Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

ปรากฏการณ์หงส์ดำ

Black_swan2

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมเคยสอนหนังสือที่ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ครับ ใครเคยเรียนที่เอแบคบางนาหรือเคยไปจีบสาวแถวนั้นจะทราบว่า ที่เอแบคจะมีบึงขนาดยักษ์ เด็กเอแบคชอบเรียกกันขำๆ ว่า “บ่อเป็ด”

เหตุที่เรียกว่า “บ่อเป็ด” นั้น ในบึงไม่ได้มี “เป็ด” ว่ายอยู่หรอกครับ หากแต่เป็น “หงส์” ราคาแพงระยับว่ายเวียนอยู่สิบกว่าตัว ว่ากันว่าหงส์แต่ละตัวราคาสูงถึง “หนึ่งแสนบาท”

หงส์ที่เอแบคมีทั้ง “สีขาว” และ “สีดำ” ผมเคยให้ลูกศิษย์ไปนับมาเป็นการบ้านว่าหงส์ทั้งหมดมีกี่ตัว แต่ถึงตอนนี้ผมเองก็จำคำตอบไม่ได้แล้ว ที่รู้ๆ คือ “หงส์ขาว” และ “หงส์ดำ” มีจำนวนเท่าๆ กัน

ประเด็นที่อยากชวนคุย อยู่ตรงนี้ครับ…

มีภาษิตโบราณของตะวันตกกล่าวไว้ว่า “All Swans are White.” หรือ “หงส์ทุกตัวเป็นสีขาว!!”

งงไหมครับว่าทำไมจึงมีคำพูดเช่นนี้ ทั้งที่เห็นอยู่โทนโท่ว่า “หงส์ดำ” มีอยู่ตั้งเยอะแยะ ที่เอแบคก็มี?

ผมยังไม่เฉลย แต่ขอให้ท่านลองหลับตาลงสักครู่ แล้วนึกดูสิครับว่าเป็นเพราะอะไร

คิดออกไหมครับ?

เอาล่ะ เฉลยก็ได้..เรื่องมันเป็นอย่างนี้

เชื่อไหมครับว่า มนุษย์เพิ่งจะรู้จัก “หงส์ดำ” เมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง

ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะ “หงส์ดำ” เพิ่งจะถูกค้นพบในทวีปออสเตรเลีย ในศตวรรษที่ 17 หรือ 400 กว่าปีที่แล้ว (ตรงกับสมัยอยุธยาตอนกลาง)

ก่อนหน้านั้น ผู้คนต่างเข้าใจว่า ขึ้นชื่อว่า “หงส์” มีเฉพาะ “สีขาว” เท่านั้น หงส์สีอื่น รวมทั้ง “หงส์ดำ” เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในโลก!!

แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อมีคนพบ “หงส์ดำ” จึงเป็นที่ฮือฮา

เพราะนั่นหมายความว่า ความเชื่อที่เชื่อกันว่า “หงส์ต้องเป็นสีขาว” เป็นความเชื่อที่ผิดมาตลอด ผิดอย่างสิ้นเชิง

ตั้งแต่นั้นมา ภาษิต “หงส์ทุกตัวเป็นสีขาว” ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยอ้างอีก “ความเชื่อเก่าๆ” ได้ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ ด้วย “ความจริง” ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

ที่ผมทราบเรื่องนี้ ก็เพราะในปี 2007 มีนักเขียนคนหนึ่ง ชื่อ นิโคลาส นาซีม ทาเล็บ ออกหนังสือชื่อ “The Black Swan: The Impact of the Highly Improbable” เป็นหนังสือ Bestseller เล่มหนึ่งในสหรัฐอเมริกาเมื่อหลายปีก่อน

ผู้เขียนเปรียบเทียบปรากฏการณ์ต่างๆ ในโลกนี้ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นมาก่อน แต่แล้ววันหนึ่งมันก็เกิด และได้ส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วโลก ว่าเป็น…

“ปรากฏการณ์หงส์ดำ”

การมาถึงของ “อินเตอร์เน็ต” ที่เชื่อมโลกทั้งใบไว้ด้วยกัน การที่เราสามารถรับส่งข้อมูลหรือพูดคุยแบบเห็นหน้ากับใครก็ได้ในอีกซอกหลืบหนึ่งของโลกแบบเรียลไทม์ การเกิดคลื่นยักษ์สึนามิขึ้นในเอเชียเมื่อปี 2004 มีคนตายไปหลายแสนคน เหล่านี้คือตัวอย่างของปรากฏการณ์หงส์ดำทั้งสิ้น

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ต้นแบบแห่งวีไอไทย เพิ่งพูดถึง “เหตุการณ์หงส์ดำ” ไว้ในงานเสวนาที่ตลาดหลักทรัพย์เมื่อต้นเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา มีเนื้อความสรุปได้ว่า…

สิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งสำหรับตลาดหุ้นไทย คือปัจจัยที่ไม่คาดคิด ชนิด “เหลือที่จะจินตนาการ”

ดร.นิเวศน์บอกว่า ใครๆ ก็เชื่อว่าประเทศไทย ยังไงก็ต้องเป็น “ทุนนิยมเสรี” ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็คงไม่มีปัญหา เศรษฐกิจไปได้ ธุรกิจไปได้ ไม่มีอะไรน่ากลัว

แต่หากวันหนึ่ง เกิดเหตุการณ์ “หงส์ดำ” คือประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกแผ่นดิน อันนั้น “เรื่องใหญ่”

โดยส่วนตัว ผมมองว่าเราก็ต้องภาวนาไม่ให้ปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์หงส์ดำเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้โอกาสเกิดจะน้อยมาก ก็ใช่ว่าจะ “เป็นไปไม่ได้”

ตอนนี้ AEC กำลังจะเปิด นักลงทุนธรรมดาอย่างเราๆ สามารถซื้อหุ้นของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนได้แล้ว หรือหากมีทุนมากหน่อย จะไปซื้อหุ้นในอเมริกา จีน หรือญี่ปุ่น ก็ย่อมกระทำได้ ขอให้มี “ความรู้” ก็แล้วกัน

ในเวลาอย่างนี้ เราควรมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ แต่การมองหาโอกาส เพิ่มทางเลือกให้กับตัวเอง ย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรครับ

สัมมนา “ลงทุนอย่างวีไอพันธุ์แท้” รุ่นที่ 2 รับสมัครแล้ว

สมัครได้แล้ววันนี้

หลังจากมีผู้สอบถามเข้ามามากมาย ก็ถึงเวลาแล้วครับ สำหรับสัมมนา “ลงทุนอย่างวีไอพันธุ์แท้ รุ่นที่ 2”

ผู้สนใจกรุณาอ่านรายละเอียดด้านล่างนี้ และขอแนะนำให้ รีบจองทันที เนื่องจากในรุ่นที่ 1 ที่ผ่านไป มีผู้จองเข้ามาจนเต็มภายในสองวันแรก

สัมมนา “ลงทุนอย่างวีไอพันธุ์แท้” รุ่นที่ 2 แบ่งออกเป็นสองหลักสูตร ได้แก่

1.     หลักสูตร พื้นแน่น แม่นงบ

วันเสาร์ที่ 25 ม.ค. 2557 (1 วัน) เวลา 9.00-17.00 น.

ราคา 3,400 บาท

เนื้อหาหลัก: ทำความเข้าใจธุรกิจผ่านงบการเงิน, มองหาตัวเลขสำคัญ, ตีความอัตราส่วนทางการเงิน

เน้นความเข้าใจ เรียนจบอ่านงบเป็น

2.     หลักสูตร ประเมินมูลค่าหุ้น

วันเสาร์ที่ 8 ก.พ. และวันเสาร์ที่ 15 ก.พ. 2557 (2 วัน) เวลา 9.00-16.30 น.

ราคา 6,800 บาท

เนื้อหาหลัก: ทำความเข้าใจเรื่องมูลค่าหุ้นและ Margin of Safety, มองหากิจการที่สร้างมูลค่า, หามูลค่าหุ้นด้วยวิธีอัตราส่วน เช่น P/E, P/BV, EV/EBITDA, หามูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลด เช่น DDM, RI, DCF, เรียนรู้การคิดลดและการหาอัตราคิดลด

เข้าใจง่าย เรียนจบ หามูลค่าหุ้นเป็น

** พิเศษ สมัครทั้งสองหลักสูตร (รวม 3 วัน) ลดเหลือเพียง 9,300 บาท!! **

ทั้งสองหลักสูตร  จัดที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพ (5 ดาว) ติด MRT ห้วยขวาง โดยผู้เข้าสัมมนาจะได้รับเอกสารประกอบการเรียน 1 ชุด และรับประทานอาหารกลางวันแบบ International Buffet ที่โรงแรม พร้อม Coffee Break เช้า-บ่าย

เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ โดยมีขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนการสมัคร

1. โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่ท่านสะดวก ดังต่อไปนี้ (หากเป็นไปได้ กรุณาโอนเป็นเศษสตางค์ เพื่อความสะดวกในการตรวจเช็ค เช่น สมัครทั้งสองหลักสูตร โอน 9,300.01 บาท เป็นต้น)

      1) ธนาคารกรุงเทพ (BBLบัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่: 066-7-05774-9                                           ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

      2) ธนาคารกสิกรไทย (KBANKบัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 996-2-06200-5                                   ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

      3) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCBบัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 404-486287-4                                     ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

2. เมื่อโอนเงินแล้ว กรุณาถ่ายรูปหรือสแกนสลิป แล้วอีเมล์มาที่ clubvidotcom@gmail.com หรือแฟกซ์มาที่ 02-938-3339 โดยระบุรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1) ชื่อ-นามสกุล จริงของท่าน 2) เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ 3) ระบุหลักสูตรที่ต้องการเรียน และจำนวนเงินที่โอนมา เช่น สมัครทั้งสองหลักสูตร โอนเงินแล้ว 9,300.01 บาท

3. รออีเมล์ตอบกลับจากทีมงานเพื่อยืนยันการสมัคร

หมายเหตุ

  • การสมัครของท่านจะเสร็จสมบูรณ์ เมื่อท่านได้รับอีเมล์ยืนยันจากทีมงาน
  • เมื่อท่านชำระเงินแล้ว ทาง Club VI ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนเงิน (ยกเว้นกรณีที่เต็ม) แต่หากมาไม่ได้จริงๆ ท่านสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นเรียนแทนได้ โดยกรุณาแจ้งให้ทีมงานทราบล่วงหน้าตามที่อยู่อีเมล์ด้านล่างนี้ เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เข้าสัมมนา
  • กรณีโอนเงินมาแล้วแต่ที่เต็ม ทีมงานจะติดต่อท่านเพื่อขอหลักฐานและโอนเงินคืนให้
  • หากมีข้อสงสัยหรือข้อขัดข้องประการใด สอบถามได้ที่ ClubVIdotcom@gmail.com หรือ Facebook.com/ClubVI

“หนี” อย่างวีไอ

หนีคือยอดกลยุทธ์

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมเคยเขียนไว้นานแล้วว่า มีสามเหตุผลที่จะทำให้วีไอต้องขายหุ้นทิ้ง คือ

  1. ราคาหุ้นเฟ้อสุดขั้ว ชนิดที่บริษัทปั๊มกำไรกี่ปีก็คงไม่ทันกับราคา
  2. พื้นฐานกิจการเปลี่ยนไปในทางลบ
  3. เราวิเคราะห์ผิดมาตั้งแต่แรก

ในกรณีแรก ถ้ามั่นใจว่าราคาเว่อร์เกิน ก็สามารถขายทิ้งได้ ไม่ถือว่าเสียหายหรือผิดกติกา ไม่ผิดหลักวีไอแต่ประการใด

แต่สำหรับกรณีที่ 2-3 หากจะเปรียบเป็นการศึก ก็คงเปรียบได้กับการ “หนี”

คัมภีร์ “๓๖ กลยุทธ์แห่งชัยชนะ” ของจีน ว่าไว้ “หนี คือยอดกลยุทธ์” เมื่อสู้ไม่ได้แล้ว การหนีไม่ใช่เรื่องเสียหาย ดีกว่าตาย ดีกว่ายอมแพ้พ่าย ดีกว่าถูกจับเป็นเชลย ซึ่งจักเสียหายสูญสิ้นมากกว่าหลายเท่า

ปัญหาก็คือ การหนีที่ดีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องเป็นการหนีอย่างมีศิลปะ ต้องหนีแบบ “มีชั้นเชิง” ต้องรักษาสถานการณ์ให้ฝ่ายเราเสียหายน้อยที่สุด

วีไอก็เหมือนกันครับ หากเป็นสถานการณ์แบบข้อ 2-3 ที่ผมบอกไป คือพื้นฐานเปลี่ยน หรือเรารู้ตัวแล้วว่าวิเคราะห์ธุรกิจผิดไป อันนี้ก็ต้อง “หนี” หรือ “ขายหุ้นทิ้ง” นั้นเอง

อย่างกรณีพื้นฐานเปลี่ยนในทางลบ ตัวอย่างเช่น หุ้นของธุรกิจขายปลีกคอมพิวเตอร์และสินค้าไอทีบริษัทหนึ่ง เมื่อก่อนกิจการก็ดี ขายของได้เรื่อยๆ โตปีละ 10-20%

อยู่ไปๆ คนเกิดหันไปใช้สมาร์ทโฟน แทบเล็ต กันมากขึ้น ยอดขายคอมฯ ไม่ว่าพีซี-แทบเล็ต ตกลงอย่างน่าใจหาย บริษัทจึงต้องทยอยปิดสาขา สุดท้ายตัวเลขกำไรที่เคยดี กลับพลิกเป็นขาดทุน

เช่นนี้ ถ้าเราไปลงทุนไว้ ก็อาจจะต้อง “หนี”

การหนีแบบมีชั้นเชิง ถ้าเปรียบเป็นการศึกก็คือ ไม่ใช่หนีแบบทิ้งอาวุธ ถอดเกราะ โกยอ้าวไม่คิดชีวิต อย่างนั้นมีหวังโดนข้าศึกไล่ตามตี เสียหายยับเยินแน่ๆ

สิ่งที่ควรทำก็คือ ต้องหนีแบบประคับประคอง ถอยไป คุมเชิงไป หาทางพลิกแพลง รักษาชีวิตรอด ให้ตัวเราเสียหายน้อยที่สุด จะได้มีโอกาสกลับไปเลียแผล พักฟื้น และกลับมาสู้ใหม่ได้

คำแนะนำของผมก็คือ อย่า “ขายหุ้นทิ้ง” ไปถือ “เงินสด” เป็นอันขาด แต่ให้เอาเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายหุ้นตัวเดิม ไปซื้อหุ้นอีกตัวหนึ่ง ที่เรามองแล้วว่ากิจการดี หรืออย่างน้อยก็ต้องไม่แย่เหมือนหุ้นตัวเก่าที่เราขายไป

เหตุที่พูดเช่นนี้ก็เพราะ หากเราขายหุ้นไปถือเงินสด เราจัก “ขาดทุนแล้ว ขาดทุนเลย” ไม่มีวันได้เงินคืน ไม่มีโอกาสพลิกจากรุกเป็นรับ ไม่มีทางได้อะไรชดเชย

ตรงกันข้าม การนำเงินที่เหลือจากการขายหุ้นที่แย่กว่า ไปซื้อหุ้นที่ดีกว่า เป็นหุ้นของกิจการที่ยังโตต่อได้ ย่อมมีโอกาสที่เราจะฟื้นคืน ชดเชยความเสียหาย หรืออาจจะกลับมาได้กำไรอีกครั้งหนึ่ง

บางคนอาจตั้งคำถามว่า แล้วถ้าขืนเลือกหุ้นผิดซ้ำสอง จะไม่ยิ่งแย่ไปกว่าเดิมหรือ สู้ถือเงินสดไว้ อย่างน้อยก็เป็นการ “หยุดเลือด” ได้ จะไม่ดีกว่าหรือ?

เรื่องนี้ ในมุมมองของผม ผมไม่ได้กลัวเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ

ก็ถ้าหุ้นตัวนั้นมัน “แย่” จริง แปลว่าต้องมีหุ้นที่ “ดีกว่า” อยู่เยอะแยะในตลาด ยิ่งถ้าเราไม่จำกัดตัวเองอยู่ในอุตสาหกรรมในอุตสาหกรรมหนึ่ง โอกาสหาหุ้นดีๆ มาทดแทนย่อมมีอยู่มากมาย

หากเราขายหุ้นทิ้งด้วยเหตุผลข้อแรก คือหุ้นตัวเดิมราคาสูงจนกำไรไม่มีวันไล่ทัน เราจะต้องหาหุ้นที่ “ดี” มาแทนหุ้นที่ “ดีมาก” ซึ่งเป็นเรื่องยาก

(ผมเองก็เคยเจอปัญหานี้ คืออยากขายหุ้นตัวเก่าเพราะราคามันแพงเกินพื้นฐานไปเยอะ แต่ก็ยังไม่รู้จะไปซื้อหุ้นตัวไหนที่ดีกว่าของเดิม)

แต่ถ้าเราขายหุ้นทิ้งด้วยเหตุผลข้อ 2-3 แปลว่าเราต้องหาหุ้น “ดี” มาทดแทนหุ้น “แย่” ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลย

จากตัวอย่างเดิม สมมุติเราขายหุ้นบริษัทขายคอมพิวเตอร์ทิ้ง เราก็อาจจะเอาเงินที่ได้ไปซื้อหุ้นตัวอื่น อาจจะเป็นหุ้นที่ธุรกิจยังอินเทรนด์อยู่ หรืออาจจะเอาเงินไปซื้อหุ้นของธุรกิจดีๆ ที่มีการเติบโตชัดเจน เช่นนี้ก็จะทำให้เรามีโอกาสกลับมาได้

วิธีนี้ผมเองเคยใช้มาก่อน เวลาหุ้นของกิจการที่ถืออยู่เกิดพื้นฐานเปลี่ยนในทางลบ หรือมารู้ทีหลังว่าตัวเองวิเคราะห์ผิดไป ผมมักจะมองหาหุ้นที่ดีกว่า แล้วขายหุ้นเดิมทิ้ง เอาเงินที่เหลือไปซื้อหุ้นใหม่

ด้วยการกระทำดังกล่าว ทำให้ผมสามารถฟื้นตัว คือได้กำไรมาชดเชยผลขาดทุนจากหุ้นตัวเดิมทั้งหมด และบางครั้งก็ได้มากกว่าที่เคยขาดทุนหลายต่อหลายเท่า

นี่คือกลยุทธ์การ “หนี” เพื่อ “พลิกสถานการณ์” ใครจะเอาไปลองใช้ดูก็ได้นะครับ