Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

ใครมีแฟนเพจเฟซบุ๊ก ไม่ต้องหวั่นใจ เตรียมเงินไว้ก็พอ

zuck

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

กลายเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก หลังจาก มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ออกมาแถลงเองว่า เฟซบุ๊กกำลังจะมี “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” (major change)

ด้วยการ ยกเครื่อง news feed ของผู้ใช้ โดยหันมาให้ความสำคัญกับ “meaningful social ineractions” ก่อน “relevant content”

อธิบายเป็นไทยง่ายๆ ก็คือ เฟซบุ๊กจะปรับให้เราเห็นโพสต์ของ “เพื่อนฝูงและคนใกล้ชิด” มากกว่าเดิม โดยปล่อยโพสต์ของบรรดา “เพจธุรกิจ” ต่างๆ ที่เราไปกด Like หรือติดตามไว้ให้เห็นน้อยลง

ซักเคอร์เบิร์กยังฝากวาทะสุดเก๋ไว้ด้วยว่า “ผมหวังว่า เวลาที่พวกคุณใช้บนเฟซบุ๊กจะมีประโยชน์มากขึ้น” และบอกว่า “หากเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง มันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อชุมชนของเรา และธุรกิจของเราในระยะยาวเช่นกัน”

นั่นคือสิ่งที่ “ไอ้หนุ่มมาร์ก” พูดไว้ แต่เรามาดูกันเถอะว่า มันมีอะไรลึกลงไปกว่านั้น !!

ช่วงหลังๆ เฟซบุ๊กประสบปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของผู้ใช้ที่เริ่มลดลง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับโซเชี่ยลในเครืออย่างอินสตาแกรม

หลายคนบอกว่า เป็นเพราะเฟซบุ๊ก “น่าเบื่อ” กดเข้าไปทีไร เจอแต่คอนเท้นต์ โน่น-นี่ ซึ่งไม่ได้อยากเห็น เหมือนถูกยัดเยียดให้อ่าน

สาเหตุหลักเกิดจากความหนาแน่นของ “ทราฟฟิก” กล่าวคือ มีเนื้อหาจาก publisher จำนวนมาก พยายามแย่งชิงการรับรู้ของผู้ใช้ อาจเรียกได้ว่า เป็น “ศึกชิงตา” (ศัพท์ของ ดร.นิเวศน์) ในเวอร์ชั่นไฮเทคก็ว่าได้

ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้น คือมรสุมอันถาโถมใส่เฟซบุ๊กหลายระลอก ไม่ว่าจะเป็นการที่โซเชี่ยลสีน้ำเงินเจ้านี้ถูกใช้เป็นแหล่งในการปล่อยข่าวลวง (fake news) การล่วงละเมิด (harassment) ต่างๆ แถมยังมีข้อมูลด้วยว่า การใช้เฟซบุ๊กส่งผลให้สภาวะทางจิตใจของคนย่ำแย่ลง

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ทำให้หลายคนมองว่า เฟซบุ๊ก เริ่ม “เสื่อม”

จะเห็นได้ว่า ซักเคอร์เบิร์ก “ไม่มีทางเลือกอื่น” นอกจากจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง จึงกลายเป็นความเคลื่อนไหวที่ประกาศออกมาล่าสุดในครั้งนี้

ถามว่า ซักเคอร์เบิร์กจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว?

ข้อแรก มันจะทำให้เฟซบุ๊กกลับมา “เฟรนด์ลี่” มีความน่าใช้เหมือนยุคเริ่มแรก ด้วยโพสต์ของเพื่อนๆ และคนรู้จัก เหนือเนื้อหาต่างๆ ที่ผลิตโดยธุรกิจ หรือคนที่เราไม่รู้จัก ไม่ว่ามันจะสอดคล้อง (relevant) กับความสนใจของเรา มากหรือน้อย

ข้อสอง มันจะเป็นการ “บีบ” ให้เจ้าของแฟนเพจต่างๆ ต้อง “จ่ายเงิน” หากอยากให้เนื้อหาของตนเองเข้าถึงผู้คน

ดังนั้นต่อไปนี้ การทำให้คนเห็นโพสต์ของแอดมินน้อยใหญ่ อาจไม่ใช่ “ของฟรี” อีกต่อไป (ซึ่งมาร์กก็บอกกับเจ้าของเพจต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา ว่าจะมีคนเห็นโพสต์น้อยลง)

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ถือว่ามาร์กยอม “เจ็บตัว” ในระยะสั้น เพื่อ “ผลประโยชน์” ในระยะยาว มาร์กยอมรับเองว่า การแก้ไขให้ผู้ใช้กลับมาได้รับประสบการณ์ที่ดี อาจทำให้คนใช้เวลากับเฟซบุ๊กน้อยลง ทว่าเมื่อเฟซบุ๊กกลับมามีเสน่ห์ดังเดิม คนก็จะกลับมาหาเฟซบุ๊กอีกครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อตัวธุรกิจในท้ายที่สุด

เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ผมมองว่า “ร้ายกาจ” มากๆ คือถ้อยแถลงของซักเคอร์เบิร์ก อันเต็มไปด้วยคำพูด “เชิงอุดมคติ”

เช่น เขาทำเพื่อ “ความผาสุก” (well-being) ของผู้คน อยากให้เวลาที่คนใช้ไปกับเฟซบุ๊ก เป็น “เวลาอันมีค่า” (well-spent) มากขึ้น

เรียกได้ว่า ฉวยโอกาส “สร้างภาพ” ในระหว่าง “แก้วิกฤต” ทำให้การแก้ปัญหา “เชิงธุรกิจ” กลายเป็นการกระทำ “เชิงอุดมการณ์” อย่างเนียนๆ !!

โดยส่วนตัว ในฐานะคนทำเพจ แม้ผมจะไม่เคย “Promote Page” เพื่อเพิ่มยอด Like เลย แต่หากต้องการให้คนเห็นโพสต์บางโพสต์ ผมก็ยินดีที่จะจ่ายเงิน “Boost Post”

เพราะนั่นเป็นเรื่องของธุรกิจ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

อย่างไรก็ตาม หากใครจะ “โลกสวย” บอกว่ามาร์กไม่ได้ทำเพื่อเงินเป็นอันดับแรก หรือเป็นการ เลือกที่จะรับผิดชอบต่อจิตวิญญาณของตัวเอง ผมคงทำใจให้เห็นด้วยไม่ได้ และคิดว่าเป็นมุมมองที่ “ตื้นเขิน” เกินไป

ซักเคอร์เบิร์กทำเพื่อธุรกิจของเขาเป็นหลัก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะในระยะยาวแล้ว บรรทัดสุดท้ายที่ออกมา อาจจะเป็นผลดีแก่สังคมโดยรวมอย่างที่เขาว่า

แต่ในฐานะของ “คนลงทุน” ผมมองว่าเราควรวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างถ้วนถี่ รู้จักแยกแยะ “เหตุผล” ออกจาก “ความรู้สึก” หลีกเลี่ยงการ “ดราม่า”

จึงจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาความคิด สติปัญญา ทั้งของตัวเราและคนที่อ่านข้อเขียนของเราได้อย่างดีที่สุดครับ

————————————–

ข้อมูลประกอบ :  CNBC. com , Bloomberg.com , การวิเคราะห์ของ Jim Cramer, Yahoo Finance

 

ปู่ชนะขาด! เดิมพันแห่งทศวรรษ

Warren_Buffett_at_the_2015_SelectUSA_Investment_Summit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หลังจากวัดกันมาสิบปีเต็ม ก็จบลงแล้วอย่างเป็นทางการ สำหรับการท้าเดิมพันแห่งทศวรรษ ระหว่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับ ผจก.เฮดจ์ฟันด์ คนหนึ่ง ว่า “index fund” ค่าธรรมเนียมต่ำๆ กับ “เฮดจ์ฟันด์” ที่บริหารโดยฟันด์เมเนเจอร์ค่าตัวแพงนั้น อะไรจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่ากัน

ซึ่งผลก็ออกมาตามคาด โดยกองทุนอิงดัชนี S&P 500 ที่ปู่เลือกมา ทำผลตอบแทนทบต้นได้ปีละ 7.1% ขณะที่เฮดจ์ฟันด์ของฝ่ายผู้ท้าชิง ทำได้เพียงปีละ 2.2%

เรียกได้ว่า ปู่ชนะขาดลอยกระจุยกระจายไม่เห็นฝุ่น!!

ทั้งนี้ กองทุนที่ปู่เลือก ทำให้เงินต้นเมื่อสิบปีที่แล้วเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ขณะที่กองเฮดจ์ที่ผู้ท้าชิงเลือก ทำให้เงินต้นเพิ่มขึ้นเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น

และตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ “ผู้แพ้” จะต้องมอบเงิน 1 ล้านเหรียญให้การกุศล ตามมูลนิธิที่ “ผู้ชนะ” เป็นผู้เลือก ซึ่งปู่ก็เลือก Girl Inc. of Omaha มูลนิธิเพื่อเด็กผู้หญิงแห่งโอมาฮา เรียกได้ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็ได้บุญกันทั้งคู่ (แต่ไม่รู้ผู้แพ้จะเต็มใจแค่ไหน)

การเดิมพันครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่ปู่เคยวิพากษ์วิจารณ์พวก ผจก.เฮดจ์ฟันด์ว่า ไม่สมควรที่จะได้รับค่าธรรมเนียมแพงๆ เพราะทำผลตอบแทนชนะกองทุนอิงดัชนีธรรมดาๆ ยังไม่ได้เสียด้วยซ้ำ แถมยังประกาศท้าใครที่ข้องใจให้มาเดิมพันกัน โดยตนเองจะเลือก index fund มากองนึง (ปู่เลือก กองทุน S&P 500) ให้ผู้ท้าชิงเลือกเฮดจ์ฟันด์ที่ต้องการมาได้เลย

และก็เป็น ทอม เซเดส ผู้จัดการบริษัท โพรเทเจ พาร์ทเนอร์ส LLC ที่ออกมารับคำท้า โดยเซเดสได้เลือกกองทุนของบริษัทตัวเองจำนวนห้ากอง ก่อนจะแพ้ย่อยยับดังกล่าว

ในสหรัฐฯ Index Fund ที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำสุด อยู่ที่ราวๆ 0.03% ขณะที่เฮดจ์ฟันด์ มักใช้ระบบ “2- 20” คือ เก็บ 2% เป็นค่าบริหาร ไม่ว่าผลตอบแทนออกมาเป็นเช่นไร และหักอีก 20% จากกำไรที่ทำได้ ตรงนี้เองที่ปู่บอกว่า “แพงเว่อร์” ไม่สมเหตุสมผล

ผมเคยเขียนถึง index fund ไปแล้วหลายครั้ง รวมทั้งเทียบกับเมืองไทยให้เห็นกันด้วย จึงไม่ขอเพิ่มเติมในที่นี้ แค่อยากสรุปว่า …

ผลที่ออกมาครั้งนี้ เป็นการพิสูจน์คำสอนของปู่ที่ว่า ในโลกแห่งการลงทุน การทำอะไรที่ “เรียบง่าย” และ “น่าเบื่อ” สามารถเอาชนะการเล่นท่ายากท่าพิสดารได้เสมอครับ


ข้อมูลประกอบ :  ข้อมูลหลักจาก Yahoo Finance! ร่วมด้วย Forbes.com, Bloomberg.com

ตลาดหุ้น “แชมป์โลก” ปี 2017 คือใคร?

argen-peace

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เข้าปีใหม่มาได้หนึ่งสัปดาห์ ถือโอกาสเอาดัชนีโลกมาเทียบดู ไหนๆ เราก็ตกลงปลงใจจะไปลงทุนหุ้นต่างประเทศเป็นเรื่องเป็นราวกับเขาแล้ว ต้องศึกษาเสียหน่อยว่าผลงานใครเป็นอย่างไรบ้าง

ก็ปรากฏว่า ปีนี้เป็น “ปีทอง” ของ “หุ้น” อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ “หุ้นไทย” แต่เป็นหุ้นทั่วโลก

นักลงทุนไทยอาจนึกว่าตลาดหุ้นบ้านเรานี่ทีเด็ดแล้ว เพราะบวกขึ้นมาถึง 13.66% แต่เมื่อเทียบกับหุ้นของประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพวกประเทศพัฒนาแล้ว หรือแม้จะรวม emerging markets ด้วยกัน ต้องถือว่าของเรา “ธรรมดามาก”

มาดูกันว่าปีที่ผ่านมา ใคร “เข้าวิน” ..

แชมป์โลกปี 2017 คือ “อาร์เจนตินา” ที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์บวกขึ้นมา 77% อันดับสองคือ ตุรกี บวก 48% เช่นเดียวกับ “เวียดนาม” ที่ดัชนี VNI บวกขึ้นมา 48% เท่ากัน (ขอข้ามเศษทศนิยม) และเป็นแชมป์ของเอเชียด้วย ส่วนอันดับสาม คือ ไนจีเรีย บวก 42%

จะเห็นได้ว่า อันดับ 1-3 เป็นประเทศโลกที่สามล้วนๆ โดยเฉพาะเวียดนาม ตลาดสุดเลิฟของวีไอไทย ซึ่งน่าจะทำให้ใครที่เดินตาม ดร.นิเวศน์ ไปซื้อหุ้นสกุลเหงียน มั่นใจขึ้นมาได้บ้าง

สำหรับอันดับรองๆ ลงมา กลับเป็น developed market ตัวเอ้ ดังต่อไปนี้

อันดับ 4  (ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของตลาดประเทศพัฒนาแล้ว) คือตลาดหุ้น “ฮ่องกง” โดยดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้นถึง 35.99%

ที่น่าสนใจก็คือ เหตุที่หุ้นฮ่องกงขึ้นมาได้ขนาดนี้ ส่วนสำคัญมาจาก “Tencent” หุ้นซูเปอร์สต็อคไฮเทคจากแผ่นดินใหญ่ เจ้าของแอพ WeChat, QQ ที่เป็นตัวช่วยดึงตลาด จนบางคนแซวว่า น่าจะเปลี่ยนชื่อจาก Hang Seng index เป็น Tencent index เสียด้วยซ้ำ (นี่ยังไม่นับหุ้นจีนตัวอื่นๆ ที่ช่วยดึงดัชนีฮ่องกงเยอะมาก อย่าง ผิง อัน (บ.การเงิน) และ จี๋ลี่ ออโต้ (บ.รถยนต์))

ขณะที่อันดับ 5 ของโลก (และอันดับ 2 ของตลาดพัฒนาแล้ว) ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือพี่ใหญ่อย่าง “สหรัฐอเมริกา” ที่ฮ็อตต่อเนื่องมาร่วมหนึ่งทศวรรษ โดย S&P 500 ปรับขึ้น 19% ขณะที่ดาวโจนส์ขึ้น 25% ส่วนแนสแด็คกระฉูดถึง 28%

ที่พลาด Top 5  ไปนิดเดียว คือตลาดหุ้น “ญี่ปุ่น” ยักษ์หลับแห่งเอเชีย ในปี 2017 นี้ หุ้นซามูไร “กลับมา” อย่างยิ่งใหญ่ โดย Nikkei 225 ปรับตัวขึ้นถึง 19.1% แพ้ S&P 500 แค่นิดเดียว 

แต่หากเทียบกับอดีตที่ผ่านมา น่าจะถือว่าการขึ้นของตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้น “surprise” ที่สุดในโลกก็ว่าได้

เอาล่ะ ทีนี้ มาดูกันว่า แล้วหุ้นไทยอยู่ตรงไหน?

ในหมู่ประเทศ AEC ด้วยกัน นอกจากเวียดนามที่มาวินแล้ว ตลาดสิงคโปร์ถือว่ามาแรงมาก โดยปรับตัวขึ้น 18.13% ขณะที่ไทยเรา SET Index บวก 13.66% และแม้จะใช้ SET50 เป็น benchmark ก็ยังบวกเพียง 17.65% แพ้เจ้าสัวเมืองสิงห์ และแพ้เวียดนามเยอะมาก

ก่อนจบ ขอออกตัวทิ้งท้ายว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกนั้นมีอยู่ยุ่บยั่บมากมาย ที่ผมเรียบเรียงมา คือข้อมูลที่พบได้ในเว็บไซต์การเงินชั้นนำของโลกเท่านั้น

โดยภาพรวม อาจมีบางตลาด บางดัชนี ที่ตกหล่นไปบ้าง หรือบางประเทศอาจมีหลายดัชนี ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีข้อยกเว้น มีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่ แล้วแต่จะหยิบยกข้อมูลตรงไหนมาว่ากัน (ยกตัวอย่างเช่น CNN Money จัดอันดับ 1-3 เป็น อาร์เจน ตุรกี ไนจีเรีย โดยข้ามเวียดนามไป) แต่หลักใหญ่ใจความ ถือว่าสรุปตามนี้ได้

หวังว่าที่เขียนมา น่าจะพอเป็นประโยชน์อยู่บ้าง แม้จะไม่ได้ลงทุนหุ้นต่างประเทศ ทราบเอาไว้ประดับความรู้คงไม่เสียหายอะไร

แต่สำหรับคนที่พร้อมจะ “ก้าวข้ามตลาดหุ้นไทย” ข้อมูลข้างต้นคงช่วยยืนยันได้ว่า โอกาสยังมีอยู่อีกมากมายทั่วโลก หากเราพร้อมที่จะไขว่คว้ามันครับ


ข้อมูลประกอบ : Bloomberg.com , Money.CNN.com, ejinsight.com, WSJ.com, jitta.com