สินค้าคงเหลือ “พระรอง” ที่ไม่ควรมองข้าม

 

 

ในการพิจารณางบการเงินของบริษัท คนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับ รายได้ กำไร หรือกระแสเงินสด ฯลฯ ซึ่งแทบจะเป็น “พระเอก” ที่ถูกจับจ้องมองดูเป็นอันดับแรกๆ แต่หลายคนอาจมองข้ามรายการบางรายการ เช่น สินค้าคงเหลือ ลูกหนี้การค้า ฯลฯ ที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ “พระรอง” แต่เชื่อไหมครับว่าพระรองเหล่านี้ อาจเป็น “สัญญาณบอกเหตุ” ให้กับเราได้อย่างดีทีเดียว

ในที่นี้ เราจะมาพูดถึง “พระรอง” ที่มีชื่อว่า “สินค้าคงเหลือ” กันก่อนนะครับ

โดยมากแล้ว เรามักรู้จัก “สินค้าคงเหลือ” ในฐานะของ “สินค้าที่ยังขายไม่ออก” (ถ้าขายไปแล้ว จะกลายเป็น “ยอดขาย”) แต่ที่จริง คำๆ นี้มีความหมายกว้างกว่านั้น

ในกรณีของธุรกิจการผลิต เช่น ผลิตกระเบื้องมุงหลังคาหรือผลิตเฟอร์นิเจอร์ สินค้าคงเหลือจะกินความหมายตั้งแต่ วัตถุดิบ งานระหว่างทำ ไปจนถึงสินค้าที่ทำเสร็จแล้ว และสำหรับบางกิจการที่มีโชว์รูม สินค้าตัวโชว์ก็ถือว่าเป็นสินค้าคงเหลืออย่างหนึ่งด้วย

สิ่งที่เราควรทำก็คือ ต้องเปิดดูรายงานประจำปี และเจาะลึกลงไปในงบดุล (ปัจจุบันศัพท์ทางบัญชีเปลี่ยนเป็น งบแสดงฐานะการเงิน) โดยดูว่า “สินค้าคงเหลือ” กับ “ยอดขาย” มีความสอดคล้องกันหรือไม่ ถ้ายอดขายไม่โตขึ้นเลย แต่สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นมาก อย่างนี้เราต้องตั้งคำถามแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

ปกติในงบดุลจะมีตัวเลขกำกับไว้ว่า รายละเอียดของสินค้าคงเหลือตรงกับ “หมายเหตุประกอบงบการเงิน” ข้อใด อย่างงบในมือผมนี้ สินค้าคงเหลือตรงกับหมายเหตุฯ ข้อ 8 (โปรดดูภาพประกอบ)

พอตามไปดูในหมายเหตุฯ ข้อ 8 ผมก็พบว่า สิ่งที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ “วัตถุดิบ” และ “สินค้าสำเร็จ” แต่การบ้านของผมยังไม่จบแค่นี้ เพราะผมต้องการหาด้วยว่า … มันเพิ่มขึ้นเพราะอะไร?!!

เมื่อเปิดดูคำอธิบายของบริษัท ผมก็พบข้อมูลว่า บริษัทได้ซื้อวัตถุดิบมาเก็บไว้ในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง ในส่วนของสินค้าสำเร็จที่เพิ่ม ก็มาจากการขนส่งสินค้าที่หยุดชะงักในช่วงปลายปีเนื่องจากเหตุการณ์มหาอุทกภัย จึงสรุปได้ว่าสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นในกรณีนี้ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ … แบบนี้ถือว่าผ่าน

สิ่งที่นักลงทุนควรตระหนักก็คือ สินค้าคงเหลือมีความสำคัญต่อกิจการต่างๆ ไม่เท่ากัน!!

ธุรกิจบริการ เช่น โรงพยาบาล อาจมีสินค้าคงเหลืออยู่บ้าง เป็นพวกยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียง “ส่วนเติมเต็ม” ของธุรกิจหลัก ซึ่งก็คือ “การบริการ” เพราะฉะนั้น สำหรับธุรกิจประเภทนี้ เราอาจดูสินค้าคงเหลือประกอบ แต่ไม่ต้องซีเรียสกับมันมากนัก

ทว่าสำหรับธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจการผลิตที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้วข้างต้น รวมถึงธุรกิจซื้อมาขายไป เราควรเน้นความสำคัญของสินค้าคงเหลือ และต้องระวัง “การด้อยค่า” ของสินค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างรุนแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสินค้านั้นล้าสมัยเร็ว อาทิ สินค้าเทคโนโลยี สินค้าแฟชั่น ฯลฯ

หากสินค้ามีการด้อยค่า บริษัทอาจบันทึกมูลค่าที่ด้อยลงนั้นเป็น “ค่าใช้จ่าย” ใน “งบกำไรขาดทุน” แล้วลดมูลค่าของสินค้า ซึ่งก็คือ “สินทรัพย์” ใน “งบดุล” ลงไป อันจะส่งผลให้บริษัทมีสินทรัพย์ลดและมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซึ่งแน่นอนว่ากำไรย่อมลดลงตามไปด้วย

ดังนั้น การมีสินทรัพย์ที่ด้อยค่าลงเป็นจำนวนมาก ย่อมไม่ใช่เรื่องดีต่อธุรกิจแน่นอน ส่วนจะบันทึกการด้อยค่าเท่าไรอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บริหารเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ บางบริษัทจะคำนวณ “ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย” เอาไว้ เราจึงควรติดตามดูว่าตัวเลขนี้เพิ่มสูงขึ้นจนผิดสังเกตหรือไม่ ถ้าสูงขึ้นมาก แปลว่าบริษัทเริ่มระบายสินค้าได้ช้าลง ซึ่งบ่งชี้ว่าธุรกิจกำลังมีปัญหา

โดยปกติแล้ว สินค้าที่ล้าสมัยเร็ว บริษัทต้องเคลียร์สต๊อกให้ไว เพราะยิ่งเก็บไว้ก็ยิ่งขายยากและได้ราคาต่ำ เผลอๆ จะขายไม่ออกเลยด้วยซ้ำ

เอาง่ายๆ นะครับ ถ้าโทรศัพท์ไอโฟน 5 ออกมาวางขายแล้ว เคสหุ้มไอโฟน 4 ก็เริ่มนับถอยหลังรอวันตายได้เลย เพราะขนาดตัวเครื่องไม่เท่ากัน พอคนทยอยเปลี่ยนเครื่อง อีกหน่อยเคสไอโฟน 4 ก็คงขายได้น้อยลงเรื่อยๆ

จากที่ได้อรรถาธิบายมาทั้งหมด เห็นหรือยังครับว่า เรื่องราวของสินค้าคงเหลือนั้นสำคัญไม่ใช่เล่นเลย แม้บทบาทของมันจะเป็นเพียง “พระรอง” แต่ก็ไม่ควรถูกมองข้ามด้วยประการทั้งปวงครับ

จอห์น เนฟฟ์ “ชาวสวน” ตัวพ่อ

โดย Club VI

จอห์น เนฟฟ์ เป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าและผู้จัดการกองทุนรวมชื่อดังที่สุดคนหนึ่งของโลก ตลอดระยะเวลา 31 ปี ที่บริหารกองทุนวินเซอร์ เขาทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย 13.7% ต่อปี เอาชนะ S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทน 10.6% กว่า 3% แต่ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักดีที่สุด คือความชอบลงทุนแบบ “สวนกระแส” จนหลายคนมองว่าเนฟฟ์คือ “ชาวสวน” หรือ “The Contrarian” พันธุ์แท้ แห่งโลกของการลงทุน

เนฟฟ์ เกิดเมื่อปี 1931 ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เขาเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง จนถูกครูมองว่าหัวแข็ง และมักมีเรื่องกับคนอื่นอยู่เสมอ เนฟฟ์บอกว่า เขาไม่เคยโอนอ่อนผ่อนตามหากต้องโต้เถียงกับผู้มีอำนาจ แม้แต่แม่ของเขายังบอกว่า เนฟฟ์น่าจะไปเป็นนักกฎหมาย เพราะเป็นคนที่เถียงได้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งกับป้ายบอกทาง แต่บุคลิกนี้กลับเป็นรากฐานสำคัญแห่งการลงทุนของเขาในเวลาต่อมา

ประสบการณ์ในการมองหาคุณค่าของเนฟฟ์เกิดขึ้นจากการเล่นการ์ดเบสบอลกับเพื่อนตอน ป.5 เนฟฟ์สังเกตว่าเด็กคนอื่นมักซื้อการ์ดโดยหวังว่าจะขายได้ในราคาสูงกว่าที่ซื้อมา แต่สุดท้ายแล้ว การ์ดใบไหนที่ราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาก็จะตกลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน  

เมื่ออายุ 18 เขารับจ็อบโดยทำงานกับบริษัทขายอุปกรณ์เครื่องกลให้กับบริษัทของพ่อ ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ว่าธุรกิจน่าเบื่อๆ ก็สามารถทำเงินได้มากมาย ในปีต่อมา เนฟฟ์เข้ารับราชการทหารในสังกัดกองทัพเรือ และได้สั่งสมความรู้ความชำนาญในเรื่องที่ไม่ใช่การรบหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ใดๆ แต่เป็นเรื่องของเกมโป๊กเกอร์ที่เขาและเพื่อนทหารใช้เล่นฆ่าเวลา เนฟฟ์พบว่าคนที่เล่นโป๊กเกอร์เก่งที่สุด คือคนที่เข้าใจเรื่องของโอกาสและความน่าจะเป็น ไม่หลงใหลไปกับเงินก้อนโต หากไม่ใช่โอกาสที่ดีจริงๆ

หลังจากถูกเกณฑ์ทหารอยู่ 2 ปี เนฟฟ์กลับมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น รีเสิร์ฟ และได้ปริญญาในสาขาการเงินและการธนาคาร พบเรียนจบ เขาได้เข้าทำงานที่ธนาคารเนชั่นแนล ซิตี้ ออฟ คลีฟแลนด์ ตำแหน่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เขาก้าวหน้าในสายงานอย่างรวดเร็ว ก่อนจะย้ายไปทำงานกับกลุ่มบริษัทแวนการ์ด โดยเป็นนักวิเคราะห์ของกองทุนวินเซอร์ และได้บริหารกองทุนขณะอายุเพียง 33 ปี

เนฟฟ์ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงกองทุนวินเซอร์ที่กำลังประสบปัญหา โดยขายหุ้นห่วยๆ ทิ้ง และคัดเอาหุ้นคุณภาพมาไว้ในพอร์ต เขาใช้เวลา 31 ปี ทำให้เงินลงทุน 1 เหรียญ ในปี 1964 กลายเป็น 56 เหรียญ ในปี 1995 ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500 ที่การลงทุน 1 เหรียญ จะกลายเป็น 22 เหรียญ ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน

หลักการลงทุนของเนฟฟ์ที่น่าจดจำเอาไปใช้ คือการรู้จักเลือกหุ้นที่ P/E ต่ำๆ อย่างชาญฉลาด (เนฟฟ์น่าจะเป็นนักลงทุนระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับค่า P/E มากที่สุดคนหนึ่ง) โดยเลือกซื้อหุ้นแบบ “สวนกระแส” ไม่แคร์สื่อ โดยซื้อหุ้นที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ หุ้นที่โลกลืม

ที่น่าสนใจคือ เนฟฟ์มีเงื่อนว่าบริษัทที่เขาลงทุน กำไรต้องโตอย่างน้อย 7% แต่ไม่เกิน 20% เพราะถ้าเกินกว่านั้นจะมีความเสี่ยงมากเกินไป โดยเขามักทำนายการเติบโตของกำไรไปข้างหน้า 5 ปี

นอกจากนี้ เนฟฟ์ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงคุณภาพไม่แพ้กัน เขาเน้นย้ำว่า เราต้องเข้าใจบริษัทที่จะเข้าลงทุนอย่างถ่องแท้ โดยเข้าตรวจสอบกิจการว่าโรงงานเป็นอย่างไร สินค้าเป็นอย่างไร บริการเป็นอย่างไร มีตำแหน่งทางการตลาดเป็นอย่างไร รู้จักตั้งคำถามต่อผู้บริหารและฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ ทั้งหมดนี้เป็นไปตามหลัก “การล้วงลึก” ของฟิลิป ฟิชเชอร์ ปรมาจารย์การลงทุนอีกท่านหนึ่ง

ที่สำคัญคือ บริษัทที่เข้าลงทุนต้องมีศักยภาพในการเติบโต อย่าไปลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในขาลง โดยในพอร์ตโฟลิโอต้องมีหุ้นอยู่ไม่มากจนเกินไป อย่าเปลี่ยนตัวหุ้นบ่อย และหลีกเลี่ยงอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วซึ่งนอกจากจะเข้าใจได้ยากแล้วยังคาดการณ์ได้ยากด้วย

 เสน่ห์ในการลงทุนของเนฟฟ์ คือเขาใช้วิธีลงทุนที่ดู “ง่าย” จนไม่น่าเชื่อ คติประจำตัวของเขาคือ “ทำให้ง่ายเข้าไว้” แต่ทั้งหมดอยู่บนรากฐานของความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดในแนวทางของตน ในเวลาที่คนในตลาดพากันแห่ตามกระแสไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง อย่าสนใจหุ้นสุดฮ็อตที่ใครๆ กำลังคลั่งไคล้ อย่าสนใจชาร์ตเทคนิค ซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างดงามในการลงทุน 

ตลอด 31 ปีในการลงทุน เนฟฟ์เอาชนะตลาดได้ถึง 25 ปี ก่อนที่เขาจะเกษียณตัวเองในปี 1995 เนฟฟ์เล่าว่า ในวัยเด็ก แม่เคยบอกว่าเขา “เถียงได้ทุกเรื่อง” ถึงวันนี้ เขาภูมิใจที่ตัวเองได้มาทำงานในสายการลงทุน และ “เถียง” กับตลาดหุ้นมาตลอด 31 ปี โดยเป็นฝ่ายชนะเสียเป็นส่วนใหญ่  

และนี่คือเรื่องราวของสุดยอด “ชาวสวนตัวพ่อ” แห่งวงการลงทุนโลก นามว่า “จอห์น เนฟฟ์”

ข้อมูลอ้างอิง – Wikipedia, John Neff on Investing, The Great Investors

ภาพประกอบ – ของ Vanguard Windsor Fund

 

เจ้าหนี้การค้า ลูกหนี้การค้า และหนี้สูญ, “สัญญาณเตือนภัย” ของกิจการ

By Club VI

เมื่อเปิดงบการเงินของแทบทุกบริษัท เรามักพบรายการ “เจ้าหนี้การค้า” และ “ลูกหนี้การค้า” จนชินตา บางคนอาจมองข้ามไปด้วยซ้ำ เพราะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา บริษัทไหนๆ ก็มี

ในการกู้ยืมทุกประเภท เงินจะถูกส่งผ่านจาก “เจ้าหนี้” ไปสู่ “ลูกหนี้” ซึ่งทุกคนต่างก็ทราบดี แต่สำหรับ “หนี้การค้า” นั้น มีความแตกต่างออกไป

แม้หนี้ทางการค้าจะเป็น “หนี้สิน” อย่างหนึ่ง แต่มันไม่ได้มาจากการ “กู้ยืมเงิน” เหตุเพราะหนี้ประเภทนี้เกิดจากธรรมชาติของการประกอบธุรกิจ ที่ย่อมมีการซื้อขายของกัน เช่น ซื้อวัตถุดิบ ขายสินค้า ฯลฯ และส่วนมากมักซื้อขายกันด้วย “เงินเชื่อ” จนเกิดเป็นหนี้การค้าขึ้นมา

หนี้การค้าเป็นหนี้ที่ไม่มีดอกเบี้ย เพราะจุดประสงค์ของมันคือเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำธุรกิจ ไม่ใช่เพราะต้องการกู้ยืมเงินกัน กล่าวคือ แทนที่จะควักเงินสดจ่ายกันทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ก็ให้บันทึกรวบรวมเอาไว้ก่อน พอถึงกำหนดก็ค่อยมาเคลียร์กันทีเดียว สะดวกกว่ามาก

ปกติแล้ว บริษัทที่ซื้อขายของกันจะตกลงกันว่าจะให้เครดิตกี่วัน เช่น 15 วัน 30 วัน 60 วัน ฯลฯ โดยให้ผู้ซื้อเอาของไปก่อน พอถึงกำหนดชำระค่อยเอาเงินมาจ่ายผู้ขาย หรือจะจ่ายก่อนก็ได้

ด้วยความที่ซื้อของมาแล้วแต่ยังไม่ได้ชำระเงิน ผู้ซื้อจึงต้องบันทึกจำนวนเงินที่เป็นภาระผูกพันดังกล่าว เป็นรายการ “เจ้าหนี้การค้า” ซึ่งจะบอกว่าเรามี “เจ้าหนี้” ที่ต้องเอาเงินไปใช้เขาอยู่เท่าไร

ในส่วนของ “ผู้ขาย” เมื่อยังไม่ได้เงิน ก็ต้องบันทึกจำนวนเงินนั้นเป็น “ลูกหนี้การค้า” ซึ่งหมายถึงเรายังมี “ลูกหนี้” ให้ต้องตามเก็บอยู่เท่านั้นเท่านี้

ดังนั้น ธุรกิจที่มี “ระยะเวลาเรียกเก็บหนี้สั้น” แต่ “ระยะเวลาจ่ายหนี้ยาว” ก็ย่อมได้เปรียบ เพราะได้กระแสเงินสดเข้ามาเร็ว แต่จ่ายออกไปช้า พูดง่ายๆ คือได้เงินมาหมุนก่อน

ธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจค้าปลีก ที่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าบ้านเราชอบนักชอบหนา ยิ่งได้เปรียบกว่านั้นอีก เพราะขายสินค้าเป็นเงินสด ส่งผลให้มีลูกหนี้การค้าน้อยมาก แต่มีระยะเวลาการจ่ายหนี้นานถึง 3-6 เดือน จึงมีเงินสดไว้ใช้ไม่เคยขาดมือ ทำให้หลายบริษัทสามารถจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเสมอ

จะเห็นได้ว่า “เจ้าหนี้การค้า” และ “ลูกหนี้การค้า” เป็นรายการอันเกิดจากการดำเนินงานตามปกติของธุรกิจ   การมีเจ้าหนี้การค้าไม่ได้แปลว่าบริษัทไปกู้เงินใครมา ในทางตรงข้าม การมีลูกหนี้การค้าก็ไม่ได้แปลว่าบริษัทเอาเงินไปปล่อยกู้แต่อย่างใด

และเนื่องจาก เจ้าหนี้การค้า เป็นภาระผูกพัน มันจึงถูกจัดอยู่ใน “งบแสดงฐานะการเงิน” (ที่แต่เดิมเรียกงบดุลนั่นแหล่ะ) เป็นประเภทหนึ่งของ “หนี้สิน” ในขณะที่ ลูกหนี้การค้า เป็นจำนวนเงินที่รอเปลี่ยนเป็นเงินสด มันจึงถูกจัดเป็น “สินทรัพย์” อยู่ในงบแสดงฐานะการเงินเช่นกัน

ขั้นต่อไป มาดูกันเถอะครับว่า เราจะวิเคราะห์มันอย่างไรได้บ้าง

โดยทั่วไป การจะบอกว่าบริษัทหนึ่งๆ ควรมี “เจ้าหนี้การค้า” และ “ลูกหนี้การค้า” มากน้อยแค่ไหนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากกิจการแต่ละประเภทย่อมมีลักษณะและนโยบายที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น เราสามารถดูคร่าวๆ ได้จากตัวเลขของปีก่อนหน้าว่ารายการทั้งสองมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากจนผิดสังเกตหรือไม่

ปกติแล้วการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้และลูกหนี้การค้าควรสอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น ทว่าหากนักลงทุนพบเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดสังเกตหรือน่าสงสัย ก็ควรพลิกดูในหมายเหตุประกอบงบการเงินเพื่อหาคำตอบ หากรู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลก็ควรตั้งข้อสงสัยและหาข้อมูลเพิ่มเติม

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญก็คือ รายการที่บริษัทมีกับ “กิจการที่เกี่ยวข้อง” ไม่ว่าจะเป็น “บริษัทลูก” หรือ “บริษัทที่มีกรรมการร่วม” ก็ตาม

ตัวอย่างเช่น อาจมีกรรมการตัวแสบของบริษัท A เอาบริษัท B ซึ่งตัวเองมีเอี่ยวอยู่ด้วยทำทีมาซื้อของ บริษัท A จึงบันทึกรายการเป็น “ลูกหนี้การค้า” จากนั้นบริษัท B ก็หอบของหนีหายไป พอครบกำหนดก็ไม่มาจ่ายเงิน

ครั้นเวลาผ่านไป บริษัท A จึงจำต้องตัดลูกหนี้เป็น “หนี้สูญ” ปล่อยให้ภาระตกอยู่บนบ่าของนักลงทุนอย่างเราๆ ส่วนบริษัท B ของกรรมการรายนั้นก็เอาของไปขายได้เงินใช้สบาย (ที่พูดนี่มีจริงนะครับ…ไม่ใช่ไม่มี เจอกันมาเยอะแล้ว)

พูดถึง “หนี้สูญ” นี่คือสิ่งที่นักลงทุนพึงระวังให้จงหนัก โดยต้องตรวจสอบว่าบริษัทมีสัดส่วนลูกหนี้การค้าที่เกินกำหนดชำระเงินไปแล้วมากน้อยเพียงใด หากมีมากย่อมเป็นสัญญาณที่ไม่ดี เพราะถ้าตามเก็บไม่ได้จริงๆ ลูกหนี้การค้าเหล่านั้นก็จะถูกตัดเป็นหนี้สูญ ซึ่งถือเป็นความเสียหายของบริษัท

การที่ลูกหนี้การค้าถูกตัดเป็นหนี้สูญ หรือถูกหักเป็น “ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ” (หมายถึงหนี้ที่ยังไม่สูญ แต่มีโอกาสจะสูญ) หมายความว่า “สินทรัพย์” ที่บริษัทเป็นเจ้าของอยู่กำลังลดน้อยถอยลง ซึ่งคงไม่ดีแน่ๆ จริงไหมครับ

ทั้งนี้ ลูกหนี้การค้าที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน เป็น “ลูกหนี้การค้าสุทธิ” ซึ่งหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น แม้เราเปิดดูงบแสดงฐานะการเงินผ่านๆ แล้วเหมือนไม่มีอะไร เป็นไปได้ว่าในปีที่ผ่านมาอาจมีการหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไปแล้วเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้อเท็จจริงตรงนี้เราไม่อาจทราบได้เลยถ้าไม่เปิดดูในหมายเหตุประกอบงบการเงิน

ก่อนจบ ขอทวนอีกครั้งว่า ในส่วนของ “ลูกหนี้การค้า” เราต้องจับตามองว่ามันเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เรียบร้อยดีหรือไม่ ส่วน “เจ้าหนี้การค้า” เราต้องดูว่าบริษัทไปซื้ออะไรมาเยอะเกินไปหรือเปล่า สอดคล้องกับยอดขายหรือไม่ ยังค้างเป็น “สินค้าคงเหลือ” อยู่หรือไม่ ถ้าบริษัทไปซื้อของมามากๆ แต่ขายไม่ออก ไปกองเป็นสินค้าคงเหลือบานเบอะก็คงไม่เข้าท่าแน่นอน

เห็นหรือยังครับว่า เรื่องของเจ้าหนี้-ลูกหนี้การค้า มีประเด็นที่ต้องใส่ใจอยู่หลายต่อหลายจุด นักลงทุนจึงควรทำตัวเป็นนักสืบ ลองแกะงบไปเรื่อยๆ เมื่อนั้นท่านอาจพบ “สัญญาณเตือนภัย” อันบ่งบอกถึงความผิดปกติที่ซุกซ่อนอยู่ก็เป็นได้ครับ