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คนบางคนชอบทำอะไรให้ยากๆ เพื่อให้ตัวเองดูเก่ง ดู “มีภูมิ”

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์เหมือนกัน สมัยเรียนมหาวิทยาลัย อาจารย์บางคนเป็นด็อกเตอร์ เป็นศาสตราจารย์  ดีกรีทางวิชาการสูงส่ง แต่สอนไม่ค่อยรู้เรื่อง ใช้ศัพท์แสงอะไรแต่ละอย่าง ฟังแล้วไม่เข้าใจ เหมือนแกอยู่บนหอคอยงาช้าง แต่ก็ดูท่าทางแกจะภูมิใจที่คนฟังแกไม่เข้าใจ

ในขณะที่อาจารย์บางคน ไม่ใช่ด็อกเตอร์ ไม่ได้มีคุณวุฒิวัยวุฒิอะไรมากนัก แต่สอนสนุก เข้าใจง่าย แถมยังคุยได้ ปรึกษาได้ ไม่น่ากลัว แบบนี้เด็กชอบ

ดูพวกติวเตอร์ดังๆ สิครับ คนพวกนั้นรวยขึ้นมาเป็นร้อยล้านพันล้านได้อย่างไร? เป็นเพราะพวกเขาใช้ศัพท์แสงหรูๆ ที่ต้องปีนบันไดฟังหรือเปล่า? … เปล่าเลย ที่พวกเขารวยได้ เพราะสามารถสอน“เรื่องยาก” ให้กลายเป็น “เรื่องง่าย” ต่างหาก

จะเห็นได้ว่า แม้โลกวิชาการ จะให้รางวัลกับคนที่ทำ “เรื่องง่าย” ให้เป็น “เรื่องยาก” แต่ในโลกธุรกิจ “ผู้ชนะตัวจริง” คือคนที่ทำให้ชีวิตของคนอื่น “ง่ายลง”

สมัยก่อน คอมพิวเตอร์เคยเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับคนส่วนใหญ่ หน้าจอดำๆ มีตัวหนังสือ-ตัวเลข วิ่งไปวิ่งมาเต็มไปหมด จะใช้งานอะไรก็ต้องคีย์คำสั่งเป็นคำๆ

แต่แล้ว ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ของไมโครซอฟท์ ได้ทำให้คอมพิวเตอร์เป็นอะไรที่ Friendly ขึ้นมาก จากหน้าจอดำ กลายเป็นกราฟฟิคสีสวยๆ มีภาพ Icon เห็นแล้วก็เข้าใจได้ทันทีว่าโปรแกรมไหนใช้ทำอะไร

การ “ปลดล็อค” ให้คนเลิกกลัวคอมพิวเตอร์นี้เอง ทำให้ ทำให้บิล เกตส์ กลายเป็นอภิอัครมหาเศรษฐีจนถึงทุกวันนี้

ฝ่าย Apple คู่แข่งของไมโครซอฟท์ ที่ร่ำรวยจนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization หรือ Market Cap.) อันดับต้นๆ ของโลกได้ ก็เพราะผลิตภัณฑ์อย่าง Mac, iPhone, iPad ล้วน “ใช้ง่าย” มีสไตล์ (แต่ iTune นี่ คนโลว์เทคอย่างผมไม่ชอบนะ ขอ Copy-Paste อย่างเดียวได้มั้ย แหะๆ)

หรืออย่างห้าง Wal-Mart หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก (ติดอันดับ 1-2 ของ Fortune 500 มาหลายปี) ที่รวยได้ขนาดนี้ ก็เพราะรู้จักเอาของกินของใช้มาขายราคาถูกๆ รวมกันอยู่ที่เดียว ซื้อหากันได้ง่ายๆ ไอเดียจากมันสมองของคุณทวด แซม วอลตัน ทั้งนั้น

แล้วเมืองไทยเราล่ะครับ มีธุรกิจอะไรเป็นตัวอย่างที่ดีได้บ้าง?

ที่นึกออกตอนนี้ คือ 7-11 ร้านสะดวกซื้อที่ทำให้ชีวิตเราง่ายมาก เดินเข้าไปซื้อของตอนตี 1 – ตี 2 ก็ได้ หยิบเลือกได้ตามสบาย ไม่ต้องโดนอาแปะมองค้อนเอาเหมือนร้านโชห่วยสมัยก่อน

หรืออย่าง โฮมโปร ทำให้เราซื้ออุปกรณ์ในบ้านได้ง่ายๆ ทุกอย่างมารวมกันอยู่จุดเดียว จะซื้อราวตากผ้าก็มี ซื้อตู้เย็นก็มี เดี๋ยวนี้เรียกมาล้างแอร์ ล้างเครื่องซักผ้าที่บ้านยังได้เลย ไม่แพงด้วย

หรือไม่อย่างนั้น ดูหนังสือขายดีแต่ละเล่มสิครับ ไม่ใช่หนังสือวิชาการที่คนเขียนไอคิว 180 อะไรเลย แต่เป็นหนังสือที่ “อ่านง่าย” ด้วยกันทั้งนั้น

rich dad1-2อาทิ หนังสือชุด “Rich Dad” ของโรเบิร์ต คิโยซากิ ที่ขายดีถล่มทลายไปทั่วโลก (ผมเองก็มีส่วนร่วมแปลหนังสือชุดนี้เป็นภาษาไทยด้วยนะ อิอิ) ทั้งๆ ที่หลายคนมองว่าตัวโรเบิร์ตเองเป็นคนเขียนหนังสือไม่เก่ง ใช้ภาษาก็ง่ายจนไม่น่าจะเอามาเขียนเป็นหนังสือได้ แต่ “ความง่าย” นั้น คือสิ่งที่คนชอบ เมื่อบวกกับไอเดียที่โดนใจ หนังสือของเขาจึงขายได้กว่า 25 ล้านเล่ม ติดอันดับหนังสือขายดีที่สุดตลอดกาลไปแล้ว

(แต่ในวงการหนังสือบ้านเรา ต้องระวังพวกง่ายแต่ “มั่ว” หรือพวกง่ายแต่ “กลวง” ด้วยนะครับ ยิ่งพวกชอบก็อปของชาวบ้านมา ยิ่งต้องระวังให้หนัก เดี๋ยวนี้มีเยอะมาก)

แม้แต่สุดยอดนักลงทุนโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ เหตุที่คนทั่วโลก โดยเฉพาะวีไออย่างเราๆ ชื่นชอบแก นอกจากเรื่องของความสำเร็จในการลงทุนแล้ว น่าจะเป็นเพราะปู่บัฟฟ์เป็นคนประเภทที่ พูดอะไรก็เข้าใจ “ง๊ายง่าย” เปรียบเทียบอะไรแต่ละอย่างนี่ เห็นภาพลอยชัดขึ้นมาเลยทีเดียว

จากทั้งหมดที่ได้กล่าวมา ผมขอสรุปออกมาเป็นหลักในการเลือกซื้อหุ้นของวีไอเพียงข้อเดียว แต่เป็นหลักที่ใช้ได้เสมอ ใช้ได้ตลอดกาล นั่นคือ…

จงมองหาบริษัทที่ทำให้ชีวิตของผู้คน “ง่ายลง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้า “ความง่าย” นั้น เป็นสิ่งที่บริษัทอื่นๆ “ยากที่จะทำได้” นั่นยิ่งเยี่ยมเลย

อย่างธุรกิจที่ทำให้เราซื้อข้าวเหนียวหมูย่างหรือซาลาเปาหมูสับได้ตอนตี 2 หรือธุรกิจที่ทำให้เราซื้อเตาแก๊สกับไม้แขวนเสื้อได้ในที่เดียวกัน ดังได้ยกตัวอย่างไปแล้ว เป็นต้น

สุดท้ายที่ต้องฝากไว้ก็คือ ท่านอย่าเข้าใจผิดว่าการทำอะไรๆ ให้ง่ายนั้น เป็น “ของหมูๆ”  นะครับ …ไม่ใช่เลย

การทำ “เรื่องยาก” ให้เป็น “เรื่องง่าย” เป็นสิ่งที่ต้องใช้ความพยายาม ต้องทุ่มเท โดยตัวเราเอง หรือตัวผู้บริหารบริษัท ต้อง “คิดให้มากๆ” ว่าจะทำอย่างไรให้มันง่าย

ถ้าใคร หรือบริษัทไหน ยอมทำในสิ่งที่ “ยาก” เพื่อให้ชีวิตของผู้คนทั่วไป “ง่าย” รับรองว่าความสำเร็จ เงินทอง อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

เรียกว่า เพราะ “ง่าย” จึง “ชนะ” นั่นเองครับ 

Moneyball บทพิสูจน์ “วีไอ” ชนะได้ทุกเกม

Moneyball11

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

มีใครเคยดูหนังเรื่อง Moneyball บ้างครับ?

ผมว่าคนทั่วไปที่เคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่วนใหญ่ก็น่าจะชอบอยู่แล้ว ยิ่งถ้าท่านเป็นวีไอ ดีกรีความประทับใจของท่านก็ยิ่งน่าจะมากกว่าคนอื่นๆ

Moneyball เป็นหนังที่สร้างขึ้นมาจากเรื่องจริง (มีดัดแปลงเนื้อเรื่องและชื่อตัวละครบางตัวเพียงเล็กน้อย) เป็นเรื่องราวในวงการเบสบอลอาชีพ พระเอกของเรื่อง คือ “บิลลี่ บีน” (แบรด พิตต์) ผู้จัดการทีม โอ๊คแลนด์ แอตเลติคส์ ทีมดังใน Major League Baseball

บีน เคยเป็นผู้เล่นอาชีพระดับแถวหน้ามาก่อน ในปี 1980 เขาถูกหลายๆ ทีมหมายมั่นปั้นมือว่าจะเลือกเป็น First pick ก่อนจะไปลงเอยในฐานะผู้เล่นของ New York Mets ซึ่งในปีนั้นได้เลือกผู้เล่นเป็นทีมแรก

แต่แล้ว บีนกลับไม่ประสบความสำเร็จในฐานะนักเบสบอล จนต้องผันตัวมาเป็น Scout (แมวมอง) โดยมาร่วมงานกับ โอ๊คแลนด์ แอตเลติคส์ และไต่เต้าสู่ตำแหน่งผู้จัดการทีมในอีกหลายปีต่อมา

ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เขาเกิดความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงทีม หลังจากโอ๊คแลนด์ไม่ประสบความสำเร็จมาหลายฤดูกาล เพราะเจ้าของทีมไม่ยอมทุ่มเงินเหมือนทีมยักษ์ใหญ่อื่นๆ

บีนตัดสินใจที่จะ “ปฏิวัติ” (Revolutionize) ทีม โดยใช้หลักที่เรียกกันว่า “Sabermetrics” ซึ่งหมายถึง การใช้สถิติในการวิเคราะห์ผู้เล่น

ผู้ที่คิดค้นหลักการนี้ คือ บิล เจมส์ นักสถิติ นักประวัติศาสตร์ และนักเขียนเกี่ยวกับเบสบอล หลักการของเขา ทำให้วิเคราะห์ออกมาได้ว่าเหตุใดแต่ละทีมจึงชนะหรือแพ้ และช่วยให้ค้นพบ “มูลค่า” ที่แท้จริงของผู้เล่นได้  (เปรียบได้กับ เบนจามิน เกรแฮม ของวอลล์สตรีท ยังไงยังงั้น)

ปีเตอร์ แบรนด์ บัณฑิตหนุ่มจากเยล ผู้ช่วยที่บีนดึงตัวมาทำทีม และเป็นคนที่แนะนำให้เขารู้จักกับหลัก Sabermetrics ชี้ให้บีนเห็นว่า มีผู้เล่นมากมายในลีกอาชีพ ที่ถูกประเมินมูลค่าต่ำไป ผู้เล่นบางคน ค่าตัวถูกนิดเดียว แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจ บ้างก็ถูกบดบังด้วยเหตุผลไร้สาระบางประการ เช่น “มีท่าวิ่งเหมือนเป็ด”

ฉากหนึ่งที่ผมชอบมากในหนังเรื่อง Moneyball คือตอนที่ แบรนด์ เรียก บีน ไปดู วีดีโอเทปการเล่นของ แชด แบรดฟอร์ด ผู้เล่นตำแหน่ง “พิตเชอร์สำรอง” หรือ Relief Pitcher (พิตเชอร์ คือ ผู้เล่นที่เป็นคนขว้างลูก ส่วน Relief Pitcher คือพิตเชอร์สำรอง เอาไว้ขว้างแทนเวลามือหนึ่งเจ็บ หรือเล่นไม่ดี หรือถูกเปลี่ยนตัวออกตามแท็คติก)

ปีเตอร์บอกบิลลี่ว่า แบรดฟอร์ด คือ ผู้เล่นที่ถูกประเมินค่าต่ำเกินไปมากที่สุด (Most undervalued player) ในวงการเบสบอล ทั้งๆ ที่จุดอ่อนของเขามีอย่างเดียว คือ เขามีท่าขว้างบอลที่ “ตลก” ทำให้ทีมใหญ่ๆ ไม่สนใจ และหากได้ตัวแบรดฟอร์ดมา เขาจะไม่ใช่เพียงพิตเชอร์สำรองที่เก่งที่สุดของทีมเรา แต่จะเป็นพิตเชอร์ที่เก่งที่สุดในวงการเบสบอล เลยทีเดียว

ที่สำคัญคือ จาก “มูลค่าแท้จริง” ของแบรดฟอร์ด ซึ่งควรจะอยู่ที่ 3 ล้านเหรียญ เราสามารถซื้อตัวเขา ด้วยค่าตัวเพียง 237,000 เหรียญเท่านั้น!!

หลังจาก  บีน ตัดสินใจซื้อ “ผู้เล่นเน้นคุณค่า” มาร่วมทีมหลายคน คณะที่ปรึกษาของทีมต่างก็ตกตะลึง หลายคนไม่เข้าใจว่าเขากำลังทำอะไรอยู่

การ “ฝ่ากระแสหลัก” ครั้งนั้น ทำให้บีนโดนมองว่า “บ้า” และจะฉุดทีมลงเหวในท้ายที่สุด แม้แต่เฮดโค้ชของทีมก็ไม่เชื่อฟัง ไม่ยอมใช้ “ผู้เล่นเน้นคุณค่า” ที่บีนซื้อมา ดึงดันจะใช้แต่ผู้เล่นระดับสตาร์ลงสนาม

สุดท้าย บีน ต้องใช้ “ไม้แข็ง” เขาตัดสินใจไล่คณะที่ปรึกษาของทีมที่ขวางทางเขาออก และ “โละ” ผู้เล่นระดับสตาร์หลายคน เพื่อให้ผู้เล่นที่เขาซื้อตัวมาได้ลงเล่น ทีมจะได้เดินไปในทิศทางที่เขาต้องการ 

เมื่อเห็นบิลลี่ “กล้า” ขนาดนั้น ปีเตอร์ ซึ่งเป็นคนเอาแนวคิดนี้มาเสนอเขาเอง ยังเตือนว่า “ที่ทำอยู่นี่ แน่ใจแล้วหรือ?” บิลลี่ย้อนถามปีเตอร์ว่า “แล้วนายมั่นใจหรือเปล่าว่าเรามาถูกทาง?” ปีเตอร์บอกว่า “ถูกแน่นอน เพียงแต่เราจะอธิบายกับคนอื่นได้ยาก” 

บิลลี่จึงบอกว่า “ถ้างั้น นั่นไม่ใช่ปัญหาเลย ปัญหาของคนเรา หลายครั้งไม่ได้อยู่ที่การทำในสิ่งที่ถูก แต่อยู่ที่ต้องคิดว่าจะ “อธิบาย” กับคนอื่นยังไง ซึ่งมันไร้สาระมาก” 

สุดท้าย บีน ก็ทำสำเร็จ หลังจากแพ้อยู่หลายเกม โอ๊คแลนด์ก็คว้าชัยชนะติดต่อกัน 20 ครั้ง เป็นสถิติใหม่ในรอบ 100 ปี ของวงการเบสบอล จนตัวเขาถูกทาบทามให้ไปเป็นผู้จัดการทั่วไปของ Boston Red Sox ทีมยักษ์ใหญ่  ด้วยค่าจ้างมหาศาลกว่า 12 ล้านเหรียญต่อปี

ทว่าบีนก็ปฏิเสธไป ด้วยเหตุผลว่า ตัวเขาอุตส่าห์เอาชนะ “เงิน” ได้แล้ว และไม่อยากพ่ายแพ้ต่อ “เงิน” อีกครั้งหนึ่ง (เห็นมั้ยว่า “แนว” ขนาดไหน)

หากจะเปรียบไป หลัก Sabermetrics ก็คือ Value Investment ดีๆ นี่เอง มันคือการวิเคราะห์ตัวเลข วิเคราะห์สถิติ มุ่งค้นหามูลค่าผู้เล่น ไม่ได้แตกต่างวีไอพันธุ์แท้ ที่มุ่งวิเคราะห์-ประเมินมูลค่าหุ้นเลยแม้แต่น้อย

บทเรียนจากหนังเรื่องนี้ ทำให้เราได้รู้ว่า หลัก Value Investment นั้น ใช้ได้ในหลากหลายสถานการณ์ ในแทบทุกการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นโลกของการลงทุน หรือแม้กระทั่งเกมกีฬา

สิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือ ผู้ที่นำมันไปใช้ ต้องตระหนักด้วยว่า ตัวเองกำลังเดิน “สวนกระแส” แต่เป็นการ “สวน” อย่าง “มั่นคง” ด้วย “หลักวิชาการ”

หากมุ่งมั่นที่จะเป็นวีไอ ก็ต้องมั่นใจ อย่าหวั่นไหวไปตามฝูงชน พึงยึดโยงอยู่กับพื้นฐาน แล้วจะ “ชนะ” ได้ในท้ายที่สุดครับ 

————————

ภาพประกอบ จาก en.wikipedia.org