วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับอนุพันธ์

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

 

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ก่อนจะเล่าให้ฟังว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ มองอนุพันธ์อย่างไร ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากยังไม่เคยรู้จักสิ่งที่เรียกว่า “อนุพันธ์” มาก่อน จึงขออธิบายให้เข้าใจในเบื้องต้นนะครับ

“อนุพันธ์” หรือ “ตราสารอนุพันธ์” ภาษาอังกฤษคือ “Derivatives” หมายถึง ตราสารทางการเงินประเภทหนึ่ง ซึ่งมูลค่าของมันขึ้นอยู่กับ “สินทรัพย์อ้างอิง” โดยที่ตัวของมันเองไม่สามารถสร้างมูลค่าได้ (ยังไม่เข้าใจใช่มั้ยล่ะครับ อ่านต่อไปนะครับ เดี๋ยวจะเก็ตเอง)

ตราสารอนุพันธ์ที่คุ้นเคยกันดีก็ได้แก่ “ฟิวเจอร์ส” (Futures หรือ Futures Contract) แปลเป็นไทยคือ “สัญญาซื้อขายล่วงหน้า” และ “ออปชั่น” (Option) แปลเป็นไทยคือ “ตราสารสิทธิ์”

“ฟิวเจอร์ส” หมายถึง การที่คนสองฝ่ายทำสัญญากันไว้ว่าจะทำการซื้อขายทรัพย์สินกันในอนาคต ณ ราคาใดราคาหนึ่ง และจำนวนใดจำนวนหนึ่ง ตามแต่จะตกลงกัน

เช่น ผู้ขายและผู้ซื้อทำสัญญากันไว้ว่า อีกสามเดือน ผู้ขายจะเอา “ทองคำ” มาขายให้แก่ผู้ซื้อในราคาบาทละ 15,000 บาท เป็นจำนวน 10 บาททองคำ ครั้นเวลาผ่านไปสามเดือน ราคาทองคำอยู่ที่บาทละ 13,000 บาท เมื่อทั้งสองฝ่ายทำการซื้อขายทองคำกันตามสัญญา ผู้ขายก็จะได้กำไรไปบาทละ 2,000 บาท (15,000 – 13,000) รวมๆ แล้วผู้ขายทำกำไรได้ทั้งหมด 20,000 บาท (2,000 บาทเงิน X 10 บาททองคำ)

ขณะที่ “ออปชั่น” ก็คล้ายๆ กับฟิวเจอร์ส แต่ต่างกันตรงที่ ออปชั่นจะมีผลผูกพันเฉพาะผู้ขายเท่านั้น

เช่น สมมุติว่าเราเป็นผู้ซื้อ เราทำสัญญากับผู้ขายไว้ว่า อีกสามเดือนผู้ขายจะนำเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ มาขายให้เราในราคา 35 บาท ครั้นเวลาผ่านไปสามเดือน ดอลล่าร์สหรัฐฯ มีค่าเท่ากับ 40 บาท เราก็สามารถเอาออปชั่นนี้ไป “ใช้สิทธิ”​ กับผู้ขาย และทำกำไรได้เหนาะๆ เหรียญละ 5 บาท

แต่หากถึงเวลานั้น ค่าเงินดอลล์พุ่งทะลุกลายเป็น 42 บาท เราก็สามารถที่จะ “ไม่ใช้สิทธิ์” และปล่อยให้มันหมดอายุไปได้ โดยที่ผู้ขายไม่มีสิทธิ์มาบังคับเรา จะเห็นได้ว่า ออปชั่นเป็นสัญญาที่บังคับเฉพาะ “ผู้ขาย” ฝ่ายเดียว

ถามว่า อนุพันธ์มีประโยชน์อะไร จะทำสัญญากันไปเพื่ออะไร คำตอบก็คือ อาจเป็นไปได้ทั้งเพื่อ “ทำกำไร” และเพื่อ “ป้องกันความเสี่ยง”

เช่น ผู้ซื้ออาจคิดว่า อีกสามเดือน ราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นไปเป็น 16,000 บาท จึงชิงทำสัญญาไว้ก่อนว่าจะซื้อทองจากผู้ขายในราคาบาทละ 15,000 โดยกะว่าหากการณ์เป็นไปดังคาด เขาก็จะได้กำไร 1,000 บาท แต่หากการณ์เป็นตรงกันข้าม เขาก็จะขาดทุน ดังตัวอย่างที่ได้อธิบายไปแล้ว นี่คือการมุ่งทำกำไรจากอนุพันธ์

หรืออีกกรณีหนึ่ง คือการใช้อนุพันธ์เพื่อ “ป้องกันความเสี่ยง” เช่น ขณะนั้นราคาทองอยู่ที่ 15,000 บาท นาย ก. วางแผนว่า อีกหกเดือนจะซื้อทองคำไปหมั้นสาว แต่ตอนนี้ยังไม่มีเงิน ครั้นจะรออีกหกเดือนก็กลัวว่าทองจะแพงขึ้นจนซื้อไม่ไหว จึงทำสัญญากับผู้ขายว่า อีกหกเดือนจะซื้อทองคำในราคาบาทละ 15,000 ดังนั้น พอครบหกเดือน แม้ทองจะแพงขึ้นไปขนาดไหน นาย ก. ก็จะซื้อทองได้ในราคาบาทละ 15,000 และมีทองไปหมั้นสาวแน่นอน

ทั้งนี้ สัญญาอนุพันธ์สามารถอ้างอิงกับสินทรัพย์ใดๆ ก็ได้ พูดง่ายๆ ก็คือ จะทำสัญญาว่าจะเอาของอะไรมาแลกเปลี่ยนกันก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพวก commodity อย่าง น้ำมัน ทองคำ ยางพารา หรือจะเป็นพวกหลักทรัพย์อย่าง “หุ้น” ก็ได้ หรือแม้แต่จะเป็นพวกตัวเลขทางการเงิน เช่น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ก็ได้เช่นกัน (ในเมืองไทยมีให้เล่นครบทุกประเภทที่ว่ามา)

นอกจากนี้ อนุพันธ์ยังมีทั้งประเภทที่กำหนดให้สองฝ่ายทำการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ที่จับต้องได้กันจริงๆ เช่น หากทำสัญญากันไว้ว่าจะซื้อขายวัวหนึ่งตัว พอถึงเวลาครบอายุสัญญา ผู้ขายก็ต้องจูงวัวมามอบให้ผู้ซื้อ ส่วนผู้ซื้อก็จ่ายเงินให้ผู้ขายแล้วเอาวัวกลับบ้านไป หรืออาจ net เงินกันไปตามมูลค่าของสินทรัพย์ขณะนั้น โดยไม่ต้องมีการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์กันจริงๆ ก็ได้ (นักลงทุนในตลาดการเงินทั่วๆ ไปก็มักทำอย่างหลัง โดยไม่ต้องหาของมาแลกเปลี่ยนกันให้วุ่นวาย)

ในตอนต่อไปจะมาเล่าให้ฟังนะครับว่า ปู่บัฟเฟตต์ของเรา มองอนุพันธ์อย่างไร รับรองว่าสนุกและได้มุมมองใหม่ๆ แน่นอน

{ข้อมูลประกอบ จาก wikipedia ไทย และ investopedia. com}

 

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับหุ้นบุริมสิทธิ์

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คำว่า “หุ้น” อันเป็นที่รับรู้กันในความหมายของนักลงทุนส่วนใหญ่ คือ “หุ้นสามัญ” ภาษาอังกฤษคือ common stock แต่ยังมีหุ้นอีกประเภทหนึ่ง คือ “หุ้นบุริมสิทธิ์” ภาษาอังกฤษคือ preferred stock ซึ่งเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ ทว่าหลายคนอาจยังไม่รู้จัก จึงขอเล่าให้ฟังเบื้องต้นในที่นี้ก่อนนะครับ

หุ้นบุริมสิทธิ์ มีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของกิจการเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์ในทางทฤษฎีจึงถือเป็นเจ้าของกิจการเฉกเช่นเดียวกัน แต่พวกเขามีความได้เปรียบเหนือผู้ถือหุ้นสามัญอยู่สองประการ กล่าวคือ พวกเขาจะ “นำหน้า” ผู้ถือหุ้นสามัญ ในแง่ของการรับเงินปันผล และการได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์สิน กรณีบริษัทมีการชำระบัญชีเพื่อเลิกกิจการ

ประการแรก ในแง่ของเงินปันผล โดยปกติแล้ว ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะได้รับปันผลในอัตราที่ตายตัว เช่น 10%

หากปีไหนบริษัทขาดทุน จ่ายปันผลไม่ได้ และในปีต่อมาสามารถกลับมาจ่ายได้อีกครั้งหนึ่ง บริษัทก็จะต้องจ่ายปันผลชดเชยในส่วนของปีที่แล้วให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์เสียก่อน จากนั้นจึงเอาเงินที่เหลือมาแบ่งให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์และผู้ถือหุ้นสามัญเป็นปันผลของปีปัจจุบันไปตามสัดส่วน

จะเห็นได้ว่า ความสม่ำเสมอของรายได้เงินปันผล คือจุดเด่นหลักของหุ้นบุริมสิทธิ์ ทำให้หุ้นบุริมสิทธิ์ถูกมองว่าเป็น “fixed-income security” คือเป็นหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ 

(อย่างไรก็ตาม รายละเอียดอาจมีความแตกต่างกันไป ตามข้อกำหนดของแต่ละบริษัท ผู้ที่จะลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ์จึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีทุกครั้ง)

ประการที่สอง ในกรณีบริษัทมีอันต้องชำระบัญชีเลิกกิจการ พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องปิดกิจการแล้วขายสินทรัพย์ทิ้ง ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งจากการขายสินทรัพย์นั้นก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ (แต่ถัดจากเจ้าหนี้)

นั่นแปลว่า ในบางกรณี ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์อาจได้รับเงินสดจากการขายสินทรัพย์ แต่เงินนั้นอาจไม่เหลือตกไปถึงผู้ถือหุ้นสามัญก็เป็นได้

คาวมได้เปรียบทั้งสองประการข้างต้น เป็นที่มาของชื่อ “preferred” stock คือเป็นหุ้นที่ “เป็นที่โปรดปราน” มากกว่า

อย่างไรก็ตาม หุ้นบุริมสิทธิ์ก็มีข้อเสียเปรียบบางประการที่ “เป็นรอง” หุ้นสามัญ กล่าวคือ แม้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะมีศักดิ์เป็น “เจ้าของกิจการ” แต่สิทธิ์ในการออกเสียงกลับมีน้อยกว่า

ทั้งนี้ หุ้นสามัญ 1 หุ้น จะมีสิทธิ์ออกเสียง 1 เสียง (1:1) แต่หุ้นบุริมสิทธิ์อาจมีสิทธิ์น้อยกว่านั้น เช่น ต้องใช้ถึง 5 หุ้น เพื่อโหวต 1 เสียง (5:1) เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์มีอำนาจในการควบคุมบริษัทน้อยกว่าผู้ถือหุ้นสามัญเยอะ นอกจากนี้ ในแง่ของราคาหลักทรัพย์ เมื่อบริษัทกำลังไปได้ดี ราคาของหุ้นสามัญก็มักจะเพิ่มขึ้นตามผลประกอบการของบริษัท แต่ราคาของหุ้นบุริมสิทธิ์มักจะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก

เหตุผลที่บริษัทออกหุ้นบุริมสิทธิ์ ก็เพื่อเป็นการ “ระดมทุน” โดยเสนอผลตอบแทนในอัตราคงที่เป็นการแลกเปลี่ยน แต่ไม่ทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมสูญเสียอำนาจควบคุมบริษัท (เมื่อเทียบกับการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน) ซึ่งมองได้ว่าเป็นอะไรที่ “วิน-วิน” กันทั้งสองฝ่าย

โดยสรุปแล้ว นักลงทุนที่เหมาะจะถือหุ้นบุริมสิทธิ์ คือผู้ที่ต้องการผลตอบแทนที่มั่นคง โดยไม่หวังการเติบโตของเงินลงทุนมากนักนั่นเอง

ในตอนต่อไปจะมาเล่าถึงการลงทุนของปู่ในหุ้นบุริมสิทธิ์ รับรองว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

รีวิวการลงทุนของผมในปี 2558

11667414_829139800516306_1975077274721338207_n

ปี 2558 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับลดลงประมาณ 15% ถือเป็นปีที่แย่มากๆ ปีหนึ่ง นับตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อราวๆ สิบปีก่อน

ในปีนี้ พอร์ตของหลายคนคงติดลบตัวแดง คนจำนวนมากถอดใจและออกจากตลาดไปแล้ว ขณะที่หลายคนยังถือหุ้นอยู่ด้วยเหตุผลเดียวคือ ‘ติดดอย’ ยังลงไม่ได้ แต่ก็มีบางคนที่เอาตัวรอดมาได้

ผมอยากถือโอกาสรีวิวการลงทุนของตัวเองสักเล็กน้อย เพื่อเป็นการทบทวนสิ่งที่ได้ทำมาตลอดปี 2558 นะครับ

ปี 2558 ที่ผ่านมา หุ้นไทยถือว่าแย่เสียเป็นส่วนใหญ่ นำโดยกลุ่มพลังงานที่แย่ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว และสาหัสขึ้นอีกในปีนี้จากราคาน้ำมันที่ลดลงรุนแรง รวมทั้งกลุ่มเทเลคอมที่มาหักมุมช่วงท้ายปี ดังที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศกำลังถดถอย ผลงานโดยรวมของบริษัทจดทะเบียนถือว่าไม่ดี มีผลประกอบการของบริษัทเพียงจำนวนน้อยที่ออกมาในระดับที่น่าพอใจ ไม่ได้แย่เฉพาะกลุ่มที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น

ในส่วนของผมเอง ผมได้ทำการปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โดยตัดสินใจขายหุ้นค้าปลีกสองตัวที่ถือต่อเนื่องมาหลายปีทิ้งไป เพราะเริ่มเห็นข้อจำกัดทางการเติบโต บวกกับภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่

จากนั้น ผมเอาเงินไปลงทุนเพิ่มในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ “การท่องเที่ยว” จำนวนสามตัว ซึ่งเป็นหุ้นเดิมที่ผมถือมาแล้วหลายปี เนื่องจากเล็งเห็นว่าน่าจะได้รับผลกระทบในทางลบจากเศรษฐกิจไทยค่อนข้างน้อย โดยไม่ได้หวังผลบวกอะไรมากนัก

ผมอาศัยจังหวะในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ที่หุ้นตกรุนแรงหลายครั้ง (ถ้าจำไม่ผิด บางวันตกลงมามากกว่าห้าสิบจุด) เก็บหุ้นเพิ่มได้เป็นจำนวนมาก ด้วยต้นทุนที่ผมมองว่าหาได้ยากมากจริงๆ

นั่นเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้พอร์ตของผมเป็นบวกได้ในปีนี้ ทั้งๆ ที่ตลาดติดลบค่อนข้างเยอะ หลังจากหุ้นที่อิงการท่องเที่ยวสามตัวในพอร์ตปรับตัวขึ้น หลังผลประกอบการไตรมาสที่สามประกาศออกมา

นี่จึงเป็นปีที่ผมเอาชนะตลาดได้อีกครั้งหนึ่ง

หากมีใครถามผมว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดในการลงทุนของผมในปี 2558 คืออะไร ต้องตอบว่า คงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวหุ้น หรือผลการลงทุนที่ดีขึ้น หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อ ‘ภาพใหญ่’

กล่าวคือ ผมเลิกที่จะลงทุนในตลาดหุ้นไทยแบบ “ซื้ออนาคตไกลๆ” แต่หันมาลงทุนแบบ “ซื้ออนาคตใกล้ๆ” และ “ซื้อปัจจุบัน” เป็นหลัก ผสมผสานไปกับการเน้นซื้อหุ้นที่รายได้หลักมาจากต่างประเทศ และศึกษาข้อมูลเพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศไปพร้อมๆ กัน (อันหลังนี่ถือว่าเหนื่อยสุด แต่ก็สนุกและท้าทายดี)

ผมคิดว่า ปี 2559 เป็นปีที่นักลงทุนไทยต้องอยู่กับความเป็นจริงให้มากที่สุด อย่าคาดหวังผลตอบแทนให้สูงนัก แต่ให้ลงทุนแบบประคับประคอง โดยมองหุ้นที่พื้นฐานดี ราคาไม่แพง และมีปันผลพอสมควร เพื่อชดเชยกับการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นซึ่งเป็นสิ่งที่คาดหวังได้น้อย ทั้งนี้ อาจหาจังหวะเข้าซื้อในช่วงที่หุ้นปรับตัวลดลงมากๆ อันน่าจะเกิดขึ้นอยู่เป็นครั้งคราว

ฟังดูเป็นคำแนะนำที่น่าเบื่อ และเคยได้ยินมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ผมก็ยังคิดว่าเราควรทำเช่นนั้นอยู่ดี

สุดท้ายนี้ อยากฝากให้ทุกท่านศึกษาหาความรู้กันไว้เยอะๆ ขอให้จำไว้ว่า “โชค” จะช่วยเราได้เพียงครั้งคราว แต่ “ความรู้” จะช่วยเราได้ตลอดไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

สวัสดีปีใหม่ครับ

ชัชวนันท์ สันธิเดช

Club VI

(31 ธ.ค. 2558)