“ห้านาทีมรณะ” กับอีกระดับความรับผิดชอบของวอร์เรน บัฟเฟตต์

 

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เรื่องของ “ความรับผิดชอบ” เป็นสิ่งที่ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนทุกคนควรจะมีอยู่แล้ว แต่ใครจะมีมากน้อยแค่ไหนนั้น เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

และผมบอกได้เลยว่า ของแบบนี้ต้องดูกันนานๆ ในภาวะปกติที่ผลประกอบไปได้ดี ธุรกิจไม่มีปัญหา เรื่องแบบนี้มักจะมองไม่เห็น ต้องรอให้เกิดวิกฤตขึ้น เราจึงจะรู้ว่าใครเป็นอย่างไร

มาดูความรับผิดชอบของชายที่ชื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กันครับ

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน บัฟเฟตต์เคยไปซื้อหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งชื่อ ซาโลมอน บราเธอร์ส โดยหุ้นที่เขาซื้อไม่ใช่หุ้นสามัญ แต่เป็นหุ้นบุริมสิทธิ์จำนวน 12 เปอร์เซ็นต์ และเข้ารับตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทไปพร้อมๆ กันด้วย

ปรากฏว่า ปู่โชคร้ายมากๆ เนื่องจากตอนนั้น กรรมการผู้จัดการของซาโลมอนดันแอบไปก่อเรื่องเอาไว้ คือไปประมูลซื้อพันธบัตรของกระทรวงการคลังในสัดส่วนมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ ส่วนหนึ่งเป็นการเอา “ชื่อลูกค้า”ไปซื้อ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมฉ้อฉลอย่างรุนแรง

(กระทรวงการคลังส หรัฐฯ มีกฏไม่ให้บริษัทใดประมูลซื้อพันธบัตรเกิน 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อป้องกันความผันผวนของราคา โดยซาโลมอนประมูลซื้อในชื่อบริษัทไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่แอบใช้ชื่อลูกค้าประมูล ซึ่งรวมๆ แล้วเกิน 30 เปอร์เซ็นต์ จึงถือว่าทั้งผิดกฏและยังเป็นการแจ้งข้อมูลเท็จด้วย)

หลังจากนั้นไม่นาน ปู่ก็ได้ทราบเรื่องนี้ แต่แทนที่จะขายหุ้นทิ้ง หรือลาออกจากตำแหน่งกรรมการเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องมัวหมองไปด้วย แกกลับไม่ทำ ทั้งยังยอมรับตำแหน่ง “ประธานกรรมการบริษัท” เพื่อโดดเข้ามาช่วยบริษัทอย่างเต็มตัว

ณ เวลานั้น ซาโลมอนกำลังเผชิญกับโทษทัณฑ์จากกระทรวงการคลัง คือโดนตัดสิทธิ์ “ห้ามเข้าประมูลซื้อพันธบัตร” ซึ่งถือเป็นเรื่องรุนแรงอย่างยิ่ง สำหรับบริษัทวาณิชธนกิจ ที่ทำธุรกิจอยู่บน “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ของผู้คน เพราะหากข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป คนทั่วโลกก็จะหมดความเชื่อถือในซาโลมอน ซึ่งแทบจะทำให้กิจการพังพาบลงได้ทันที

หลายคนอาจเคยได้เห็นหรือได้ฟังวาทะอมตะของปู่ที่กล่าวไว้ว่า “ชื่อเสียงต้องใช้เวลาสั่งสมกว่า 20 ปี แต่ใช้เวลาทำลายแค่ 5 นาที”

ตอนนั้น ปู่พูดกับคนใกล้ชิดว่า “5 นาทีมรณะ” ที่ว่า กำลังคืบคลานมาถึงตัวแกแล้ว ซึ่งแปลว่า หากแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ชื่อเสียงที่เพียรสร้างมาตลอดชีวิต จักต้องถูกทำลายลงไปตลอดกาล

ท่านคิดว่า ปู่แก้ไขวิกฤตนี้อย่างไรครับ ?

สิ่งที่ปู่ทำก็คือ แกได้ต่อสายไปยังหน่วยงานสำคัญๆ ทั้ง กลต. และ อลัน กรีนสแปน ประธานธนาคารกลางในเวลานั้น แต่คนที่มาช่วยปู่เอาไว้ได้ก็คือ นิโคลัส แบรดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ปู่ใช้วิธี “เล่าความจริงทั้งหมด” กับแบรดี้อย่างตรงไปตรงมา โดยบอกแบรดี้ หรือ “นิค” ว่า หากซาโลมอนเจ๊ง มันจะส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังแวดวงการเงินของสหรัฐฯ และอาจลุกลามเป็นวิกฤตการเงินทั่วโลกได้ ซึ่งทำให้แบรดี้จำต้องเอาเรื่องนี้กลับไปพิจารณา (ตอนนั้นหลายคนมองว่าปู่เว่อร์ แต่วิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นในปี 2008 ก็พิสูจน์ชัดแล้วว่าปู่ไม่ได้พูดเกินความจริงเลยแม้แต่น้อย)

ไม่กี่วันต่อมา ก็มีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงฯ โทรหาบัฟเฟตต์ โดยแจ้งข่าวดีว่า กระทรวงการคลังยอมยกเลิกคำสั่งห้ามประมูลดังกล่าว นั่นทำให้ซาโลมอนซึ่งลงหลุมไปเรียบร้อย เหลือเพียงแค่รอดินกลบหน้า สามารถฟื้นคืนและลุกขึ้นจากหลุมได้อีกครั้ง

อาจกล่าวได้ว่า เป็นเพราะ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยอมเอา “ชื่อเสียงทั้งชีวิต” ของตนเองเป็นเดิมพัน จึงช่วยชีวิตซาโลมอนไว้ได้อย่างหวุดหวิดที่สุด ทั้งๆ ที่เขาไม่จำเป็นต้องเสี่ยงขนาดนั้นเลย (โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากการมีหุ้นบุริมสิทธิ์อยู่เพียง 12 เปอร์เซ็นต์ของเขา)

และนี่คือ “ความรับผิดชอบ” ของลูกผู้ชายที่ชื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ไม่น่าจะหาได้ง่ายๆ อีกแล้วจากผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ

พวกเราในฐานะนักลงทุนตัวเล็กๆ เวลาจะลงทุนในบริษัทไหน จึงควรพิจารณาตัว “ผู้บริหาร” ให้ดีๆ ว่าเขามีความรับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำหรือไม่ ไล่ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ หากเขาทำผิดแล้วไม่เคยรับผิดชอบอะไร ก็อย่าไปซื้อหุ้นบริษัทเขา หรือหากแม้นมีหุ้นอยู่แล้วก็จงรีบขาย สละเรือทิ้งเสียดีกว่า

จงจำไว้ว่า บริษัทดีๆ ที่บริหารโดยคนดีๆ ยังมีให้เลือกอีกมากมาย ไม่มีความจำเป็นต้องไปเสี่ยงแต่อย่างใดทั้งสิ้นครับ

“สี่ชั่วโมงเปลี่ยนชีวิต”​ ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง มีเงินทอง มีคอนเน็คชั่น จะทำอะไรก็ง่ายแสนง่าย แต่ทุกคนล้วนต้องผ่านวันที่ยากลำบากมาก่อน วันที่ยังไม่มีใครรู้จัก ไม่มีเงิน ไม่มีเส้นสาย จะยกเว้นก็เฉพาะบางคนที่พ่อรวยมาตั้งแต่เกิด

สำหรับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ แม้จะเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง แต่พ่อของเขาก็เคยประสบปัญหาทางการเงิน ชีวิตปู่ในวัยเด็กจึงไม่ได้สบายอย่างที่ใครๆ คิด

สมัยเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ปู่เริ่มลงทุนในหุ้นมาระยะหนึ่งแล้ว วันหนึ่งแกพบว่า เบนจามิน แกรแฮม ผู้เป็นทั้งไอดอล และเป็นอาจารย์ในคณะบริหารธุรกิจที่แกเรียนอยู่ มีตำแหน่งเป็นประธานบอร์ดของไกโค บริษัทรับประกันภัยรถยนต์ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก อีกทั้งบริษัทของแกรแฮมยังถือหุ้นไกโคอยู่ถึง 55 เปอร์เซ็นต์ ปู่จึงสนใจบริษัทนี้มากๆ

สิ่งที่ปู่ทำก็คือ ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ในเช้าวันเสาร์อันหนาวเหน็บ ปู่จับรถไฟเที่ยวแรกไปยังวอชิงตันดีซี เพื่อไปที่สำนักงานใหญ่ของไกโค โดยไม่ได้รู้จักใครใดๆ ทั้งสิ้น แกเดินเข้าไปที่บริษัทซึ่งแทบไม่มีใครมาทำงาน และบอก รปภ.ที่ตึกว่า แกเป็นนักศึกษาของ เบน แกรแฮม และอยากรบกวนให้ใครสักคนช่วยอธิบายธุรกิจของไกโคให้แกฟัง (ทั้งที่จริง ตอนนั้นแกยังไม่ได้เรียนกับแกรแฮมด้วยซ้ำ แค่เป็นนักศึกษาในคณะเฉยๆ)

และเป็นโชคดีสุดๆ ของปู่ ที่เช้าวันเสาร์นั้น ลอริเมอร์ เดวิดสัน รองประธานของไกโคนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศพอดี พอได้รับแจ้งจาก รปภ.เช่นนั้น ท่านรองจึงให้เจ้าหนุ่มบัฟเฟตต์ขึ้นมาพบได้ กะว่าจะยอมคุยด้วยสั้นๆ สักห้านาที ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ของ เบน แกรแฮม คนใหญ่คนโตของบริษัท แล้วเชิญกลับบ้านไปซะ

ปรากฏว่า จากที่ตั้งใจไว้ “ห้านาที” กลับกลายเป็น “สี่ชั่วโมงเต็ม”

โดยเดวิดสันย้อนความหลังให้ฟังว่า หลังจากได้คุยกันแค่ 10-20 นาที เขาก็รู้แล้วว่า เด็กหนุ่มที่กำลังคุยกับเขาอยู่นี่ เป็นมนุษย์ที่ไม่ธรรมดามากๆ แม้จะยังหนุ่ม แต่รู้อะไรเยอะมาก และถามคำถามเหมือนกับมืออาชีพที่อยู่ในแวดวงการลงทุนมานาน

เดวิดสันยังบอกด้วยว่า หลังจากมองแล้วว่าบัฟเฟตต์ไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดา เขาจึงเริ่มถามกลับบ้าง และได้รู้ว่าแม้จะอายุน้อย แต่บัฟเฟตต์ก็มีธุรกิจของตัวเอง ทั้งยังทำเงินได้มากมายตั้งแต่อายุแค่สิบหก เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งทำให้เขาชื่นชมในตัวเจ้าหนุ่มบัฟเฟตต์อย่างยิ่ง

ฝ่ายปู่ก็เล่าย้อนความหลังให้ฟังว่า แกถามคำถามเดวิดสันมากมายเกี่ยวกับธุรกิจประกันและบริษัทไกโค คุยกันอยู่สี่ชั่วโมงเต็ม จนวันนั้นเดวิดสันไม่ได้ไปรับประทานอาหารกลางวัน

ปู่บอกว่า “เขาคุยกับผมเหมือนผมเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในโลก”

แล้วปู่ก็สรุปว่า การที่เดวิดสันเปิดประตูให้แกเข้าไปพบในเช้าวันนั้น คือการเปิดประตูสู่โลกของธุรกิจประกันภัยให้กับแก ซึ่งก็อย่างที่เราทราบกัน หลายปีต่อมา บัฟเฟตต์ได้เข้าซื้อหุ้นไกโคเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะซื้อทั้งบริษัทในที่สุด

ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ เมื่อปู่เข้าใจกลไกของธุรกิจประกันแจ่มแจ้งแล้ว แกได้ใช้มันเป็นเครื่องจักรผลิตเงินสดให้กับการลงทุนของตัวเองเรื่อยมา แม้ทุกวันนี้สภาพคล่องที่ล้นเกินอยู่เสมอของ เบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ ส่วนใหญ่ก็มาจากธุรกิจประกัน ซึ่งเป็นความรู้ที่แกได้จากการคุยกับเดวิดสันในเช้าวันนั้นเมื่อหกสิบกว่าปีก่อนนั่นเอง

อาจกล่าวได้ว่า หากวันนั้นปู่ไม่ทำในเรื่องบ้าๆ อย่างการนั่งรถไฟหลายร้อยไมล์ไปพบใครก็ไม่รู้ในเช้าวันหยุด แกก็คงไม่ค้นพบวิธีหาเงินถุงเงินถังมาลงทุนในสารพัดธุรกิจจนสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาได้ขนาดนี้ และโลกทั้งโลกก็คงไม่รู้จักชายที่ชื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ อย่างแน่นอน

สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากเรื่องนี้ก็คือ ในวันที่เราไม่มีอะไร จงอย่าดูถูกตัวเอง หากเรามีความขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจจริง และไม่ท้อแท้ สักวันต้องมีคนเห็น จงทำตัวให้เป็นคนน่ารัก รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนปู่ หากทำได้เช่นนี้ โอกาสดีๆ ย่อมจะตกมาถึงเรา

เหมือนที่ปู่เคยได้รับ “สี่ชั่วโมงเปลี่ยนชีวิต” ในเช้าวันเสาร์อันหนาวเหน็บที่ดีซี เมื่อหกสิบกว่าปีที่แล้วนั่นเอง

(ข้อมูลประกอบจากหนังสือ Tap Dancing to Work และ The Snowball)

ความรักของบัฟเฟตต์

couplesunset.jpg

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ในสมัยวัยรุ่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นคนเนิร์ดๆ บุคลิกไม่ค่อยดี เขาจึงจีบสาวไม่ค่อยจะสำเร็จเท่าไรนัก

ผู้หญิงคนแรกที่ปู่จีบ ชื่อ บ๊อบบี้ ดอร์ลีย์ เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนอร์มา เพื่อนของปู่ ทั้งคู่เดทกันในช่วงปิดเทอมหน้าร้อน ตอนนั้นปู่อายุแค่สิบแปด แต่แม้จะจีบสาว ปู่ก็ยังจีบแบบเนิร์ดๆ สไตล์แก คือชวนสาวเล่นบริดจ์ เกมลับสมอง เกมปริศนาต่างๆ

พอหมดหน้าร้อน ทั้งสองคนก็ห่างๆ กันไปเพราะอยู่คนละเมือง แม้ปู่จะเขียนจดหมายไปชวนบ๊อบบี้มาเที่ยวกับเขาที่ฟิลาเดลเฟีย ที่ซึ่งปู่เรียนหนังสืออยู่ แต่เธอก็ไม่ได้มา เพราะไม่อยากให้ปู่คิดไปไกลกับความสัมพันธ์ครั้งนั้น

สาวคนที่สองที่ปู่ไปเดทด้วย เป็นสาวน้อยที่ขี้อายสุดๆ ชื่อ แอน เบ็ค พ่อของเธอเปิดร้านเบเกอรี่อยู่ที่วอชิงตัน ปู่เคยออกเดทกับแอนแค่ครั้งเดียว แกเล่าว่า เดทครั้งนั้น เหมือนการแข่งขัน “ประกวดคนขี้อาย” คือแกกับแม่สาวแอนแทบไม่ได้พูดอะไรกันเลย ฝ่ายหญิงก็ขี้อาย และปู่เองก็ชวนคุยไม่เป็นเสียด้วย

แน่นอนว่ารักครั้งนั้นจึงไม่ได้มีการสานต่ออีกเช่นเคย

แต่แล้ว อีก 2-3 ปีต่อมา ปู่ก็ได้พบ “รักแท้” ของชีวิต ผู้หญิงคนนั้นคือ ซูซาน ธอมป์สัน บัฟเฟตต์ หรือ “ซูซี่”

ปู่รู้จักกับซูซี่ในปี 1950 โดยเธอเป็นเพื่อนร่วมห้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเบอร์ตี้ น้องสาวของปู่ ด้วยความที่มีแม่สื่อที่ดี และนิสัยใจคอเข้ากันได้ดี ทั้งคู่จึงตกหลุมรักและแต่งงานกันสองปีหลังจากนั้น

ดังที่ได้บอกไปแล้วว่า ปู่เป็นคนเนิร์ดๆ สนใจแต่เรื่องการลงทุน ชอบแต่ตัวเลข ไม่ค่อยดูแลตัวเอง แต่เมื่อซูซี่ก้าวเข้ามาในชีวิต เธอได้จัดการทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของปู่ ทั้งเรื่องการแต่งตัว เรื่องบ้าน และเลี้ยงลูกทั้งสามคน คือ ซูซี่จูเนียร์ โฮเวิร์ด และปีเตอร์ จนเติบโตขึ้นมาเป็นคนดี

แม้แต่ “เลล่า” แม่ของปู่ซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้าย ก็ถูกเธอจัดการเสียอยู่หมัด ทำให้ปู่มุ่งเน้นความสนใจของเขาไปในการ “การลงทุน” ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียสมาธิกับสิ่งรบกวนรอบตัว สุดท้ายแกจึงประสบความสำเร็จ สร้างความมั่งคั่งได้มากมายมหาศาล

ปู่บอกว่า “ซูซี่ทำให้ชีวิตผมเข้าที่เข้าทาง”

ปัญหาก็คือ โลกของปู่กับซูซี่จะเป็นคนละโลกกัน ซูซี่เป็นคนชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือสังคม เป็นนักสิทธิมนุษยชนตัวยงคนหนึ่ง ชอบศึกษาประวัติศาสตร์และสนใจศิลปะอย่างลึกซึ้ง

ส่วนปู่ไม่ทำอย่างอื่นเลย นอกจากนั่งอยู่ในห้องที่บ้าน และ “หาหุ้น” อย่างเดียวเท่านั้น

แม้ซูซี่จะพยายามเปิดโลกใหม่ๆ ให้กับสามี โดยบอกปู่ว่า “ในโลกนี้มีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ ไม่ใช่แค่นั่งหาเงินอยู่ในห้อง” แต่ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนเขาได้ยาก จนทั้งสองเริ่มจะ “จูน” กันไม่ติด เพราะต่างคนต่างมีความปรารถนาของตัวเอง มีโลกที่ต้องแสวงหา

ด้วยความแตกต่างกันอย่างมากนี้ ทำให้ในที่สุด ซูซี่จำต้องขอแยกทางเดินกับปู่

ที่น่าแปลกคือ ก่อนจะหย่าร้าง ซูซี่ยังพา “เอสทริด เมิงส์” เพื่อนของเธอมาแนะนำให้สามีรู้จัก โดยขอให้เอสทริดอยู่ร่วมชายคา ทำหน้าที่เสมือนภรรยาคนใหม่ ช่วยดูแลสามีแทนเธอด้วย ซึ่งเป็นการกระทำที่หลายคนมองว่า “ใจกว้าง” จนไม่น่าเชื่อ และทั้งสามคนก็ยังเป็นมิตรที่ดีต่อกันเรื่อยมา

ในปี 2003 ซูซี่ถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในช่องปาก และป่วยหนักอยู่หนึ่งปีเต็ม ก่อนจะเสียชีวิตลงในปี 2004 ขณะอายุได้ 72 ปี โดยปู่ดูแลเธออยู่ข้างเตียง ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

จนถึงวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี เมื่อใดก็ตามที่มีคนถามถึงซูซี่ ปู่จะร้องไห้ออกมาทุกครั้ง แกบอกว่าการตายของซูซี่เป็นสิ่งที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตของแก เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีวันจะลืมได้ลง

หลังจากซูซี่ตาย ปู่ได้เริ่มต้นคิดเรื่องการทำการกุศลอย่างจริงจัง โดยบริจาคหุ้นให้มูลนิธิ ซูซี่ บัฟเฟตต์ และขยับขยายสเกลจนกลายเป็นการบริจาคทรัพย์สิน 99 เปอร์เซ็นต์ให้การกุศลในอีกหลายปีต่อมา

เรื่องราวความรักของวอร์เรนและซูซี่ ทำให้ผมนึกถึงคำพูดที่ว่า “เบื้องหลังผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ มีผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่” อันเป็นคำกล่าวที่เป็นความจริงอยู่เสมอ

ชีวิตของคนเราอาจไม่สวยงามเหมือนกับความฝัน วอร์เรนกับซูซี่สร้างครอบครัวขึ้นมาจากความ “แตกต่าง” และความแตกต่างนั้น ทำให้ต้องแยกทางกันในที่สุด

แต่ทั้งสองคนก็ยังห่วงใย เป็นมิตร และดูแลซึ่งกันและกัน นี่คือสิ่งที่น่าจะสำคัญไม่น้อยกว่าการอยู่ด้วยกันเลยไม่ใช่หรือ?

(ข้อมูลประกอบจากหนังสือ Snowball : Warren Buffett and the Business of Life , Tap Dancing to Work , วิกีพีเดีย)