รีวิว HMPRO Q2 ปี 57

hmpro8โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

งบไตรมาส 2 ของ HMPRO ออกแล้วครับ

“รายได้รวม” เพิ่มขึ้น 23.76% เป็น 12,788.24 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว หลักๆ มาจาก “รายได้จากการขาย” ซึ่งมาจากสาขาที่เปิดใหม่ และการเติบโตของสาขาเดิม

โดย Same-store Sales Growth (SSSG) ของบริษัทเพิ่มขึ้นประมาณ 4% สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการเพิ่มสัดส่วนของสินค้า house brand ซึ่งถือว่าบริษัททำได้ไม่เลวเลย

อย่างไรก็ตาม “กำไรสุทธิ” กลับเพิ่มแค่ 8.57% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน!!

ถามว่าทำไม “รายได้” เพิ่ม “เยอะ” แต่ “กำไรสุทธิ” เพิ่ม “น้อย” … เราลองมาดูกันทีละบรรทัดนะครับ

ขั้นแรก “กำไรขั้นต้น” เพิ่มขึ้น 548.14 ล้านบาท หรือเพิ่ม 20.88% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โดย Gross Margin อยู่ที่ 26.39% ใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 26.94% แต่ต้องทำใจไว้ว่า ต่อไปตัวเลขนี้จะลดลงแน่นอน เพราะมีธุรกิจ “เมกาโฮม” ที่ Gross Margin ต่ำกว่าเข้ามาพ่วงด้วย

ที่ต้องระวังคือบรรทัดต่อไป…

Profits2

“ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร” (SG&A) ของ HMPRO เพิ่มขึ้น 25.41% ถือว่าเพิ่มสูงมาก สูงกว่าการเพิ่มของรายได้เสียด้วยซ้ำ!!

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ SG&A เพิ่มเยอะ น่าจะมาจากค่าใช้จ่ายในการเปิดสาขาของเมกาโฮม รวมถึงโฮมโปรสาขามาเลเซีย เพราะบริษัทต้องจ้างคน ต้องจ่ายค่าขนส่ง รวมทั้งจ่ายค่าใช้จ่ายจิปาถะอีกมากมาย

นี่แหล่ะครับ คือปัจจัยสำคัญที่มาบั่นทอนกำไร!!

ด้วยเหตุนี้ “กำไรจากการดำเนินงาน” (EBIT) ในไตรมาส 2 ปี 57 จึงเพิ่มขึ้นเพียง 13% อยู่ที่ 1,101 ล้านบาท (ทั้งๆ ที่รายได้เพิ่มขึ้นถึง 26%) และ EBIT Margin ลดจาก 9.4% เหลือ 8.6% เมื่อเทียบกับ Q2 ปีที่แล้ว

hmpro5

ยังไม่หมดนะครับ ยังมีอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้กำไรเพิ่มน้อย ทั้งๆ ที่รายได้เพิ่มกระฉูด นั่นก็คือ “ดอกเบี้ยจ่าย”

จากข้อมูลที่รายงานออกมา HMPRO มีดอกเบี้ยจ่ายในไตรมาส 2 ปี 57 (เฉพาะ 3 เดือน) ประมาณ 106 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 52.5 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าเพิ่มขึ้น “เกือบเท่าตัว” เลยทีเดียว

เหตุที่ดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้นขนาดนี้ เป็นเพราะปี 2556 แทบจะเรียกได้ว่าเป็น “ปีแห่งการลงทุน” ของ HMPRO เลยก็ว่าได้

โดยในปี 2556 ทั้งปี บริษัทได้ทุ่มลงทุนเป็นจำนวนเงินกว่า “9,000 ล้านบาท” ใช้เงินสดที่มีอยู่ราว “5,000 ล้าน” และกู้เพิ่มอีกประมาณ “4,000 ล้าน” ในการลุยเปิดโฮมโปรถึง 11 สาขา (มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา) และเมกาโฮมอีก 2 สาขา

hmpro2

ทั้งนี้ ในส่วนที่กู้เพิ่ม บริษัทใช้การ “ออกหุ้นกู้” เป็นหลัก และอันที่จริงถ้าเราย้อนไปดูงบปี 2556 เต็มปี จะเห็นว่าดอกเบี้ยจ่ายก็เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากงบปี 2555 อันเป็นผลมาจากการออกหุ้นกู้เพื่อขยายกิจการในไตรมาส 3 ปี 56 นั่นเอง

นอกจากนี้ ในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ปี 57 ที่เรากำลังวิเคราะห์กันอยู่นี้ บริษัทยังออกหุ้นกู้เพิ่มอีกราวๆ 1,000 ล้านบาท และกู้เงินเพิ่มอีกประมาณ 1,000 ล้าน จึงทำให้หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (Interest-bearing Debt หรือ IBD) ของ HMPRO ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 57 เพิ่มขึ้นมาเป็น 11,000 ล้านบาท

เมื่อ “หนี้” เยอะขึ้น ก็ต้องจ่าย “ดอกเบี้ย” สูงขึ้นเป็นธรรมดา (แม้บริษัทจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ดี คือเฉลี่ยประมาณ  3.6-3.8% ซึ่งถือว่าไม่มากเลยก็ตาม)

hmpro

โดยสรุป HMPRO กำลังมาถึง “หลักกิโลเมตรสำคัญ” ที่จะตัดสินอนาคตของบริษัท หลังจากขยายธุรกิจมาทำเมกาโฮม ซึ่งเท่ากับมีโมเดลธุรกิจใหม่เข้ามาซ้อนทับกับของเดิม อันจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก

คาดว่าคงเห็นผลกันเร็วๆ นี้ว่าจะเวิร์คหรือไม่

อีกประเด็นหนึ่งคือ การขยายสาขาไปที่มาเลย์ ซึ่งจะบ่งบอกถึงการขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ใน AEC ต่อไปในอนาคต ว่าจะมีโอกาสแค่ไหนและจะไปได้สวยหรือไม่ โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ระหว่างขยายกิจการ ว่าบริษัทจะทำได้ดีเพียงใด

จึงขอแนะนำให้ “จับตาดูอย่างใกล้ชิด” นับจากนี้เป็นต้นไปครับ !!

——————————-

อยาก “อ่านงบการเงิน” และ “ประเมินมูลค่าหุ้น” แบบมืออาชีพ แนะนำคอร์สสัมมนา พื้นแน่น-แม่นงบ (VI 201) และ ประเมินมูลค่าหุ้น (VI 202) รุ่นที่ 3 โดย Club VI คลิกที่นี่

เครดิตภาพ: โลโก้ HMPRO จากเว็บไซต์ของบริษัท, ภาพ กำไรสามขั้น และภาพอื่นๆ ของ Club VI  

 

รีวิว CPN : การจัดหาเงินทุน

cpn-logo

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

ตอนที่แล้วได้พูดถึงผลประกอบการของ CPN ในไตรมาสที่ 1 ปี 2557 กันไปแล้ว (อ่านรีวิว CPN ตอนที่แล้ว คลิกที่นี่ตอนนี้จะมาว่ากันต่อ ถึงสิ่งที่เป็น “จุดแข็ง” ของ CPN และทำให้บริษัทเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือเรื่องของ “การจัดหาเงินทุน” นะครับ

ก่อนอื่น มาดูกันว่า ที่ CPN ต้องใช้เงินลงทุนก้อนโตนั้น จะเอาไปทำอะไรบ้าง (เงินลงทุนตรงนี้ ศัพท์ทางการเงินเรียกว่า  “Capital Expenditure”)

ผู้บริหารของ CPN บอกว่า บริษัทมีแผนจะเปิดศูนย์การค้าใหม่ทุกปี ปีละ 3-4 แห่ง โดยในปี 2556 เปิดไปแล้วสามศูนย์ฯ คือ เซ็นทรัลอุบลราชธานี เชียงใหม่ และ หาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนไป 11,745 ล้านบาท และเมื่อต้นปี 57 เดือน มี.ค. ก็เพิ่งเปิด เซ็นทรัล สมุย ในรูปแบบของ Resort Mall ไปเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ CPN ยังเตรียมจะไปเปิดโครงการในประเทศ AEC เริ่มต้นจากมาเลเซีย โดยผู้บริหารบอกว่าตลาดมาเลย์โตเร็วกว่าไทยถึง 2 เท่า อีกทั้งยังไม่มี “ผู้นำ” ในธุรกิจห้างสรรพสินค้า จึงถือเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

cpn-meeting

ต่อมา มาดูกันว่า บริษัทจะเอาเงินลงทุนมาจากไหน

ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นที่ผ่านมา ผู้บริหารบอกว่า บริษัทต้องใช้งบลงทุนอีกประมาณปีละ 16,000 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีนับจากนี้ คือปี 2014-2016 โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่จะมาจาก “เงินสดจากการดำเนินงาน” ของบริษัทเอง

ด้วยความที่สินทรัพย์หลักของ CPN คือ “อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน” และ “สิทธิการเช่า” (ในส่วนของสิทธิการเช่า หมายถึง สาขาที่บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของตัวอาคาร เพราะไปสร้างอาคารบนที่ดินที่เช่ามา ได้แก่ สองสาขาหลัก คือ เซ็นทรัลลาดพร้าว และ เซ็นทรัลเวิลด์)

ด้วยเหตุนี้ ต้นทุนหลักของบริษัทจึงเป็น “ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย” (ซึ่งส่วนใหญ่ CPN จะตัดค่าเสื่อมฯ ประมาณ 20-40 ปี) และยังมีต้นทุนอย่างอื่นอีก อาทิ ค่าเช่าที่ดิน ค่าสาธารณูปโภค ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าซ่อมแซมต่างๆ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม อยากเน้นให้เห็นว่า ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ถือเป็น “ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด” ดังนั้น ถ้าอยากรู้ตัวเลข “กำไรจากการดำเนินงาน” ที่อยู่ในรูป “เงินสด” จริงๆ ก็ต้องเอาค่าเสื่อมราคาบวกกลับเข้าไป จึงจะได้ตัวเลขที่เรียกว่า “EBITDA” ซึ่งจะทำให้เห็นถึง “สภาพคล่อง” ที่แท้จริง

ซึ่งเมื่อดูจากงบการเงินปีล่าสุด ปรากฏว่า CPN มีกำไรในรูปเงินสดถึงประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท!!

จะเห็นได้ว่า ด้วยเงินสดจากการดำเนินงานปีละ 10,000 ล้านบาท CPN คงไม่มีปัญหาเงินทุนขาดมือ เพราะลำพังเงินสดที่ไหลเข้ามาแต่ละปีก็มากกว่าครึ่งหนึ่งของงบลงทุนรายปีไปเยอะแล้ว

แต่สำหรับเงินลงทุน “ในส่วนที่เกินกว่า” เงินสดจากการดำเนินงาน บริษัทก็จะระดมทุนเพิ่ม โดยการ “ออกหุ้นกู้” รวมทั้งใช้การ “กู้เงิน” (ที่อยู่ในรูป Project Finance) ร่วมด้วย

the groove

ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ต้นทุนทางการเงินของ CPN (ซึ่งก็คือ ดอกเบี้ยจ่าย) อยู่ที่ประมาณ 4.3-4.4% ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก อาจจะด้วยเครดิตของบริษัท

อีกทั้งเมื่อพิจารณาความสามารถในการกู้ยืมเงิน จะพบว่ายังมี room ในการกู้เพิ่มเติมอีกเหลือเฟือ เพราะ Net D/E หรือ “หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น” อยู่ที่ “0.49 เท่า” เท่านั้น (ลดจาก 0.82 เท่า เพราะได้รับเงินสดเข้ามาเยอะ หลังเพิ่งขายสินทรัพย์เข้ากองทุน)

และล่าสุด ในปี 2556 ที่ผ่านมา บริษัทเพิ่งออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) โดยได้รับเงินสดเข้ามาประมาณ 6,500 ล้านบาท เพื่อมาช่วยรองรับแผนการลงทุนในอนาคตอีกด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ CPN ยังมีอีกหนึ่งวิธีสุดท้ายในการระดมทุน นั่นคือการ “ขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์” ซึ่งถือว่า “เวิร์ค” มากๆ

ที่ได้ทำไปแล้ว คือกองทุน CPNRF และ CPNCG อันเป็น “ทางลัด” ช่วยให้บริษัทได้เงินสดก้อนโตเข้ามาทันที และในทางบัญชี ยังจะมีกำไรก้อนโตปรากฏเข้ามาในงบการเงินปีนั้นๆ อีกด้วย

โดยหลังจากขายสินทรัพย์เข้ากองทุนไปเรียบร้อย บริษัทสามารถเอาเงินนั้นไปลงทุนต่อเพื่อสร้างผลตอบแทน เปรียบเสมือนการรับรู้รายได้ล่วงหน้า แทนที่จะต้องบริหารสินทรัพย์เองและทยอยรับรู้รายได้ไปเรื่อยๆ

ทั้งหมดที่กล่าวมา คือภาพรวมของ CPN ในเรื่องของความสามารถในการ “จัดหาเงินทุน” อันถือเป็นรากฐานสำคัญแห่งการเติบโต ที่ทำให้บริษัท “มาไกล” ถึงขนาดนี้

เมื่อบวกกับ “ความเชี่ยวชาญ” ในการทำห้างสรรพสินค้า และ “ชื่อเสียง” ของกลุ่ม “เซ็นทรัล” เชื่อแน่ว่า CPN คงเติบโตไปได้อีกไกล และโตไปอีกนาน

———————————–

รีวิว BGH Q1 (จบ)

bgh5โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

ในตอนที่แล้วได้พูดถึง “รายได้” “กำไรสุทธิ” และตัวเลขที่เป็น Key Driver ของ BGH อย่าง “จำนวนผู้ป่วยใน-นอก” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของ “อัตราการครองเตียง” กันไปแล้ว (ท่านใดยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 คลิกที่นี่)

จุดเน้นหลักในตอนที่ 2 นี้ คือเรื่องของ “ความสามารถในการทำกำไร” โดยขอแนะนำให้ดูตารางที่ทีมงานเราทำขึ้นมาประกอบไปด้วยนะครับ จะได้ไม่งง

ตารางสรุป “อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร” ของ BGH

ไตรมาส 1 ปี 57 ไตรมาส 1 ปี 56 ไตรมาส 4 ปี 56 ทั้งปี 2556
อัตรากำไรขั้นต้น 36.8% 36% 31.1% 34.8%
EBITDA margin 24.7% 24.7% 20.6% 21.3%
อัตรากำไรสุทธิ 14.8% 15.7% 10.6% 11.9%

เริ่มจากบรรทัดแรก คือ “อัตรากำไรขั้นต้น” หรือ Gross Profit Margin ในไตรมาส 1 ปี 2557 GPM ของ BGH อยู่ที่ 36.8% ดีขึ้นกว่าไตรมาส 1 ปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 36% เล็กน้อย

ยิ่งถ้าย้อนไปดูงบปี 56 เต็มปี ซึ่ง GPM ของบริษัทลดจากปี 55 ประมาณ 2% มาอยู่ที่ 34.8% แสดงให้เห็นว่า ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 57 อัตรากำไรขั้นต้นของ BGH ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อันเป็นผลมาจากการควบคุมต้นทุน ที่ช่วยให้ Pick up กำไรกลับมาได้ ตรงจุดนี้ ต้องคอยติดตามในไตรมาสต่อๆ ไปว่าจะทำได้ต่อเนื่องหรือไม่

บรรทัดต่อมา เรามาดู EBITDA หรือ “กำไรจากการดำเนินงานที่เป็นเงินสด” กันบ้าง

(BGH มีสินทรัพย์เยอะมาก หากดูเฉพาะ EBIT จะมีเรื่องของค่าเสื่อมราคาก้อนโตเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ไม่เห็นภาพที่แท้จริง จึงขอข้ามมาดู EBITDA เลย)

EBITDA ของ BGH ในไตรมาส 1 ปี 57 อยู่ที่ 3,463 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 3,076 ล้านบาท เกือบ 400 ล้านบาท หรือประมาณ 13% และสอดคล้องกับกับอัตราการเติบโตของรายได้ที่เพิ่มขึ้น 12%

Profits2

[ภาพ “บันไดสามขั้น” ของกำไร โดย Club VI]

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือบริษัทสามารถดึง EBITDA Margin ให้เพิ่มกลับมาอยู่ที่ 24.7% เท่ากันพอดีกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และดีกว่าของปี 56 ทั้งปี ซึ่งอยู่ที่ 21.3% อันเป็นผลมาจากการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ดีอีกเช่นกัน (แม้จะยังไม่แน่ชัดว่า Economies of Scale เพิ่มขึ้นขนาดไหนอย่างไร)

สำหรับ บรรทัดสุดท้าย คือ “กำไรสุทธิ” ดังได้เล่าไปในตอนที่แล้วว่า กำไรสุทธิที่เป็นตัวเงินเพิ่มขึ้น 7% YOY ซึ่งผมมองว่าออกจะน้อยไปสักนิด

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของ “อัตรากำไรสุทธิ” (Net Profit Margin) กลับลดลงจากเดิม 15.7% เมื่อไตรมาส 1 ปีก่อน เหลือ 14.8% ใน Q1 ปีนี้ ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากค่าเสื่อมราคาของโรงพยาบาลเครือข่ายแห่งใหม่ ที่เพิ่มขึ้นกว่า 100 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 1% ของรายได้นั่นเอง

ทว่าการลดลงตรงนี้ หลักๆ แล้วไม่ได้เกิดจาก “ค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสด” และไม่ได้เป็นผลกระทบจากตัวธุรกิจแต่อย่างใด จึงไม่มีอะไรต้องห่วงมากนัก

bgh3

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บริษัทเพิ่งทำ Interest Rate Swap ของหุ้นกู้ล็อตหนึ่ง (เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการจ่ายดอกเบี้ยใหม่ คล้ายๆ รีไฟแนนซ์) ทำให้สามารถประหยัดดอกเบี้ยจ่ายได้ 60 ล้านบาท โดยคิดเป็นดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ในปี 57 จำนวน 45 ล้านบาท และปี 58 อีก 15 ล้านบาท ซึ่งอาจจะช่วยให้อัตรากำไรสุทธิในงวดต่อๆ ไปเขยิบขึ้นได้

โดยสรุป เมื่อดูจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว บวกกับเรื่องของการเมืองภายในประเทศ ผลการดำเนินงานของ BGH ใน Q1 ถือว่า “สอบผ่าน” สบายๆ

และเมื่อดูย่างก้าวในการเติบโต ประกอบกับความสามารถในการระดมทุนของบริษัท เชื่อว่า BGH จะยังคงอยู่บนเส้นทางของการเติบโตต่อไป

…. และต่อไปอีกนาน

และนั่นก็คือทั้งหมดของ รีวิวงบ BGH ไตรมาส 1 ในโอกาสหน้า เราจะพูดถึง “กุญแจดอกสำคัญ” ที่ทำให้ BGH เติบโตก้าวกระโดดจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือเรื่องของการ “จัดหาเงินทุน” เพื่อขยายกิจการ การบริหารสภาพคล่อง ตลอดจนภาพรวมของ “โครงสร้างทางการเงิน” (Capital Structure) แห่งเครือโรงพยาบาลยักษ์ใหญ่แห่งนี้

ถ้าสนใจโปรดติดตามครับ

——————————-

ภาพประกอบ:

ภาพโลโก้ รพ.กรุงเทพ และภาพหมอเบิร์ด จากเว็บไซต์ รพ.กรุงเทพ

ภาพบันไดสามขั้น ของ Club VI