ปู่คร้าบ เท “ไฮนซ์” ให้หน่อย

ชัชวนันท์ สันธิเดช เขียนและเรียบเรียง
วอร์เรน บัฟเฟตต์ สร้างความฮือฮาสุดๆ อีกครั้ง ด้วยการเข้าซื้อกิจการซอสมะเขือเทศ “ไฮนซ์” ซึ่งว่ากันว่าเป็นการซื้อขายธุรกิจอาหารมูลค่ามหาศาลที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว
เรียกได้ว่า เป็นการซื้อกิจการตาม “Textbook” ของ “ปู่บัฟฟ์” แท้ๆ … กิจการดี เข้าใจง่าย มีทั้ง Brand และ Franchise พร้อม !!
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน บัฟเฟตต์บอกว่า เขากำลังพยายามซื้อกิจการยักษ์ใหญ่อันหนึ่งอยู่  ก่อนจะเป็นที่เปิดเผยเมื่อวันวาเลนไทน์ (14 ก.พ.) ที่ผ่านมาว่า บริษัทนั้นก็คือ “เอช.เจ.ไฮนซ์”  (H.J.Heinz) ผู้ผลิตและจำหน่ายซอสมะเขือเทศและผลิตภัณฑ์อาหารที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี
ในการเข้าซื้อครั้งนี้ ปู่บัฟฟ์ยอมจ่ายเงินซื้อหุ้นของ เฮช.เจ.ไฮนซ์ เป็นเงิน 72.50 เหรียญต่อหุ้น ซึ่งแพงกว่าราคาตลาดถึง 20%
รวมแล้วคิดเป็นมูลค่าถึง 28,000 ล้านเหรียญ หรือ 812,000 ล้านบาทไทย!!
“แปดแสนกว่าล้านบาท” ท่านคิดดูนะครับว่ามันมากขนาดไหน เรียกได้ว่า ปู่บัฟฟ์ยอมจ่าย “ค่าพรีเมี่ยม” เพื่อกิจการที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง เหมือนที่เขาเคยทำกับอีกหลายๆ กิจการมาแล้ว!!
ยัง..ยังไม่พอครับ นอกจากจะเป็นการเข้าซื้อตามตำราของปู่แล้ว ปู่ยังทำตามเคล็ดวิชาเดิมอีก คือจะ “เอาบริษัทออกจากตลาดหุ้น” (Delist) ทันที เพื่อความคล่องตัวในการบริหาร

การซื้อกิจการตาม textbook ของบัฟเฟตต์ครั้งนี้ ทำให้เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ จะมีธุรกิจอาหารแบรนด์ดังระดับโลกไปไว้ในเครืออีกหนึ่งแบรนด์ เคียงคู่กับ โคคาโคล่า, ไอศกรีมแดรี่ควีน, ซีส์แคนดี้ส์ และอื่นๆ อีกมากมาย

ทั้งนี้ แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลายคนมองว่าอิ่มตัวแล้วในสหรัฐอเมริกา แต่ไฮนซ์ ยังเติบโตได้อีกในตลาดเกิดใหม่อย่างจีน อินเดีย บราซิล และอีกหลายประเทศ

ว่ากันว่ายอดขายของไฮนซ์ในตลาดใหม่เหล่านี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 25% ของยอดขายรวมของไฮนซ์ในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับ 5% เมื่อสิบปีที่แล้ว

สำหรับท่านที่เป็นห่วงว่า “ซื้อแพง” ซะขนาดนี้ คน “แก่ ใจดี สปอร์ต โอมาฮา” อย่างปู่ จะ “ชอร์ต” เสียเองหรือไม่ .. อยากบอกว่า ไม่ต้องห่วงนะครับ

แม้จะเป็น “อภิอัครมหาดีล” แต่หลายคนเชื่อว่า ปู่บัฟฟ์ยังคงมีเงินสดเหลืออยู่พอสมควร

เป็นไงล่ะครับ หายหน้าหายตาไปพักใหญ่ คุณปู่ยังฟอร์มไม่ตกเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ใจ” ที่ยัง “มั่น” และ “แน่” เหมือนเดิม เห็นแบบนี้ ผมคงพูดได้แค่ประโยคเดียว …

“ปู่คร้าบบบบ เทไฮนซ์ให้หน่อยยยย”

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : http://www.economist.com/blogs/schumpeter/2013/02/warren-buffett-swallows-heinz , Businessinsider.com

iPhone 4 , iPhone 5 กับ “ค่าของเงิน”

 โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
สาเหตุหนึ่งที่คนที่เป็นวีไอแท้ๆ มักมีนิสัยสมถะ มัธยัสถ์ ไม่ค่อยฟุ้งเฟ้อ ผมคิดน่าจะมาจากความเข้าใจในเรื่องของ “Time Value of Money” เป็นสำคัญ
คำว่า Time Value of Money แปลเป็นไทยว่า “มูลค่าของเงินอันเกิดจากเวลา”
ตัวอย่างเช่น เงิน 10,000 บาท ในวันนี้ สำหรับคนที่ “ลงทุนเป็น” ย่อมมิได้มีค่าแค่ 10,000 บาท แต่มูลค่าของมันย่อมมากกว่านั้น จากการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนทบต้นไปเรื่อยๆ ยิ่งนานมากก็ยิ่งมีค่ามาก
(ที่จริงมีวิธีคำนวณหาค่าของเงินในอนาคต หรือ Future Value (FV) โอกาสหน้าจะมาชวนคุยนะครับ วันนี้ขออนุญาตไม่ลงลึก)
สมัยที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ ซูซี่ ภรรยาของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เอาเงินเก็บของครอบครัวไปต่อเติมบ้าน รวมๆ แล้วเป็นเงินหลายหมื่นเหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็หลายแสนบาท
เงินค่าทำบ้านครั้งนั้น ทำเอาปู่บัฟฟ์ของเราในวัยหนุ่มแทบจะเอาเท้าก่ายหน้าผาก เพราะปู่รู้ดีว่า แกสามารถทำให้เงิน “ไม่กี่หมื่นเหรียญ” กลายเป็น “หลายแสนเหรียญ” ได้ในเวลาไม่กี่ปี
นั่นจึงเป็นการต่อเติมบ้านที่ “ราคาแพงมาก” ในความรู้สึกของบัฟเฟตต์ (ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะสมัยนั้นเขายังมีเงินไม่มากนักด้วย)
เอาล่ะ ทีนี้ขอยกตัวอย่างเรื่องใกล้ๆ ตัวบ้างนะครับ …
หากคุณอยากได้ iPhone 4 ในวันแรกที่มันออกขาย แต่คุณอดใจไว้ แล้วเอาเงินจำนวนเดียวกันไปซื้อหุ้น Apple (AAPL) ….
เชื่อไหมครับว่า พอถึงวันที่ iPhone 5 วางตลาด เงินจำนวนนั้นจะทำให้คุณซื้อ iPhone 5 ได้ 2 เครื่อง และเหลือเงินไว้จ่ายค่าโทรศัพท์อีกปีกว่าๆ เลยทีเดียว !!
AAPL-iPhone-Picture1
ราคาของหุ้น Apple ณ วันที่ iPhone แต่ละรุ่นวางตลาด  
ย้อนกลับไปเมื่อ 24 มิ.ย. 2010 วันที่ iPhone 4 วางตลาด ราคาหุ้น AAPL อยู่ที่ 266.63 เหรียญ และสมมุติว่าเครื่อง iPhone 4 ราคา 800 เหรียญ (คิดจากราคา 24,000 บาท ที่ขายกันในเมืองไทยแล้วกันนะครับ จะได้เห็นภาพ ที่จริงในอเมริกาถูกกว่านี้เยอะ)
ทีนี้ สมมุติอีกว่า คุณตัดสินใจไม่ซื้อ iPhone 4 แต่เอาเงินไปซื้อหุ้น Apple (AAPL) แทน คุณก็จะซื้อได้ “3 หุ้น” พอดี (800/266.63 = 3.00)
2 ปีต่อมา ในวันที่ 21 ก.ย. 2012 iPhone5 ออกวางตลาด หุ้น Apple ซื้อขายกันอยู่ที่ 696.91 เหรียญ นั่นแปลว่า AAPL 3 หุ้น ในมือคุณ จะมีมูลค่าถึง 2,090.73 เหรียญ (696.91 X 3)
ถึงตอนนี้ คุณสามารถขายมันทิ้ง แล้วเอาเงินไปซื้อ iPhone 5 ได้ถึง 2 เครื่อง ใช้เงินไป 1,600 เหรียญ (800 X 2) แถมยังเหลือเงินอีก 491.73 เหรียญ (14,721.93 บาท) เอาไปจ่ายเป็นค่าแพ็กเกจโทรศัพท์ได้ปีกว่าๆ เลยทีเดียว (สมมุติว่าค่าโทรศัพท์เดือนละ 1,000 บาท ก็แล้วกัน)
นี่คือ “พลัง” ของเงิน ที่ทำให้ตัวมันเองทบทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการลงทุนที่ถูกต้อง
อ้อ เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด .. ที่ผมยกตัวอย่างเรื่อง iPhone นี่ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่หุ้น Apple หรือเครื่อง iPhone นะครับ ผมไม่ได้บอกให้คุณ “ไม่ซื้อ” iPhone และไม่ได้บอกให้คุณ “ซื้อ” หุ้น Apple
(บางคนบอกว่าหุ้น Apple ตอนนี้แพงเกินไปแล้ว อันนั้นก็แล้วแต่ใครจะมอง ฝรั่งที่ติดดอย AAPL อยู่ก็มีไม่ใช่น้อยนะ)
ผมแค่ต้องการชี้ให้เห็นว่า เงินของเรา ถ้าเอาไปลงทุนให้ดีๆ มันจะงอกเงยไปได้ไกลขนาดไหน
 วีไอระดับโลก รวมทั้งวีไอชั้นนำของไทยหลายคน ไม่ยอมซื้อของฟุ่มเฟือย ไม่สุรุ่ยสุร่าย แม้จะมีเงินมากมายก่ายกอง นั่นเพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นไม่ใช่แค่ตัวเงิน “ณ วันนี้” แต่คือสิ่งที่มันจักก่อให้เกิดขึ้นได้ในอีกหลายปีข้างหน้า
หลายคนอ่านแล้วอาจนึกในใจว่า “คิดแบบนี้ ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องซื้ออะไรเลยสิ (วะ)!!” บางคนอาจย้อนว่า “ยังงี้ก็รอถึง iPhone 20 เลยดีกว่ามั้ง !!” .. ก็อย่าให้ถึงขนาดเลยครับ
คนเรา ตึงเกินไปก็ไม่ไหว หย่อนเกินไปก็ไม่ดี ถ้าจำเป็นหรืออยากได้อะไรจริงๆ ถ้าซื้อแล้วทำให้ชีวิตดีขึ้นก็ซื้อเถิด แต่อย่าซื้อพร่ำเพรื่อ อย่าเห่อตามกระแส อย่าฟุ้งเฟ้อเกินเหตุ
จะใช้เงินแต่ละครั้ง อย่าคิดแค่ตัวเงินในวันนี้ แต่จงคิดไปข้างหน้า คิดถึง “ค่าเสียโอกาส” ประกอบด้วยทุกครั้ง
นี่คือ “แก่นแท้” อีกประการหนึ่งของนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ … ซึ่งถ้าคุณรู้จักมันแล้ว คุณอาจไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกเลยก็ได้ครับ
———————–

3,456,789 เหรียญ แลกหนึ่งมื้อกับปู่บัฟฟ์

เรียบเรียงจาก CNBC.com / ภาพประกอบจาก CNBC.com

การประมูล “มื้อเที่ยงกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์” ในปีนี้ ได้ผู้ชนะแล้วนะครับ โดยผู้ประมูลยอมจ่ายถึง “3,456,789” เหรียญ (ประมาณ 100 ล้านบาทนิดๆ) เพื่อ “หนึ่งมื้อกลางวัน” กับปู่บัฟฟ์

อาหารมื้อนี้ จะกินกันที่ร้าน Smith & Wollensky steakhouse  ในแมตฮัตตัน ซึ่งนอกจากผู้ชนะการประมูลแล้ว ก็จะมีเพื่อนของปู่บัฟฟ์อีก 7 คน ร่วมโต๊ะด้วย (คงกลัวเขิน)

ข่าวแจ้งว่า ปีนี้มีผู้แย่งกันประมูลทาง Ebay 10 คน ใช้เวลา 5 วัน โดยมีการ Bid ทั้งหมด 106 ครั้ง ทั้งนี้ เงินที่ผู้ชนะยอมจ่าย สูงขึ้นจากปีที่แล้วค่อนข้างมาก

เมื่อปีที่แล้ว คนที่ชนะการประมูล คือ เท็ด เวสช์เลอร์ ผู้จัดการกองทุน ที่ยอมควักเงินเพื่อแลกโอกาสทองในการได้ใกล้ชิดกับอภิอัครมหาเศรษฐีของโลก ด้วยเงิน 2.63 ล้านเหรียญ (78.9 ล้านบาท)  โดยนายเท็ดประมูลแข่งกับ Bidder อีกหนึ่งคนเท่านั้น

ที่น่าตลกคือ ปัจจุบันนี้ ปู่บัฟฟ์ได้จ้างนายเท็ดไปทำงานด้วยที่ เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ เรียบร้อยแล้ว นั่นแปลว่าทุกวันนี้เท็ดคงได้กินข้าวกับปู่ฟรีๆ เป็นครั้งคราว ไม่ต้องเสียเงินมหาศาลอีกต่อไป

ภาพข้างล่างนี่คือจำนวนเงินในปีก่อนๆ ที่อดีตผู้ชนะการประมูล “หนึ่งมื้อกับบัฟเฟตต์” เคย Bid ชนะมา

ใครสนใจอยากกระทบไหล่ปู่ ปีหน้าลองสู้ดูสิครับ 😉