LPN

บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

เป็นผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียม ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2537 ปัจจุบันมีโครงการกว่า 50 โครงการ ภายใต้ห้าแบรนด์หลัก คือ ลุมพินี เพลส, ลุมพินี พาร์ค, ลุมพินี สวีท, ลุมพินี วิลล์, ลุมพินี คอนโดทาวน์

ความแข็งแกร่ง

LPN จัดได้ว่าแข็งแกร่งทุกด้าน มีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้า บริษัทฯ เป็นผู้นำและมีความเชี่ยวชาญในตลาดคอนโดมิเนียมสูงมาก สำหรับสถานะทางการเงิน LPN มีหนี้สินน้อยและกระแสเงินสดดีเมื่อเทียบกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ข้อเสียคือเนื่องจากเป็นธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นธุรกิจคอนโดฯ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วไม่ต้องใช้ที่ดินผืนใหญ่ จึงแทบไม่มีอุปสรรคสำหรับบริษัทอื่นที่จะเข้ามาในตลาด ทำให้มีคู่แข่งมากมายทั้งรายใหญ่และเล็ก

ค่าทดสอบ 81 เต็ม 100

การเติบโต

ที่ผ่านมา ทั้งยอดขายและกำไรของ LPN เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมออย่างยิ่ง ซึ่งมาจากแผนการขยายธุรกิจที่เป็นขั้นเป็นตอนและมีความทะเยอะทะยาน จนทำให้บริษัทได้รับรางวัล “200 Best Under A Billion” จากนิตยสาร Forbes Asia ในฐานะบริษัทในเอเชียแปซิฟิกที่มีผลงานโดดเด่น บริษัทฯ มีส่วนต่างกำไรสูง ROE สูง และจ่ายปันผลสม่ำเสมอในอัตรา 50% ที่ต้องระวังคือในตลาดคอนโดมิเนียมแข่งขันกันดุเดือดมาก แม้ LPN จะเป็นผู้นำตลาด แต่ก็มีคู่แข่งคอยแย่งส่วนแบ่งตลาดชนิดหายใจรดต้นคออยู่เสมอ

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

ผู้บริหาร

ผู้บริหารของ LPN เป็นมืออาชีพ คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มาอย่างยาวนาน มีความโปร่งใส เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับสูงมากในแวดวงอสังหาฯ ไม่ใช่เพียงนักธุรกิจที่มีเงินสดเหลือจากธุรกิจอื่นแล้วหันมาทำคอนโดฯเหมือนบางบริษัท

ค่าทดสอบ 100 เต็ม 100

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ LPN

84.1 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

DCC


บริษัท ไดนาสตี้ เซรามิค จำกัด (มหาชน) หรือ DCC

DCC เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระเบื้องปูพื้นและกระเบื้องบุผนังภายใต้แบรนด์ “ไดนาสตี้” และอีกหลายแบรนด์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2532 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2535 นอกจากผลิตกระเบื้องเองแล้ว บริษัทยังซื้อกระเบื้องบางส่วนจาก บมจ. ไทล์ท็อป อินดัสทรี ซึ่งเป็นบริษัทลูก และมีธุรกิจรองคือจัดจำหน่ายกระเบื้องไปทั่วประเทศผ่านหลายบริษัทในเครือ และนำเข้ากระเบื้องเซรามิคจากประเทศจีนด้วย

ความแข็งแกร่ง

DCC เป็นผู้นำในตลาดกระเบื้องต่างจังหวัด มีส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างมาก แต่เนื่องจากเน้นตลาดภูธร แบรนด์และดีไซน์ของผลิตภัณฑ์จึงไม่โดดเด่นเหมือนกระเบื้องอีกหลายยี่ห้อ เช่น ค็อตโต้ ฯลฯ นอกจากนี้ DCC ยังมีพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง หนี้สินน้อย กระแสเงินสดเยี่ยม อย่างไรก็ตาม ด้วยตำแหน่งทางการแข่งขันของ บริษัท ถือว่าเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูกคุกคามจากคู่แข่งจากประเทศจีนซึ่งมีต้นทุนต่ำและเน้นตลาดล่าง

ค่าทดสอบ 72.9 เต็ม 100

การเติบโต

DCC มีสถานะทางการเงินที่ยอดเยี่ยม ยอดขายและกำไรเติบโตต่อเนื่องทุกปี อัตราส่วนต่างกำไรสูงและยังคงเพิ่มขึ้น ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะเติบโต โดยตั้งเป้าที่จะขยายสาขาร้านจำหน่ายกระเบื้องให้ครบทุกจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งยังมีช่องว่างสำหรับการเติบโตอีกพอสมควร และด้วยความที่มีเงินสดเหลือเยอะ ทั้งยังมีนโยบายที่จะจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ค่าทดสอบ 100 เต็ม 100

ผู้บริหาร

ผู้บริหารของ DCC มีประสบการณ์และความชำนาญ อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนาน และบริษัทยังได้ CG Star หรือธรรมาภิบาลระดับ 4 ดาว เป็นเครื่องยืนยันการบริหารงานได้ในระดับหนึ่ง

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ DCC

56.2 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

KBANK

ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่หนึ่งในสี่อันดับแรกของไทย ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2488 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2519 ปัจจุบัน บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “KBANK” มีทุนจดทะเบียนราวสามหมื่นล้านบาท มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท มีสาขาในประเทศ 808 สาขา มีสาขาและตัวแทนในต่างประเทศ 8 แห่ง

ความแข็งแกร่ง

ในเรื่องของความแข็งแกร่ง KBANK เป็นธนาคารที่แข็งแกร่งที่สุดธนาคารหนึ่งของประเทศ สามารถผ่านพ้นวิกฤติครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งที่เด่นชัด อีกทั้งเป็นผู้นำในตลาดและมีแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในธุรกิจธนาคาร นอกจากนี้ยังมีความแข็งแกร่งด้วยเงินกองทุนที่สูงกว่าเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่มาก

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

การเติบโต

เคแบงก์พยายามปรับตัวเองให้เป็นรุ่นใหม่ อันเห็นได้จากการ “รีแบรนดิ้ง” และการขยายตลาดใหม่ๆ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อฯลฯ ดังที่ปรากฏตามสื่อโฆษณาต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ จุดเด่นของ KBANK อยู่ที่สินเชื่อ SME ซึ่งมีส่วนต่างของดอกเบี้ยค่อนข้างสูงและส่งผลดีต่อกำไร ขณะเดียวกันก็มีการกระจายตัวของสินเชื่อหลากหลายประเภท และสามารถบริหารสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ในระดับต่ำ ทั้งหมดนี้ทำให้ธนาคารสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและรวดเร็ว

ค่าทดสอบ 72.9 เต็ม 100

ฝ่ายบริหาร

KBANK เริ่มต้นจากการเป็นธนาคารของตระกูลล่ำซำมาหลายชั่วคน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปธนาคารก็เปิดโอกาสให้บุคลากรภายนอกที่มีความสามารถเข้ามาบริหารงานและมีการจัดองค์กรให้ทันสมัยอยู่เป็นระยะ ผู้บริหารของธนาคารทำงานกันเป็นทีม ไม่มีพฤติกรรมฉ้อฉล และยังมีทั้งความ “เก๋า” และความ “เก่ง” ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ประกอบกับการที่ธนาคารอยู่ใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย และต้องเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชนตามหลักเกณฑ์ BASEL II ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องบริหารงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูง

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

 

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ KBANK

44.9 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]