“อูเบอร์” ถูกซื้อ กับความโหดหินของตลาดจีน

FullSizeRender 12

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีข่าวการซื้อกิจการที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก คือ “ติตี้ ชูสิง” (滴滴出行) บริษัทเรียกแท็กซี่สัญชาติจีน เข้าซื้อธุรกิจในจีนของ “อูเบอร์” (Uber) บริษัทเรียกแท็กซี่สัญชาติอเมริกัน โดยก่อนที่จะเล่าถึงรายละเอียดและความน่าสนใจ ผมขอเท้าความถึงการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเรียกแท็กซี่ของจีน ก่อนหน้าที่จะมาถึงดีลนี้กันสักเล็กน้อยนะครับ

เดิมที ธุรกิจเรียกแท็กซี่ของประเทศจีน เป็นการขับเคี่ยวกันของยักษ์ใหญ่สองราย รายแรกคือ “ติตี้ ต่าเชอ” (滴滴打车) (ต่าเชอ แปลว่า “เรียกแท็กซี่” ส่วน ติตี้ เป็นชื่อเฉพาะ) ถือหุ้นใหญ่โดย “เท็นเซ็นต์” (Tencent) บริษัทอินเตอร์เน็ตผู้ผลิตเกมออนไลน์ชื่อดัง

อีกบริษัทคือ “ไคว่ตี้ ต่าเชอ” (快弟打车) (ไคว่ตี้ แปลว่า “ด่วน” ไคว่ตี้ต่าเชอ จึงแปลว่า “เรียกแท็กซี่ด่วน”) ถือหุ้นใหญ่โดยอาลีบาบา (Alibaba) บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน

ทั้งสองบริษัทฟาดฟันกันอย่างดุเดือดมาเป็นเวลานานหลายปี โดย ติตี้ ต่าเชอ เป็นหมายเลขหนึ่ง ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 55 เปอร์เซ็นต์ ส่วนไคว่ตี้ ต่าเชอ เป็นหมายเลขสอง กินส่วนแบ่งตลาดที่เหลือเกือบทั้งหมด เหลือส่วนแบ่งให้บริษัทอื่นๆ เพียงเล็กน้อย

หนึ่งในนั้นคือ อูเบอร์ แอพเรียกแท็กซี่อันดับหนึ่งจากสหรัฐอเมริกา!

ด้วยความที่แข่งกันดุ ฐานลูกค้าก็ไม่ต่างกันมากนัก พูดง่ายๆ คือ “ตัวเท่าๆ กัน” ยิ่งฟาดฟันจึงยิ่งเจ็บตัวกันไปทั้งสองฝ่าย อีกทั้งบริษัทแม่ของทั้งคู่ คือ เทนเซนต์ และ อาลีบาบา ก็มีศักดิ์ศรีไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เกมนี้จึงไม่รู้จะไปจบลงที่ตรงไหน มองไปข้างหน้าไม่เห็นโอกาสที่ใครจะชนะได้เบ็ดเสร็จ คงต้องห้ำหั่นเลือดสาดกันไปเรื่อยๆ

สุดท้าย เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2015 ทั้งสองเจ้าจึงตัดสินใจ “ควบรวมกิจการ” กลายเป็นบริษัทใหม่ชื่อ “ติตี้ ไคว่ตี้” ยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (คำนวณ ณ เดือนมิถุนายน ปี 2016) คิดเป็นเงินไทยเกือบๆ หนึ่งล้านล้านบาท

และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “ติตี้ ชูสิง” (滴滴出行) (ชูสิง แปลว่า “เดินทาง”) ในเวลาต่อมา

เมื่อ “ยักษ์” ควบ “ยักษ์” คิดดูก็แล้วกันว่า ตัวเล็กตัวน้อยอย่างอูเบอร์จะเหลืออะไร ปกติสู้กับสองยักษ์ก็ยากอยู่แล้ว พอเขาเป็นเนื้อเดียวกันจึงยิ่งเหนื่อยหนัก โดยในช่วงสองปีหลัง อูเบอร์ขาดทุนบักโกรกถึง 2,000 ล้านเหรียญ

ด้วยเหตุนี้ อุตสาหกรรมแอพเรียกแท็กซี่ในจีนจึงเกิดการควบรวมกิจการกันอีกครั้งหนึ่ง โดยติตี้ ชูสิง ยอมจ่ายเงิน “หนึ่งพันล้านเหรียญ” เพื่อซื้อกิจการของ “อูเบอร์” และกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

ทั้งที่จริงแล้ว การควบรวมครั้งนี้ไม่ได้ใหญ่เหมือนครั้งก่อน แต่ด้วยปรากฏการณ์ “จีน” ซื้อ “อเมริกัน” จึงกลายเป็นเรื่องครึกโครม

IMG_6050.JPG

โดยหลังจากรวมกัน อูเบอร์จะได้หุ้นในบริษัทใหม่ (ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีการเปลี่ยนชื่ออีกหรือไม่) สูงสุดถึงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญ 5.89 เปอร์เซ็นต์ และหุ้นบุริมสิทธิ์อีก 17.7 เปอร์เซ็นต์

จะว่าไป หากดูจากสภาพการแข่งขัน ดีลนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลแล้ว และไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดเลย

กล่าวคือ อูเบอร์ยอม “หยุดเลือด” ที่กำลังไหล และยอมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของผู้ชนะเพื่อที่จะไม่ต้องเจ็บตัวต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นการ “กำจัดจุดอ่อน” เพื่อแต่งตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์อเมริกาอีกด้วย ฝ่ายติตี้ก็ยอมจ่าย เพื่อแลกกับการ “กินรวบ” ธุรกิจเรียกแท็กซี่ในเมืองจีนแต่เพียงผู้เดียว

ว่ากันว่าหลังจากควบรวมกันครั้งนี้ บริษัทใหม่จะมีมูลค่าถึง 35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ “1,225,000 ล้านบาท” (อ่านว่า หนึ่งล้านสองแสนสองหมื่นห้าพันล้านบาท) เรียกได้ว่าเติมศูนย์กันไม่ถูกเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ ในวงการธุรกิจจีน ปรากฏการณ์ “จีนชนะอเมริกา” เคยมีให้เห็นกันมาไม่ใช่น้อย ที่เป็นที่จดจำที่สุด คงหนีไม่พ้นการที่ “เถาเป่า” (淘宝) เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของอาลีบาบา สามารถเอาชนะ อีเบย์ (EBay) ยักษ์ใหญ่อเมริกันได้อย่างราบคาบภายในเวลาไม่ถึงสองปี นับเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวจีนทั้งปวง

ครั้งนั้น แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา ฝากวาทะเด็ดไว้กับคนของเขาว่า

“อีเบย์คือฉลามในมหาสมุทร เราคือจระเข้ในแม่น้ำแยงซี ถ้าเราสู้ในมหาสมุทร เราแพ้แน่ แต่เพราะเราสู้ในแม่น้ำ เราจึงจักชนะ”

นี่เป็นคำประกาศก้องของพญามังกรร่างผอมที่ดังกึกก้องไปทั่วประเทศ

กรณี “ติตี้ ซื้อ อูเบอร์” จึงเป็นอีกครั้งที่ “จระเข้แยงซี” กินเนื้อ “ฉลามจากมหาสมุทร” และตอกย้ำความ “โหดหิน” ของสนามธุรกิจแห่งแผ่นดินมังกรให้โลกได้เห็นเป็นประจักษ์อีกครั้งหนึ่ง!

(ข้อมูลประกอบจาก CNBC .com, Bloomberg .com, wikipedia)

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับหัวใจอันยิ่งใหญ่

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

นอกจากจะเป็น “สุดยอดนักลงทุน” แล้ว วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังเป็น “สุดยอดนักบุญ” อีกด้วย เห็นได้จากโครงการการกุศลอันยิ่งใหญ่ของเขา

เหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนจดจำกันทั้งโลก คือการที่ปู่ประกาศให้คำมั่นว่าจะบริจาคทรัพย์สิน 99 เปอร์เซ็นต์ให้การกุศล ซึ่งปู่เรียกว่า Philanthropic Pledge หรือ “สัญญามหากุศล”

คิดดูก็แล้วกันนะครับ มี 100 ยอมให้ 99 จะมีใครที่ “ใจใหญ่” ได้เท่านี้อีก

นอกจากนี้ แกและ บิล เกตส์ ยังช่วยรณรงค์โน้มน้าวมหาเศรษฐีทั่วโลกให้ทำอย่างเดียวกัน จนมีคนมาร่วมอุดมการณ์อยู่พอสมควร ไม่เว้นแม้ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ที่ตกลง “ตามรอยบุญ” ของปู่ ด้วยการให้คำมั่นว่าจะมอบทรัพย์สิน 99 เปอร์เซ็นต์เพื่อ “ช่วยโลก” เช่นกัน

ไม่เพียงแค่นั้น ปู่ยังเคยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเก็บภาษีคนรวยให้มากขึ้น หรือที่ถูกขนานนามว่า “Buffett Rule” โดยออกแถลงการณ์ค่อนแคะว่า รัฐบาลดูแลพวก “1 เปอร์เซ็นต์” อันหมายถึงคนรวยในระดับยอดพิระมิดราวกับเป็น “สัตว์ป่าที่กำลังจะสูญพันธุ์” แต่เก็บภาษีคนชั้นกลางและคนรายได้น้อยเป็นเเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่ามาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเลย

จะเห็นได้ว่า ปู่ทุ่มเทพยายามอย่างไม่หยุดหย่อน ในการช่วยเพื่อนร่วมโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม มีคนออกมาแซะปู่เหมือนกันว่า ถ้าอยากเสียเงินนัก ทำไมไม่เขียนเช็คให้รัฐบาลซะเลย ไม่ต้องออกมาเคลื่อนไหวให้วุ่นวาย ซึ่งผมมองว่า เป็นความคิดแบบตื้นเขิน ไม่มองให้ลึกซึ้ง คิดแต่จะด่าคนอื่น

ลองคิดดูนะครับ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าปู่เขียนเช็คให้เงินรัฐบาลไปในทันที

ข้อแรก ปู่ก็จะบริจาคได้แค่ “เงินสดในมือ” ไม่สามารถบริจาค “หุ้นเบิร์คเชียร์” ซึ่งมีมูลค่ามากมายมหาศาลยิ่งกว่าได้ ข้อสอง เงินที่บริจาคไป ให้แล้วก็จบกัน ไม่เหมือนการที่แกเก็บหุ้นกับตัวเองไว้ก่อน ให้หุ้นนั้นเพิ่มมูลค่าสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยฝีมือการลงทุนของแก แล้วค่อยๆ ผ่องถ่ายหุ้นให้การกุศลทีละก้อน (ซึ่งเป็นสิ่งที่แกทำอยู่)

ข้อที่สาม หากแกเขียนเช็คใบเดียวแล้วจบ ทุกอย่างก็จะจบลงแค่นั้น รัฐบาลจะไม่ได้มีรายได้เพิ่มขึ้นในระยะยาว เมื่อเทียบกับการขึ้นภาษีคนรวย ที่เป็นการกำหนด “กฏใหม่” อันจะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต และสร้างความเป็นธรรมในสังคมให้ดีขึ้นด้วย

บทเรียนที่เราน่าจะได้รับ จากกรณีที่มีคนออกมาแขวะปู่ในเรื่องการทำการกุศลก็คือ ทุกครั้งที่เราทำสิ่งดีๆ ย่อมจะมีคนค่อนขอดเสมอ หากเราไปฟังหรือหวั่นไหวไปตามคำคนเหล่านั้น สุดท้ายก็คงไม่ได้ทำอะไรกันพอดี

เพราะฉะนั้น เมื่อคิดจะทำสิ่งดีๆ จงวางแผนให้ดี ให้เป็นไปตามกำลังของตัวเอง แล้วทำเลย อย่าลังเล อย่ากลัวใครต่อว่า

โลกนี้จะดีขึ้น เมื่อคนที่มี “หัวใจอันยิ่งใหญ่” ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำ “สิ่งที่ยิ่งใหญ่” … เหมือนที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำให้โลกทั้งโลกดูเป็นตัวอย่างนั่นเอง

มูลค่าโดยเนื้อแท้ กับมูลค่าทางบัญชี

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ใครก็ตามที่เรียนบัญชีมาโดยไม่ได้สนใจลงทุนในหุ้น อาจมองว่า “มูลค่ากิจการ” ก็คือ “มูลค่าทางบัญชี” ที่ดูได้จากงบการเงินของบริษัท แต่สำหรับนักลงทุนเน้นมูลค่า มูลค่าทั้งสองเป็นอะไรที่ต่างกันลิบลับเลยทีเดียว

เบนจามิน แกรแฮม บิดาแห่งวีไอ ใช้คำเรียกมูลค่าของกิจการว่า “Intrinsic Value” แปลตรงตัวคือ “มูลค่าโดยเนื้อแท้” หมายถึงมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจ ซึ่งหาออกมาเพื่อเอาไปเปรียบเทียบกับราคาขายในตลาด จะได้รู้ว่าธุรกิจนั้นน่าซื้อหรือไม่

ในขณะที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ขยายความคำว่า “มูลค่าโดยเนื้อแท้” ว่าหมายถึง “มูลค่าของเงินสดที่สามารถเอาออกมาจากธุรกิจนั้นตลอดชั่วชีวิตของมัน โดยคิดลดกลับมาเป็นค่าปัจจุบัน” ซึ่งแน่นอนว่าค่าที่หาออกมาได้นั้น ย่อมเป็นเรื่องของการคาดการณ์ ไม่อาจชี้ชัดออกมาเป็นตัวเลขที่ถูกต้องตรงเป๊ะเพียงตัวเดียว

หากกระแสเงินสดที่คาดว่าธุรกิจจะทำได้ในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่ดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลง มูลค่าของธุรกิจก็ย่อมจะเปลี่ยนไป ซึ่งด้วยปัจจัยต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย ปู่จึงบอกว่า คนแต่ละคนย่อมประเมินมูลค่าโดยเนื้อแท้ของธุรกิจออกมาได้ไม่เท่ากัน แม้แต่แกกับชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนคู่หู ก็ยังไม่เคยคิดมูลค่าธุรกิจใดๆ ออกมาได้ตรงกัน โดยจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย

ปู่ยังชี้ชัดด้วยว่า “มูลค่าทางบัญชี” เป็นคนละเรื่องเลยกับ “มูลค่าโดยเนื้อแท้” โดยยกตัวอย่างมูลค่าทางบัญชีของเบิร์คเชียร์เมื่อปี 1964 ซึ่งอยู่ที่ 19.46 เหรียญ ต่อหุ้น แต่นั่นเป็นการตีมูลค่าสินทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักรผลิตสิ่งทออันเป็นธุรกิจที่กำลังย่ำแย่ ดังนั้น หากปิดกิจการแล้วขายสินทรัพย์ทิ้งทั้งหมด ก็ย่อมจะไม่ได้เงินสดมาเท่ากับมูลค่าทางบัญชีที่บันทึกไว้อย่างแน่นอน

ตรงข้ามกับมูลค่าทางบัญชีของเบิร์คเชียร์ในปี 1996 (ซึ่งเป็นเวลาที่ปู่เขียนเรื่องนี้) ที่ 15,180 เหรียญต่อหุ้น ซึ่งปู่บอกว่า เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่ามูลค่าโดยเนื้อแท้ของเบิร์คเชียร์ในเวลานั้นอย่างมาก

ปู่ยกตัวอย่างไว้ชัดเจนที่สุดว่า มูลค่าทางบัญชี ก็เหมือนกับต้นทุน “ค่าเทอม” ที่นักศึกษาคนหนึ่งจ่ายให้กับมหาวิทยาลัย แต่อันที่จริง ต้นทุนของการเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้มีแค่นั้น เพราะหากนักศึกษาคนนั้นไม่เรียน แต่ตัดสินใจไปทำงาน เขาก็ย่อมจะได้รับค่าจ้างค่าตอบแทน ต้นทุนที่แท้จริงของการเรียนมหาวิทยาลัยจึงต้องรวมเอาค่าจ้างจากการทำงานที่เขา “น่าจะได้รับ” หากเขาไม่เรียนมหาวิทยาลัยมาคิดด้วย

แล้วปู่ก็อธิบายต่อไปว่า การจะคิดมูลค่าโดยเนื้อแท้ของการเรียนมหาวิทยาลัย จึงไม่ควรคำนวณจากต้นทุนค่าเล่าเรียน ซึ่งก็เทียบได้กับ “มูลค่าทางบัญชี” แต่ต้องคำนวณหา “รายได้ในอนาคต” ที่นักศึกษาคนนั้นจะทำได้ เมื่อเขาเรียนจบและไปประกอบอาชีพ จนถึงวันที่เขาเกษียณอายุและทำงานไม่ได้อีกต่อไป ตรงนี้ก็เหมือนกับการคำนวณหา “กระแสเงินสดในอนาคต” ของธุรกิจนั่นเอง

นอกจากนี้ ตัวเลขรายได้ที่ได้มา ยังต้องหักลบด้วยรายได้ที่คนๆ นั้นจะทำได้ หากเขาไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เพราะต้องไม่ลืมว่า แม้เขาจะไม่เรียนมหาลัย เขาก็ยังสามารถทำงานได้ เพียงแต่อาจจะได้รายได้น้อยกว่า จุดนี้เทียบได้กับ “อัตราคิดลด” ซึ่งต้องใช้ในการคำนวณมูลค่ากิจการ

และท้ายที่สุด เราก็ต้องเอาตัวเลขรวมที่หาได้ “คิดลด” กลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน ตัวเลขสุดท้ายที่ได้ออกมานั่นแหละ จึงเป็น “มูลค่าโดยเนื้อแท้” ของการเรียนมหาวิทยาลัยของนักศึกษาคนนั้น

ปู่ยังบอกด้วยว่า บัณฑิตบางคนอาจมองว่า มูลค่าทางบัญชีของการศึกษาของตัวเองสูงกว่ามูลค่าโดยเนื้อแท้ หรือพูดอีกอย่างก็คือ ค่าเล่าเรียนที่เขาจ่ายไปนั้น “ไม่คุ้ม” กับประโยชน์ที่ได้รับ เช่น พวกที่ร่ำเรียนมาแล้วไม่ได้เอาความรู้ไปใช้ หรือเรียนไม่ตรงสาย จบแล้วไปทำงานอย่างอื่น เป็นต้น

แล้วปู่ก็สรุปปิดท้ายว่า ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงไม่สามารถใช้ “มูลค่าทางบัญชี” เป็นตัวบ่งชี้ถึง “มูลค่าโดยเนื้อแท้” ได้ เพราะมันแตกต่างกันลิบลับเลยทีเดียว

ผมมองว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของปู่ คือการอธิบายเรื่องวุ่นๆ ออกมาเห็นภาพชัดแจ๋วนี่แหละ ท่านว่าไหมครับ!