Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

เรื่องค่า P/E ที่ควรรู้

PE-fon

โดย ชนิดา พัธโนทัย

มองดูดัชนีตลาดหุ้นไทยตอนนี้ หลายคนคงรู้สึกว่าหุ้นไทยแพงเกินไปแล้วที่จะซื้อ (แม้จะตกลงมาบ้างในช่วงไม่กี่วันนี้) ซึ่งก็อาจจะจริง อย่างไรก็ตาม เราควรกลับมาพิจารณาหุ้นเป็นรายตัวเสียก่อน เพราะหุ้นแต่ละตัวมีอัตราความสามารถในการทำกำไรที่แตกต่างกัน มีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน

โดยวิธีการง่ายๆ ที่ใช้พิจารณาว่าหุ้น “ถูก” หรือ “แพง” ซึ่งเป็นที่นิยมกันก็คือ “ค่า P/E”

ค่า P/E คือการวัดความถูกแพงของหุ้น โดยเปรียบเทียบ ราคา (P = Price) กับ กำไรต่อหุ้น (E = Earnings per share) ของบริษัท ถ้า “P/E ต่ำ” หมายความว่า หุ้นนั้นราคาถูก และหากเข้าไปซื้อ ก็จะใช้เวลา “คืนทุน” เร็ว

เช่น P/E = 6 เท่า หมายความว่า หากบริษัทยังได้กำไรในระดับเดิมเท่ากันทุกปี ผู้ที่ซื้อหุ้นนั้นก็จะใช้เวลา 6 ปีในการคืนทุน ในทางตรงกันข้าม ถ้า “P/E สูง” แปลว่าหุ้นนั้นแพง และจะใช้เวลาคืนทุนนานกว่านั่นเอง

แต่การพิจารณาค่า P/E ไม่ใช่ว่านำตัวเลขมาหารกันง่ายๆ หรือดูเอาดื้อๆ จากเว็บไซต์หรือหนังสือพิมพ์ธุรกิจ แล้วจะสรุปได้เลยว่าหุ้นตัวนั้นถูก ตัวนี้ถูก เข้าซื้อได้แล้ว การกระทำเช่นนั้น อาจนำไปสู่การวิเคราะห์ที่ผิดพลาด และอาจสร้างความเสียหายให้แก่การลงทุนของเราได้ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าตัวเราขาดความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง

ถามว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าควรลงทุนได้หรือยัง ในประเด็นนี้ สิ่งที่สำคัญมากๆ และอยากให้พิจารณาก็คือ คุณภาพของ E

คุณภาพของ E หมายถึง “คุณภาพของกำไรของบริษัท” นั่นเอง โดยเราต้องดูว่าบริษัทมีกำไรที่สม่ำเสมอและเติบโตอย่างมั่นคงหรือไม่

กรณีที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งก็คือ บริษัทมี “กำไรจากรายการพิเศษ” อันหมายถึงกำไรที่เกิดขึ้นแค่งวดบัญชีเดียว ซึ่งต้องระวัง!!! เพราะมันเป็นหลุมพรางอันอาจทำให้เราเข้าใจผิดคิดไปว่า P/E ที่ออกมาต่ำนั้น บ่งบอกว่าหุ้นตัวนั้น “ราคาถูก”

ครั้นถึงปีถัดมา บริษัทไม่มีกำไรพิเศษอีกต่อไป P/E จึงดีดตัวสูงขึ้น และสะท้อนให้เห็นว่า แท้จริงแล้วหุ้นนั้น “แพง” กว่าที่เราคิด

การจะดูว่าตัวเลขกำไรสุทธิมีการเติบโตอย่างยั่งยืนและสม่ำเสมอหรือไม่ จึงควรนำงบการเงินมาเปิดดู และต้องเอากำไรจากการดำเนินธุรกิจจริงๆ มาพิจารณา โดยตัดพวกกำไรจากรายการพิเศษ หรือที่เรียกกันว่า “Non-recurring items” ออก ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพการเติบโตของกำไรที่แท้จริงของบริษัท

ข้อควรระวังอีกประการหนึ่งก็คือ กรณีที่บริษัทมีการเพิ่มทุนบ่อยๆ หรือแจก “วอร์แรนต์” (warrant หรือ ใบสำคัญแสดงสิทธิการซื้อหุ้น) ฟรี เพราะเมื่อวอร์แรนต์เหล่านั้นแปลงสิทธิมาเป็น “หุ้น” จำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ EPS ลดลงทันที และค่า P/E ก็จะสูงขึ้นทันทีเช่นกัน

ประการสุดท้ายที่นักลงทุนมักมองข้ามคือ มีบางอุตสาหกรรมที่ไม่เหมาะในการใช้ค่า P/E วัดความถูกแพงของหุ้น อาทิ ธุรกิจที่กำไรไม่สม่ำเสมอ ธุรกิจที่เป็น Cycle หรือขายสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ (ประเด็นนี้หากจะให้ลงรายละเอียดคงต้องว่ากันยาว เพราะเป็นเรื่องอันเกี่ยวเนื่องกับ Business Nature หรือธรรมชาติของธุรกิจนั้นๆ)

โดยสรุปก็คือ ในการดูค่า P/E เราควรพิจารณาหลายสิ่งหลายอย่าง และคำนึงถึงข้อจำกัดต่างๆ หลายประการ

ดังนั้น การเป็นนักลงทุนที่ดี จึงจำเป็นต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับตัวธุรกิจและเรื่องราวทางการเงินของบริษัท จึงจะสามารถนำมาวิเคราะห์และปรับใช้กับการลงทุนได้

ถึงตอนนี้ เหลือเวลาอีกแค่ 3 เดือนก็จะสิ้นปี 2557 นักลงทุนอย่างเราๆ ได้รับรู้กำไรของบริษัทมา 9 เดือนเต็มแล้ว เราจึงอาจลองคาดการณ์กำไรไตรมาสสุดท้าย เพื่อที่จะหากำไรของทั้งปี 2557 ได้ หรือหากใคร Advanced ขึ้นมาหน่อย ก็อาจคาดการณ์กำไรปี 2558 ทั้งปี แล้วคำนวณหาค่า P/E ดูว่า หุ้นที่เราเล็งอยู่ “ถูกหรือแพง” ขนาดไหนอย่างไร

.. แล้วค่อยตัดสินใจ ว่าจะ “ซื้อ” หรือ “ไม่ซื้อ” ดี

หลักสูตร VI 202 ประเมินมูลค่าหุ้น รุ่นที่ ๓ รับสมัครแล้ว

VI202-roon3

VI 202: ประเมินมูลค่าหุ้น  รุ่นที่ 3

ระดับ: กลาง

วันเสาร์ที่ 15 และ อาทิตย์ที่ 16 พ.ย. 2557 (2 วัน) เวลา 9.00-16.30 น.

ราคา 6,800 บาท 

รายละเอียด : หลักสูตรยอดนิยมของ Club VI เหมาะสำหรับผู้ที่อยากประเมินมูลค่าหุ้นเป็น ให้ท่านศึกษาวิธีประเมินมูลค่าหุ้นหลากหลายวิธี ทั้งแบบ อัตราส่วน และแบบ คิดลด โดยเฉพาะวิธี DCF หรือการ “คิดลดกระแสเงินสด” เคล็ดวิชาขั้นสูงที่วีไอระดับโลกหลายคน รวมทั้งวอร์เรน บัฟเฟตต์ ใช้ในการประเมินมูลค่ากิจการ ปิดท้ายด้วยการร่วมกันหามูลค่าของบริษัทจริงในตลาดหลักทรัพย์

เนื้อหาส่วนหนึ่งมีดังต่อไปนี้

  • ทำความเข้าใจมูลค่าและการหามูลค่าของกิจการ
  • การประเมินมูลค่าหุ้นแบบ อัตราส่วน ได้แก่ วิธี P/E, P/BV, PEG และ EV/EBITDA เนื้อหาครอบคลุมความรู้และรายละเอียดเชิงลึกที่นักลงทุนจำนวนมากไม่เคยรู้
  • ศึกษาการประเมินมูลค่าหุ้นแบบอัตราส่วน จากกรณีศึกษาระดับประเทศที่ทุกคนรู้จัก
  • หลักการ “คิดลด” (Discounting) และการหา “อัตราคิดลด” (Discount Rate)
  • การประเมินมูลค่าหุ้นแบบ คิดลด ได้แก่ DDM หรือ การคิดลดเงินปันผล, RI หรือ Residual Income และ DCF หรือ การคิดลดกระแสเงินสด
  • ร่วมกันหามูลค่ากิจการโดยใช้ทุกวิธีข้างต้น รวมทั้งวิธี DCF ออกมาเป็นตัวเลข โดยใช้ตัวอย่างเป็นบริษัทจริงในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นี่คือหลักสูตรที่สอนประเมินมูลค่าหุ้นอย่างเข้าใจง่ายที่สุด เน้นให้ท่านหามูลค่าหุ้นเองเป็น เลือกหุ้นลงทุนได้

ทั้งสองหลักสูตร  จัดที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพ (5 ดาว) ติด MRT ห้วยขวาง โดยผู้เข้าสัมมนาจะได้รับเอกสารประกอบการเรียน 1 ชุด และรับประทานอาหารกลางวันแบบ International Buffet ที่โรงแรม พร้อม Coffee Break เช้า-บ่าย

เปิดรับสมัครแล้ว โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่ท่านสะดวก ดังต่อไปนี้ (หากเป็นไปได้ กรุณาโอนเป็นเศษสตางค์ เพื่อความสะดวกในการตรวจเช็ค)      

           ธนาคารกรุงเทพ (BBLบัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่: 066-7-05774-9                                              ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)      

           ธนาคารกสิกรไทย (KBANKบัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 996-2-06200-5                                        ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

           ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBบัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 404-486287-4                                          ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

2. เมื่อโอนเงินแล้ว กรุณาถ่ายรูปหรือสแกนสลิป หรือ Cap หน้าจอกรณีโอนออนไลน์ แล้วอีเมล์มาที่ clubvidotcom@gmail.com หรือแฟกซ์มาที่ 02-938-3339 โดยระบุรายละเอียด 1) ชื่อ-นามสกุล 2) เบอร์โทรศัพท์ 3) หลักสูตรที่ต้องการเรียนพร้อมจำนวนเงินที่โอน เช่น สมัคร VI 202 โอนแล้ว 6,800.XX บาท

3. รออีเมล์ตอบกลับจากทีมงานเพื่อยืนยันการสมัคร

หมายเหตุ

  • การสมัครของท่านจะเสร็จสมบูรณ์ เมื่อท่านได้รับอีเมล์ยืนยันจากทีมงาน
  • เมื่อท่านชำระเงินแล้ว ทาง Club VI ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนเงิน (ยกเว้นกรณีที่เต็ม) แต่หากมาไม่ได้จริงๆ ท่านสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นเรียนแทนได้ โดยกรุณาแจ้งให้ทีมงานทราบล่วงหน้าตามที่อยู่อีเมล์ด้านล่างนี้ เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เข้าสัมมนา
  • กรณีโอนเงินมาแล้วแต่ที่เต็ม ทีมงานจะติดต่อท่านเพื่อขอหลักฐานและโอนเงินคืนให้
  • หากมีข้อสงสัยหรือข้อขัดข้องประการใด สอบถามได้ที่ ClubVIdotcom@gmail.com หรือ Facebook.com/ClubVI

————————————

** สำหรับ “มือใหม่” หรือผู้ที่พื้นความรู้ยังน้อย แนะนำสมัครหลักสูตร “VI101: พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” ควบคู่ไปด้วย รายละเอียด คลิกที่นี่ **

** ศึกษาโครงสร้างหลักสูตรทั้งหมดและรู้จักวิทยากรของ Club VI คลิกที่นี่ **

BGH หาเงินลงทุนมาจากไหน

[ อยาก “อ่านงบการเงิน” และ “ประเมินมูลค่าหุ้น” แบบมืออาชีพ แนะนำคอร์สสัมมนา พื้นแน่น-แม่นงบ (VI 201) และ ประเมินมูลค่าหุ้น (VI 202) รุ่นที่ 3 โดย Club VI คลิกที่นี่ ]

bgh13-club

โดย ชนิดา พัธโนทัย และ ชัชวนันท์สันธิเดช

หลังจากได้เล่าถึง “กลยุทธ์ในการเติบโต” ของ BGH ไปเมื่อตอนที่แล้ว ในตอนนี้มาดูกันนะคะว่า BGH หาเงินจากไหนมาลงทุนได้ตั้งมากตั้งมาย

ก่อนอื่น ต้องทราบก่อนว่า บริษัทโดยทั่วไปสามารถหาเงินทุนได้จากสองแหล่งใหญ่ คือ 1) การกู้ยืมเงิน (ซึ่งมีทั้งกู้จากธนาคารกับการออกหุ้นกู้) และ 2) การเพิ่มทุน (โดยระดมทุนจากผู้ถือหุ้นของบริษัท)

พูดง่ายๆ คือ ถ้าไม่ไปเอาเงินของคนอื่นมา (กู้มา) ก็ต้องใช้เงินของตัวเอง (เงินจากผู้ถือหุ้น)

ในส่วนของ BGH การจัดหาเงินทุนเพื่อนำมาใช้ขยายเครือข่ายโรงพยาบาล มาจาก “การกู้ยืม” เป็นหลัก ซึ่งบริษัทได้ทำทั้งการออก “หุ้นกู้” (Debenture) และการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน (Bank Loan) รวมถึงมีการกู้ยืมเงินระยะสั้นในรูปของ “เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร” (O/D หรือ Bank Overdraft) มาเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวอีกด้วย

ทีมงาน Club VI ได้ทำตารางสรุปแหล่งเงินกู้ของ BGH ให้เข้าใจกันง่ายๆ โดยแบ่งตาม “เครื่องมือสามชนิด” ดังนี้ค่ะ

แหล่งเงินทุนจาก “การกู้ยืม”                                  หน่วย: ล้านบาท
ปี 2554 ปี 2555 ปี 2556 Q2 ปี 2557
เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน (Bank overdraft & Short-term loan) 231 1,225 19 1,016
เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน (Long-term Loan) 7,764 9,448 8,564 11,191
หุ้นกู้ (Debenture) 8,461 9,064 14,059 11,091
รวม 16,457 19,737 22,642 23,298

จากตารางข้างต้น จะเห็นได้ว่า BGH จัดหาเงินทุนจากการออกหุ้นกู้และกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในสัดส่วนที่พอๆ กันมาโดยตลอด ยกเว้นในปี 2556 ที่หันมาเน้นออกหุ้นกู้เป็นหลัก โดยมีการออกหุ้นกู้เพิ่มอีก 7,000 ล้านบาท (เดี๋ยวจะอธิบายว่าเป็นเพราะเหตุใด) และหากต้องการเงินเร่งด่วนก็จะเบิกใช้จากวงเงิน O/D หรือเงินกู้ระยะสั้นนั่นเอง

bgh10-club

แน่นอนว่าแหล่งเงินกู้แต่ละแหล่งต่างก็มีต้นทุนทางการเงินที่แตกต่างกันออกไป (ต้นทุนทางการเงินในที่นี้ ก็คือ “ดอกเบี้ยจ่าย” นั่นเอง) แหล่งที่กู้ยากสุด และใช้ระยะเวลานานที่สุดกว่าจะได้เงินกู้มา อัตราดอกเบี้ยจ่ายก็ย่อมจะต้อง “ต่ำกว่า” แหล่งที่กู้มาได้ง่ายที่สุด ได้เงินมาเร็วสุด

ซึ่งถ้าบริษัทไหนมีการวางแผนทางการเงินที่ดี มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน ก็จะรู้ว่าจำเป็นต้องใช้เงินในช่วงเวลาไหน เพื่อลงทุนอะไร !!

หากจะเรียงลำดับแหล่งเงินกู้ จากแหล่งที่ “ต้นทุนต่ำสุด” แต่ “กู้ยากที่สุด” ไปจนถึงแหล่งเงินกู้ที่ “ต้นทุนสูงสุด” แต่ “กู้ง่ายที่สุด” จะได้ออกมาดังนี้

1) หุ้นกู้ 2) เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน 3) เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน (ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน) และ 4) เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร

bgh8

ทั้งนี้ เครื่องมือแต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป เรามาดูกันทีละตัวนะคะ

เริ่มกันที่ “หุ้นกู้” โดยส่วนใหญ่แล้วบริษัทจะออกและเสนอขายหุ้นกู้ให้กับนักลงทุนรายใหญ่ที่เป็นนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนักลงทุนเหล่านั้นก็เปรียบเสมือนเป็น “เจ้าหนี้” ของบริษัทนั่นเอง

โดยอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้จะมีลักษณะเป็นอัตราคงที่ (Fixed rate) คือกำหนดไปเลยว่าต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเท่าไรต่อปี ทำให้บริษัทสามารถคาดการณ์ต้นทุนทางการเงินได้ง่าย อายุของหุ้นกู้ก็จะมีตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 10 ปี

มาดูกันว่า BGH มี “ต้นทุนอัตราดอกเบี้ย” จาก “หุ้นกู้” ในระดับใดบ้าง

  อายุของหุ้นกู้
3 ปี 4ปี 5 ปี 7 ปี 10 ปี
อัตราดอกเบี้ยจ่าย 3.78%, 4.11% 3.99% 4.80 – 4.84% 5.35% 4.39 – 4.63%
ปีที่ออกหุ้นกู้ ปี 2554, 2551 ปี 2554 ปี 2551-2552 ปี 2552 ปี 2555 -2556

จากตารางจะเห็นได้ว่า หุ้นกู้ยิ่งอายุยาว อัตราดอกเบี้ยจ่ายก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย เปรียบเสมือนการที่เราไปกู้เงินใคร หากมีเวลาอีกนานกว่าจะถึงกำหนดชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็ต้องคิดดอกเบี้ยสูงเอาไว้ก่อนเพื่อเป็นการประกันความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม หากบริษัทไหนเครดิตดี ก็จะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่ไม่มากนัก

สำหรับ BGH ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating) อยู่ในระดับ A+ ซึ่งถือว่าดีทีเดียว บริษัทจึงจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้อยู่ที่ประมาณ 4-4.8% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ไม่สูงเลย

จะเห็นได้ว่านี่คือข้อได้เปรียบอีกประการหนึ่งของบริษัท

bgh9

ที่อยากตั้งข้อสังเกตคือ หุ้นกู้อายุ 10 ปีที่ออกในปี 2555-2556 มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าหุ้นกู้อายุ 5 ปี และ 7 ปี เสียอีก ทั้งนี้เพราะอัตราดอกเบี้ยในตลาดขณะนั้นอยู่ในระดับที่ไม่สูง BGH จึงถือโอกาสออกหุ้นกู้เพื่อ Fix อัตราดอกเบี้ยเอาไว้

นอกจากหุ้นกู้แล้ว BGH ยังมีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของ “เงินกู้ยืมระยะยาว” หรือ “เงินกู้ยืมระยะสั้น” โดยในส่วนของ “เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน” นั้น ส่วนใหญ่จะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราเงินฝากประจำ 6 เดือน บวกด้วยอัตราคงที่ที่ระบุในสัญญา

หมายความว่า เงินกู้นี้มีลักษณะเป็น Float rate คือแปรเปลี่ยนไปตามอัตราเงินฝากประจำ 6 เดือน ซึ่งเมื่อลองคำนวณดูคร่าวๆ แล้ว อัตราดอกเบี้ยจ่ายก็จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ ถือว่าไม่แตกต่างกันมากนัก นี่คือเหตุผลที่ BGH ใช้การระดมทุนผ่านทางเลือกนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

ส่วน “เงินกู้ยืมระยะสั้น” ผ่านทางตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตั๋วแลกเงิน รวมทั้ง “เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร” นั้น จะมีระยะเวลาการจ่ายชำระค่อนข้างเร็ว คือ ไม่เกิน 1 ปี ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยจ่ายก็จะอยู่ในระดับสูง ประมาณ 6-7% บริษัทจึงใช้เงินส่วนนี้เฉพาะกรณีชั่วคราวเท่านั้น

และล่าสุด บริษัทกำลังจะออก “หุ้นกู้แปลงสภาพ” อีก 10,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นเงินกู้ก้อนโตไม่ใช่เล่น แต่จะมีข้อดีหรือข้อเสียอะไรบ้างนั้น เดี๋ยวตอนหน้าเรามาว่ากันต่อนะคะ

———————————