PE Band ของโรงพยาบาล

peband-hc

ชนิดา พัธโนทัย

[ต่อจากตอนที่แล้ว]

ในตอนที่แล้ว เราได้อธิบายเรื่องของ PE Band ไว้โดยละเอียด โดยยกตัวอย่างช่วง P/E ของเซกเตอร์ ICT ให้เห็นกันไปแล้ว (ท่านที่ยังไม่ได้อ่านตอนที่แล้ว คลิกที่นี่ )

วันนี้ขอเลือกเป็นเซกเตอร์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในหมู่นักลงทุนไทย นั่นก็คือเซกเตอร์ “โรงพยาบาล” กันนะคะ

peband-hospital

 [PE Band ของหุ้นโรงพยาบาล แนะนำให้คลิกที่ภาพแล้วซูมเข้ามาดูใกล้ๆ ค่ะ]

ระหว่างปี 2554  จนถึงกลางปี 2557 P/E ของกลุ่มโรงพยาบาล อยู่ในช่วง 20-30 เท่า (สังเกตจากเส้นสีฟ้า แสดงกรอบบนและล่าง) โดยค่าเฉลี่ย P/E จะอยู่ที่ประมาณ 25 เท่า (สังเกตจากเส้นประสีส้ม)

แต่หลังจากกลางปี 2557 เป็นต้นมา P/E ของกลุ่มโรงพยาบาลก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุกรอบบนของ P/E Band (วงกลมสีเหลือง) ประกอบกับการเติบโตของกำไรของกลุ่มที่ก้าวกระโดด ก็ยิ่งทำให้ราคาสูงขึ้น โดยจะเห็นได้จากความชันของเส้นดัชนีของกลุ่ม (เส้นเขียวๆ แดงๆ ข้างบนสุด) ที่มากขึ้นนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า เซกเตอร์โรงพยาบาล เป็นตัวอย่างของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ราคาไม่ค่อยจะลงมาให้ซื้อมากนัก ค่า P/E ไม่เคยต่ำ แต่กลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

จนถึง ณ ขณะนี้  P/E ของกลุ่มอยู่ที่ “37 เท่า” ซึ่งถือว่าสูงมาก!!

อย่างไรก็ตาม การจะด่วนตัดสินว่าหุ้นในเซกเตอร์โรงพยาบาลนั้นแพงจนซื้อไม่ได้แล้วก็อาจเร็วเกินไปหน่อย เพราะแม้หุ้นจะแพง แต่บริษัทในอุตสาหกรรมนี้ก็โตเร็วมาก

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำ คือต้องเอาเรื่องของ “การเติบโต” มาพิจารณาด้วย ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือ หาค่า “PEG” ออกมาเพื่อประกอบการตัดสินใจนั่นเอง (เรื่อง PEG เคยอธิบายเอาไว้โดยละเอียดแล้วก่อนหน้านี้ สนใจตามไปอ่านได้ คลิกที่นี่ ค่ะ )

และนี่ก็คือ P/E Band ของกลุ่มโรงพยาบาล อุตสาหกรรมที่หุ้นไม่มีวัน “ถูก” เดี๋ยวตอนหน้าจะมาว่ากันต่อในเซกเตอร์ที่น่าสนใจอื่นๆ ค่ะ 

 —————————

หลักสูตร VI101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” รุ่นที่ 4 โดย Club VI  วันเสาร์ที่ 7 ก.พ. นี้ สำหรับผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ แต่ยังไม่มีพื้นฐานหรือพื้นฐานยังน้อย สมัครได้เลย คลิกที่นี่ 

หลักสูตรระดับกลาง ยอดนิยม VI201 “อ่านงบการเงิน” วันที่ 7 มี.ค. และ VI202 “ประเมินมูลค่าหุ้น” วันที่ 28-29 มี.ค. สมัครได้เลย คลิกที่นี่  

 

P/E Band เครื่องมือชั้นดี ที่หลายคนไม่เคยใช้

peband

ชนิดา พัธโนทัย

การพิจารณาว่าหุ้นตัวหนึ่งราคาถูกหรือแพง และจะเข้าซื้อได้หรือยัง วิธีหนึ่งที่นิยมใช้คือ ดูว่าราคา ณ ตอนนี้ P/E อยู่ที่เท่าไร เมื่อเทียบกับ P/E ของตัวมันเอง จากอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

เช่น ณ ปัจจุบัน หุ้น XYZ มีค่า P/E อยู่ที่ 10 เท่า โดยที่ถ้าดูย้อนหลังไป (อาจจะ 3-4 ปี) หุ้นตัวนี้เทรดกันอยู่ที่ P/E ต่ำสุดประมาณ 9 เท่า และสูงสุดไม่เกิน 18 เท่า

ในกรณีนี้ ช่วงของ P/E ที่ 9-18 เท่า จึงถือเป็น “P/E Band” ของหุ้น XYZ

และการที่ P/E ปัจจุบันอยู่ที่ 10 เท่า แสดงว่าราคาหุ้น XYZ ณ จุดนี้ อาจจะค่อนข้างถูกแล้วก็เป็นได้ เพราะค่า P/E อยู่ใกล้จุดต่ำสุดมากแล้ว (จุดต่ำสุดคือ 9 สูงสุดคือ 18) การเข้าซื้อหุ้น ณ จุดนี้จึงถือว่ามีความเสี่ยงไม่มากและอาจคุ้มที่จะเสี่ยง

ในทางตรงข้าม ถ้าเราซื้อหุ้น ณ จุดที่ P/E ใกล้ๆ 18 เท่า ก็อาจหมายความว่าหุ้นแพงมากแล้ว จึงต้องตัดสินใจให้ดีหากจะเข้าไปซื้อ

หุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีหลายกลุ่มอุตสาหกรรม (เซกเตอร์) ด้วยกัน บางเซกเตอร์เทรดกันอยู่ที่ P/E ค่อนข้างสูง และก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยยอมลง

แต่บางเซกเตอร์ P/E ไม่ค่อยขยับไปไหน อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น หรือบางเซกเตอร์ก็จะมีกรอบของ P/E ที่ค่อนข้างชัดเจน

ทั้งนี้ การที่หุ้นที่อยู่ต่างเซกเตอร์กัน มี “พฤติกรรมของ P/E” แตกต่างกัน ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมาจากลักษณะของตัวธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นๆ รวมถึงมุมมองของนักลงทุนที่มองหุ้นในแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไปนั่นเอง

ลองมาดูกันเล่นๆ ว่า P/E ของแต่ละเซกเตอร์ ณ ตอนนี้สูงไปหรือยัง หรือว่ายังต่ำอยู่ มาเริ่มกันที่กลุ่ม ICT ก่อนเลยค่ะ

peband-ict

 (ภาพบน) P/E Band ของกลุ่ม ICT (แนะนำให้คลิกที่ภาพแล้วลองซูมดูใกล้ๆ)

จาก P/E Band ของกลุ่ม ICT ระหว่างปี 2554-2557 จะเห็นได้ว่าค่า P/E อยู่ในช่วง 20-30 เท่า (สังเกตจากเส้นสีฟ้า แสดงกรอบบนและล่าง) โดยมีค่าเฉลี่ย P/E อยู่ที่ประมาณ 25 เท่า (สังเกตจากเส้นประสีส้ม) และที่วงกลมสีแดงไว้นั่นคือจุดที่ P/E สูงชนเพดาน บ่งบอกว่าราคาแพงมากแล้ว ควรระวังไว้ให้ดี!

ณ ปัจจุบัน P/E ของกลุ่ม ICT อยู่ที่ประมาณค่าเฉลี่ยพอดี จึงอาจตีความได้ว่า “หุ้น ICT เวลานี้ ไม่ถูกและก็ไม่แพงเกินไป” แต่จะเป็นจุดซื้อหรือยัง ก็คงแล้วแต่การตัดสินใจของแต่ละท่าน

ในตอนหน้าเรามาว่ากันต่อถึงเซกเตอร์อื่นๆ ค่ะ

——————————

หลักสูตร VI101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” รุ่นที่ 4 โดย Club VI  วันเสาร์ที่ 7 ก.พ. นี้ สำหรับผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ แต่ยังไม่มีพื้นฐานหรือพื้นฐานยังน้อย สมัครได้เลย คลิกที่นี่ 

หลักสูตรระดับกลาง ยอดนิยม VI201 “อ่านงบการเงิน” วันที่ 7 มี.ค. และ VI202 “ประเมินมูลค่าหุ้น” วันที่ 28-29 มี.ค. สมัครได้เลย คลิกที่นี่  

 

EBITDA กำไรที่ไม่ลวงตา

EBITDA

ชนิดา พัธโนทัย

ในตอนที่แล้ว เราได้กล่าวถึง EBIT โดยทิ้งท้ายกันไปว่า ยังมีกำไรอีกตัวหนึ่งซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน และนักลงทุนหลายคนเน้นเป็นพิเศษ นั่นก็คือ กำไรที่เรียกว่า “EBITDA”

EBITDA หมายถึง “กำไรจากการดำเนินงานที่อยู่ในรูปของเงินสดจริงๆ” ได้จากการนำ EBIT มาบวกด้วย DA โดย DA ในที่นี้หมายถึง “ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย” (Depreciation and Amortization) ซึ่งเป็นรายการที่เราสามารถหาได้จากงบกระแสเงินสด

ทีนี้ถามว่า เหตุใดเราจึงต้องนำ “DA” ไปบวก EDIT ด้วย คำตอบก็คือ เนื่องจาก DA ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชี ซึ่งบริษัทไม่ได้ควักเงินสดจ่ายออกไปจริง ดังนั้น ถ้าอยากรู้กำไรจากการดำเนินงานที่เป็นเงินสดจริงๆ ก็ต้องนำ DA บวกกลับเข้าไป

หลายคนอาจสงสัยว่า ค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่บริษัทไม่ได้จ่ายเงินสดออกไปจริงก็มีอยู่ตั้งหลายตัว ทำไมไม่นำมาบวกกลับบ้าง คำตอบก็คือ เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมีมูลค่าไม่สูงมากนัก ต่างจาก DA ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงจนถึงระดับที่ถือได้ว่ามีนัยสำคัญสำหรับธุรกิจบางประเภท

อาทิ ธุรกิจที่ลงทุนในอุตสาหกรรมหนัก ใช้เครื่องจักรมูลค่าสูงๆ รวมทั้งพวกธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ไปจนถึงธุรกิจที่มีลักษณะ “Capital intensive” คือต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ยังรวมถึงธุรกิจที่ต้องได้รับใบอนุญาตหรือสัมปทาน เช่น โอเปอเรเตอร์โทรศัพท์มือถือ หรือระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ทางด่วน รถไฟฟ้า เป็นต้น

โดยธรรมชาติแล้ว กิจการพวกนี้จะมี DA สูงมาก ทำให้บริษัทมีกำไรที่แฝงอยู่ในรูปเงินสดมากกว่ากำไรที่เราเห็นในงบการเงิน (EBIT)

ตัวอย่างเช่น จากงบการเงินประจำปี 2556 ของ ADVANC บริษัทมีกำไรสุทธิ 36,274 ล้านบาท EBIT อยู่ที่ 46,765 ล้านบาท ในขณะที่มี EBITDA สูงถึง 63,691 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า ส่วนที่เป็น “DA” นั้นสูงมาก คิดเป็นตัวเลขเท่ากับ 16,926 ล้านบาท เลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่ ADVANC กล้าจ่ายปันผลถึง 100% ของกำไรสุทธิ พูดง่ายๆ ก็คือ มีกำไรเท่าไร จ่ายปันผลออกมาหมดนั่นเอง (บริษัทระบุนโยบายการจ่ายปันผลไว้ชัดเจนว่าจะจ่าย “ไม่ต่ำกว่า 100%” ของกำไรสุทธิ)

บางคนอาจถามต่อว่า ธุรกิจประเภทนี้ต้องใช้เงินลงทุนสูงไม่ใช่หรือ ถ้าเอาเงินสดมาจ่ายปันผลหมด แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปลงทุนต่อ

ก็อย่างที่บอกไปค่ะ เนื่องจาก EBITDA มีอยู่ถึง 63,691 ล้านบาท แม้จะจ่ายปันผลตั้ง 36,274 ล้านบาท ก็ยังมีเงินสดเหลืออยู่ในบริษัทกว่า 27,000 ล้านบาท เพียงพอที่จะเอาไปลงทุนอย่างแน่นอน

จากที่อธิบายมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า EBITDA คือ “กำไรที่ไม่ลวงตา” เป็นกำไรในรูปเงินสดที่จับต้องได้จริงๆ และเป็นสิ่งที่วีไอพันธุ์แท้ไม่ควรละเลยด้วยประการทั้งปวงค่ะ


** หลักสูตร  “ประเมินมูลค่าหุ้น และ DCF” รุ่น ๘  สอนทำ valuation อย่างมืออาชีพ 26 พ.ค. 61 ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัล รัชดา  คลิกที่นี่