เกาะมหาสมบัติ

ชัชวนันท์ สันธิเดช
 
มีเกาะอยู่เกาะหนึ่ง อยู่ในมหาสมุทรทางตะวันออกไกล
 
บนเกาะมีทรัพย์สมบัติอยู่มากมาย คาดว่าเป็นเพราะเคยมีโจรสลัดฝรั่งเอาแก้วแหวนเงินทองมาเก็บไว้ แต่แล้วโจรพวกนั้นคงตายกลางทะเลเสียก่อน จึงไม่ได้กลับมาเอาของ
 
วันหนึ่งมีชายผู้โชคดีไปพบเกาะนี้เข้าโดยบังเอิญ เขาขนสมบัติใส่เรือกลับมา แล้วเอามาขายที่หมู่บ้าน จนสามารถยกระดับฐานะ จากชาวบ้านธรรมดา กลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืน
 
พอเรื่องของชายผู้โชคดีแพร่สะพัดออกไป ชาวบ้านจำนวนมากต่างก็ล่องเรือไปหาขุมทรัพย์ที่เกาะแห่งนี้ และดูเหมือนทรัพย์สมบัติจะมีอยู่เยอะ ขนาดคนนับร้อยนับพันไปแย่งกันก็ยังไม่หมด
 
เรียกได้ว่า “รวยกันถ้วนหน้า” เลยทีเดียว
 
เด็กหนุ่มบางคน เพิ่งทำงานซื้อเรือได้ลำแรก แทนที่จะไปทำมาค้าขายอย่างอื่น เขากลับมุ่งหน้าไปยังเกาะมหาสมบัติ แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะแก้วแหวนเงินทองที่ได้มา คิดเป็นมูลค่าหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ของเงินที่ลงทุนไปเป็นค่าเรือ
 
คนหนุ่มหลายคน “รวยติดจรวด” จากการไปที่เกาะแห่งนี้แค่ 2-3 เที่ยว หลายคนบอกว่าชีวิตนี้ไม่คิดจะทำมาหากินอย่างอื่นอีกแล้ว แค่ล่องเรือไปยังเกาะมหัศจรรย์ไม่กี่รอบ ก็สบายไปทั้งชาติ
 
แม้ราคาเรือขณะนั้นจะถูกโก่งจนแพงลิบลิ่ว แต่บรรดา “คนตื่นทอง” ก็ยอมจ่าย เพราะคิดว่ายังไงก็คุ้ม
 
ที่น่าตกใจกว่าคือ บางคนออกเรือไปตัวคนเดียว ทั้งๆ ที่ยังบังคับเรือไม่เป็นเสียด้วยซ้ำ
 
แต่แล้ว พอหน้ามรสุมมาถึง ในหมู่ชาวบ้านเริ่มมีเสียงเตือนกันว่า อย่าได้เสี่ยงชีวิตไปที่เกาะมหาสมบัติอีกเลย เพราะสภาพอากาศเลวร้ายมาก ขืนออกเรือไปอาจไม่รอดชีวิตกลับมาก็เป็นได้
 
พูดง่ายๆ คือ มัน “เสี่ยง” เกินไปแล้ว สู้รอให้ “ฟ้าเปิด” ค่อยกลับไปอีกครั้งจะดีกว่า
 
 
ทว่าใครจะเชื่อเล่าครับ ก็สมบัติเยอะซะขนาดนั้น ไม่กล้าก็ต้องกล้า บางคนแม้จะกลัว แต่ก็เกรงว่าหากไปช้า พวกใจกล้าจะแย่งเอาของดีไปจนหมด
 
ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงยังคงยอมเสี่ยง ฝ่าลมฝ่าฝนเดินทางไปที่นั่น
 
ปรากฏว่าวันหนึ่ง ขณะที่กลุ่มชาวบ้านผู้ใจถึงกำลังกอบโกยเอาของมีค่าที่อยู่บนเกาะแห่งนั้น พายุที่โหมกระหน่ำได้ซัดเอาเรือของทุกคนที่ผูกไว้ริมหาดเสียหาย เรือบางลำแตก ใช้การไม่ได้ เรือบางลำถูกคลื่นซัดออกไปกลางทะเล
 
ด้วยเหตุนี้ จึงมีคนนับร้อยติดอยู่บนเกาะ
 
เวลาผ่านไปเป็นเดือนๆ เสบียงที่เตรียมไปก็หมด ยิ่งจะหาของป่ากินประทังชีวิตยิ่งยาก เพราะคนเยอะ แย่งกันกินไม่กี่วันก็เกลี้ยง
 
สุดท้าย คนเหล่านั้นก็ต้องเข่นฆ่าและกินเนื้อกันเอง!!
 
พอพ้นหน้ามรสุม พายุสงบลง ปรากฏว่าไม่มีใครกล้ากลับไปที่เกาะมหาสมบัติอีกเลย เพราะมันได้กลายเป็น “เกาะอาถรรพ์” เต็มไปด้วยซากศพก่ายกองนับร้อยพัน
 
แต่แล้ว มี “ชาวสวน” กลุ่มหนึ่งซึ่งคอยจังหวะมานาน ตัดสินใจซื้อเรือด้วยราคาถูกๆ (ที่ถูกเพราะไม่มีใครอยากได้เรือแล้ว) แล้วมุ่งหน้าไปยังเกาะเดิมอีกครั้ง ก่อนจะคว้าเอาทรัพย์สมบัติที่เหลือทั้งหมดกลับมา
 
เชื่อไหมว่า ของมีค่าบางชิ้น หยิบมาจากมือของ “ศพ” ที่นอนตายอยู่นั่นเอง
 
และนั่นคือ “คนรวยกลุ่มสุดท้าย” จากเกาะมหาสมบัติ
 
กลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริง…
 
ท่านว่าแปลกไหมครับ?
 
คนเรามักเริ่มดูแลสุขภาพ ในวันที่สุขภาพเยียวยาได้ยากที่สุด
 
คนที่แบงก์อยากปล่อยกู้ คือคนที่มีความจำเป็นต้องกู้เงินน้อยที่สุด
 
เวลาที่หุ้นแพงแบบบ้าคลั่ง คือเวลาที่มีคนอยากซื้อมันมากที่สุด
 
แต่เวลาที่หุ้นถูกเหมือนได้เปล่า กลับแทบไม่มีใครสนใจมันเลย!!
 
บอกแล้วว่า “โลกนี้มันบิดเบี้ยว” มันไม่สมเหตุสมผลในหลายๆ ครั้ง แต่มันคือ “ความจริง” ที่เกิดขึ้น
 
ใครรู้จักเล่นกับ “ธรรมชาติของมนุษย์” คนๆ นั้นจะมีชัยชนะในเกมแห่งการเงินและเกมแห่งชีวิต นี่คือ “สัจธรรมอันจริงแท้” ไม่ว่าในยุคสมัยไหนครับ
 

ในโลกนี้ไม่มี “หุ้นวีไอ”

valuelmindsetโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คำๆ หนึ่งที่ได้ยินกันบ่อยมาก คือคำว่า … “หุ้นวีไอ”

คนรู้จักของผมบางคน ซื้อหุ้นยอดนิยมของชาววีไออย่างพวกหุ้นค้าปลีก แล้วคิดว่านั่นคือการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ

ผมเชื่อว่าในโลกนี้ไม่มี “หุ้นวีไอ” ไม่ใช่ว่าใครซื้อหุ้นที่พวกวีไอนิยมอย่าง CPALL, HMPRO แล้วจะกลายเป็น Value Investor ได้

ความเป็นวีไอต้องมาจาก “Mindset” คือทัศนคติที่เชื่อในเรื่องของ “คุณค่า” ซึ่งจะส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน รวมถึงการใช้ชีวิตและการมองโลกของคนๆ นั้นด้วย

มีเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง เป็น “นักเล่นหุ้น” ที่พยายามเปลี่ยนตัวเองเป็น “วีไอ” 

ด้วยความที่สนิทกัน พอรู้ว่าผมมีหุ้นตัวไหนอยู่ เขาก็มักซื้อตาม โดยหวังว่าจะได้กำไรมากๆ แต่เชื่อไหมครับว่า ผลลัพธ์ของคน “อยากเป็นวีไอ” อย่างเขา กลับออกมาไม่สวยงามเอาเสียเลย 

ทั้งๆ ที่ซื้อหุ้นตัวที่เคยทำกำไรให้ผมได้มากมาย เขากลับไม่เคยได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ แม้จะเป็นหุ้นที่ใครๆ มองว่าเป็น “Super Stock” ก็ตาม

ครั้งหนึ่ง เขาเคยบ่นให้ฟังว่า “ทำไมเราถึงซวยอย่างนี้(วะ) ซื้อหุ้นเหมือนนายแท้ๆ” 

ได้ยินเช่นนั้น ผมจึงอธิบายว่า นั่นเป็นเพราะเขา “ลอก” หุ้นจากผม โดยใช้ Mindset ของความเป็น “นักเก็งกำไร”

เพื่อนผมคนนี้ พร้อมที่จะซื้อหุ้น (ซึ่งเขาเรียกมันว่า “หุ้นวีไอ”) ชนิด “สู้ทุกราคา” โดยไม่ต้องรอให้มี Margin of Safety ตามหลักของ Value Investment

พอราคาตกลงมาหน่อย เขาก็มัก “อยู่ไม่นิ่ง” และขายทิ้ง ทั้งๆ ที่พื้นฐานของกิจการยังไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้าย ราคาก็ปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าเดิม ก็เจ็บใจกันไป ทำอะไรไม่ได้

จะเห็นได้ว่า แม้จะซื้อหุ้นยอดฮิตของพวกวีไอ แต่ “ใจ” ของเพื่อนผมคนนี้ยังไม่เปลี่ยน ยังเป็นใจของ “นักเก็งกำไร” ล้วนๆ

ความจริงก็คือ… ไม่มีใคร “แปลงร่าง” เป็นวีไอ ด้วยการซื้อหุ้นเหมือน ดร.นิเวศน์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ หาก “ข้างใน” ของเขายังไม่เปลี่ยน หาก “ใจ” ของเขายังไม่ใช่

คนเป็นวีไอที่แท้ จะมีสายตาที่มองหา “คุณค่า” อยู่เสมอ พวกเขาจึงไม่ชอบซื้อหุ้นที่แพงเว่อร์ หรือหุ้นที่โบรกฯ เชียร์ เพราะ “คุณค่า” ของมันถูก “ราคา” บดบังไปเรียบร้อยแล้ว

ตรงกันข้าม คนเป็นวีไอตัวจริง จะนิยมมองหา “มูลค่า” ที่ซุกซ่อนอยู่ ทั้งในเรื่องของการลงทุน ตลอดจนการใช้ชีวิต

เราจึงเห็นอยู่บ่อยๆ ว่า วีไอบางคนรวยมาก มีพอร์ตหุ้นหลายร้อยล้านหรือเป็นพันล้าน แต่กลับทำตัวสมถะ ไม่หรูหราฟู่ฟ่า เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว สินค้าแบรนด์หรูๆ รถแพงๆ ไม่ได้ให้คุณค่ามากไปกว่าข้าวของเครื่องใช้ธรรมดาสามัญ

อย่างไรก็ตาม การที่ผมบอกว่า “ในโลกนี้ไม่มีหุ้นวีไอ” ท่านอย่าสับสนกับเรื่องของ “หุ้นคุณค่า” หรือ “Value Stock” นะครับ!!

“หุ้นคุณค่า” หมายถึงหุ้นที่มี “มูลค่าสูง” เมื่อเทียบ “ราคา” ดังนั้น หุ้นตัวเดียวกัน ตอนที่ราคายังถูก มันอาจถือเป็น Value Stock แต่เมื่อราคาสูงขึ้นมากจนเกินมูลค่า คุณสมบัติความเป็น Value Stock ของมันก็ย่อมหมดไป

หุ้นค้าปลีกบางตัว พลพรรควีไอชอบกันมาก แต่ถึงวันนี้ PE กระฉูดขึ้นไปร่วม 40 เท่า ณ นาทีนี้ เราจึงไม่อาจนับมันเป็น Value Stock ได้อีกแล้ว

“หุ้นคุณค่า” จึงมีอยู่จริง แต่ไม่ใช่ว่าคนเป็นวีไอต้องซื้อหุ้นตัวโน้น ตัวนี้ หรือที่บางคนให้นิยามกันไปเองว่า “หุ้นวีไอ” อันนั้นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

ท่านที่อยากเป็นวีไอ ขอให้จำไว้นะครับ ความเป็นวีไอต้องเริ่มจาก “ข้างใน” จงฝึกคิดแบบ “เน้นมูลค่า” ฝึก “มองหาคุณค่า” ให้เป็นนิสัย

เมื่อ Mindset เป็นแบบวีไอแล้ว พฤติกรรมและกลยุทธ์จึงจะเปลี่ยนตาม ถึงตอนนั้น ท่านก็สามารถเป็นวีไอที่ประสบความสำเร็จได้ครับ

——————————

หมายเหตุ – คำว่า “Mindset” หมายถึง ทัศนคติที่ฝังลึกในจิตใจ อันจะส่งผลต่อพฤติกรรมและการมองโลกของคนๆ นั้น คำๆ นี้ไม่มีคำแปลที่ตรงตัวในภาษาไทย จึงขอทับศัพท์ไว้ในบทความครับ

แจกันแตกกับมโนธรรมของคน

บ่ายวันหนึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ช่วงพักกลางวัน ห้องเรียนชั้น ป.5/4 

ขณะที่ ด.ช.จอมยุทธ์ หยิบไม้บรรทัดมาเล่นฟันดาบกับเพื่อนอยู่นั้น ด้วยความที่ไม่ระวัง ไม้บรรทัดในมือจึงปัดไปโดนแจกันที่วางอยู่บนโต๊ะของครูประจำชั้นตกลงมาแตก

พอครูประจำชั้นเดินเข้าห้องมา พบเศษแจกันแตกกระจายอยู่บนพื้น จึงถามว่าใครเป็นคนทำ ปรากฏว่า ด.ช.จอมยุทธ์ ชี้นิ้วไปที่ ด.ช.เสรี บอกครูว่า “เสรี เป็นคนทำแตกครับ” เล่นเอา ด.ช.เสรี เป็นงง ว่าทำไม ด.ช.จอมยุทธ์ ถึงโบ้ยความผิดมาให้ตนดื้อๆ แบบนี้

สุดท้าย ครูประจำชั้นต้องถามเอาจากเพื่อนๆ ในห้อง ซึ่งทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  ด.ช.จอมยุทธ์ นั่นแหล่ะที่เป็นคนทำแจกันแตก ครูประจำชั้นจึงจับ ด.ช.จอมยุทธ์ มาหวดก้น สามที พลางสอน ด.ช.จอมยุทธ์ ว่า

“ที่ครูต้องตีเธอ ไม่ใช่เพราะเธอทำแจกันแตก แต่เป็นเพราะเธอทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด แถมยังพูดโกหก ป้ายความผิดให้คนอื่นอีกต่างหาก”

นั่นคือเรื่องของ ด.ช.จอมยุทธ์ …… และต่อไปนี้คือเรื่องของผมเอง

บ่ายวันหนึ่ง เมื่อราวๆ สามเดือนที่แล้ว ขณะกำลังขับรถออกจากซอยบ้านเพื่อไปทำธุระ  มีรถสีขาวคันหนึ่งขับสวนเข้ามาในซอย และสวนกับรถผมตรงจุดที่เป็นตรอกแคบๆ

ระหว่างที่รถสองคันกำลังเคลื่อนผ่านกันด้วยความยากลำบากนั้น ปรากฏว่ารถสีขาวคันนั้นก็หักเข้ามาชนรถผมอย่างจัง

ผมจึงลงจากรถ ถ่ายรูปเป็นหลักฐานไว้ แล้วถามคนขับ ซึ่งเป็นชายที่ค่อนไปทางสูงอายุว่า แกจะยอมรับผิดหรือไม่?

ปรากฏว่าแก “ตีมึน” ไม่ยอมรับผิดเอาดื้อๆ  โดยอ้างว่าเหตุที่เกิดขึ้น เป็นการที่ “ต่างคนต่างชน” กัน

เผอิญประกันของแกกับประกันของผมเป็นบริษัทเดียวกัน พอเจ้าหน้าที่ประกันมาถึงที่เกิดเหตุและได้สืบสาวราวเรื่อง รวมทั้งตรวจหลักฐานจากภาพถ่ายและรอยเฉี่ยวชนซึ่งปรากฏชัดอยู่แล้ว พี่ประกันจึงอธิบายให้ลุงคู่กรณีผมฟังอย่างละมุนละม่อมว่าแกเป็นฝ่ายผิด

ทีแรก ลุงแกจะไม่ยอมท่าเดียว ขนาดหลักฐานโทนโท่เยี่ยงนั้นก็ยังโบ้ยโน่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย

คุยกันไปสักพัก แกก็ถามถึง “ค่า exempt” (ค่าใช้จ่ายที่บริษัทประกันเรียกเก็บเพิ่มจากผู้ทำประกันรถยนต์สำหรับอุบัติเหตุในบางกรณีที่ผู้ทำประกันเป็นฝ่ายผิด) ขึ้นมา

ผมได้ยินดังนั้นจึงเข้าใจได้ในทันทีว่า สาเหตุที่แกไม่ยอมรับผิด คงเป็นเพราะแกกลัวจะเสียค่า exempt และคงไม่อยากให้รถเสียประวัติ (ซึ่งจะทำให้ไม่ได้ลดค่าเบี้ยประกันในปีต่อๆ ไป)

เจ้าหน้าที่ประกันจึงชี้แจงว่า รถของแกเคย “เคลม” มาแล้ว (ดูจากริ้วรอยที่รถแกซึ่งมีอยู่หลายจุด ผมก็รู้เลยว่าแกคงไม่ใช่คนขับรถดีนัก และนั่นคงเป็นสาเหตุที่แกขับรถมาชนผม) จึงถือว่า “เสียประวัติแล้ว” ดังนั้น แม้แกจะยอมรับผิดในกรณีนี้ (ซึ่งแกผิดจริง) ก็ไม่ได้ทำให้แกต้องเสียค่า exempt หรือเสียประวัติอะไรเพิ่มเติมจากที่เป็นอยู่

… ได้ยินดังนั้น ลุงแกจึงยอม

ฝ่ายผม แม้จะพิสูจน์ได้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก แต่ก็ต้องเสียเวลาไปหนึ่งชั่วโมงเต็ม แทนที่จะเคลียร์ได้ภายในไม่เกินครึ่งชั่วโมง  แถมยังต้องเสียเวลาเอารถไปซ่อม อีกทั้งรถของผมคันนี้ไม่เคยมีริ้วรอยมาก่อน แม้จะไปทำสีก็คงไม่เนี้ยบเหมือนเดิม แต่ไม่เป็นไร ถือว่าฟาดเคราะห์ไป

เรื่องนี้ทำให้ผมมาคิดดูว่า ทำไมลุงคนนี้ ซึ่งบุคลิกก็ดูดี น่าจะเป็นคนมีฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงานก็ใหญ่โต (สังเกตจากคำนำหน้าในบัตรประจำตัว) ถึงทำพฤติกรรมเหมือน ด.ช.จอมยุทธ์ ที่ทำแจกันของครูแตกไม่มีผิด

ก่อนที่ผมจะได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า นี่คือเรื่องของ “มโนธรรม” คือความรู้สึก “ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี” ซึ่งแม้จะเป็นเรื่อง “พื้นๆ” แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมี

คนที่มีมโนธรรม เมื่อความผิดตำตาขนาดนี้แล้วจะไม่กล้าโกหกซึ่งๆ หน้า เพราะเขาจะเกิดความรู้สึกละอาย รู้สึกว่าเราทำเช่นนี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ผิด โดยไม่ต้องมีกฏหมายหรือโทษทัณฑ์อันใดมาบีบบังคับ

ว่าด้วยเรื่อง “มโนธรรม” ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าในวัยเด็ก ครอบครัวของเรามีส่วนหล่อหลอมมากที่สุด แต่พอโตขึ้นมา ได้ใช้ชีวิตในโลกกว้าง สิ่งแวดล้อมที่เราอยู่จะเปลี่ยนแปลงตัวเราอย่างช้าๆ

ซึ่งถ้าใครไม่มีหลักยึดที่แน่นพอ ก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ใครจะเดือดร้อนช่างมัน ไม่ใช่ฉันเป็นพอ …  ถูก-ผิด เป็นเรื่องรอง

ลุงคนที่ผมเล่าจะมีมโนธรรมบ้างหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่พฤติกรรมของแกเป็นพฤติกรรมที่ “ไร้มโนธรรม” ไม่มีสำนึกผิดชอบชั่วดี ทำผิดซึ่งหน้าแต่ไม่ยอมรับผิด กลับโยนความผิดให้คนอื่น  ก็ไม่รู้ว่าพฤติกรรมที่ว่ามีที่มาจากไหน จะติดตัวมาตั้งแต่วัยเยาว์ หรือสังคมที่แกอยู่บ่มเพาะกันมาก็ไม่ทราบ

แต่ผมคิดว่ามันคงแย่ ถ้าคนในสังคมส่วนใหญ่ประพฤติปฏิบัติแบบนี้

ทีนี้ ถามว่าที่เล่ามาทั้งหมด มันเกี่ยวกับการลงทุนอย่างไร ผมขออ้างคำพูดของ แอนโธนี่ โบลตัน สุดยอดผู้จัดการกองทุนชาวอังกฤษของบริษัทฟิเดลิตี้นะครับ

โบลตันบอกว่า การจะวัดคุณภาพของผู้บริหารบริษัทนั้น ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ดูว่า “เขาทำผิดแล้วยอมรับผิดหรือไม่?”

โปรดสังเกตนะครับ โบลตันไม่ได้บอกว่า ผู้บริหารที่ดีต้อง “ไม่เคยทำผิด” คนเราล้วนเคยทำผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น ผู้บริหารที่ไม่เคย take risk เลย ย่อมทำให้องค์กรเติบโตไม่ได้

การ “ทำผิด” แล้ว “ยอมรับผิด” ต่างหาก จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้บริหารที่ “ดี”

ดังนั้น เวลาเลือกซื้อหุ้นของบริษัทไหนก็ตาม ลอง track ย้อนหลังดูนะครับ ผู้บริหารบริษัทไหนทำผิดพลาดแล้วยืดอกยอมรับผิด อันนั้นผมว่าใช้ได้

แต่ถ้าทำผิดแล้วโทษชาวบ้าน โทษโน่นโทษนี่ โทษดินโทษฟ้า เหมือน ด.ช.จอมยุทธ์ หรือเหมือนลุงที่ขับรถมาชนผม  หรือไม่ก็เที่ยวโม้ ตั้งเป้าผลประกอบการไว้เท่าโน้นเท่านี้ พอถึงเวลาทำไม่ได้แล้วก็ทำลืมๆ แถมยังกลบของเก่าด้วยการตั้งเป้าใหม่ที่สูงกว่าเดิมอีก

แบบนี้จงอย่าไปซื้อหุ้นของบริษัทนั้นเป็นอันขาด

คนเรา ลองถ้าไม่มี “มโนธรรม”  เป็นพื้นฐานของจิตใจเอาไว้ แม้ในเรื่องเล็กๆ ก็ยังไม่มีความละอาย ไม่มีทางเลยที่เขาจะไม่ทำสิ่งชั่วร้ายในขั้นต่อๆ ไป

เจอคนแบบนี้ที่ไหน พึงอยู่ให้ห่างไว้เป็นดีที่สุดครับ !!

————————-

ภาพ แอนโธนี่ โบลตัน จาก telegraph.co.uk