ชาร์ลี มังเกอร์ ที่สอง..ที่โลกต้องจดจำ

Charlie_Munger

ชาร์ลี มังเกอร์

(1924-ปัจจุบัน)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ชาร์ลี มังเกอร์ เป็นรองประธานบริหารของเบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ เขาเป็นคู่หูของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก และเป็นผู้ร่วมก่อร่างสร้างเบิร์คไชร์จนกลายเป็นมหาอาณาจักรการลงทุนที่ยิ่งใหญ่

มังเกอร์เกิดเมื่อปี 1924 ที่โอมาฮา เช่นเดียวกับบัฟเฟตต์ โดยเขาแก่กว่าวอร์เรน 6 ปี สมัยวัยรุ่น เขาเคยทำงานในร้านขายของชำของคุณปู่ของวอร์เรน และถูกใช้งานหนักมาก แต่ก็ได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจมากมายจากการรับจ็อบที่ร้านของครอบครัวบัฟเฟตต์ในครั้งนั้น

คู่หูของบัฟเฟตต์ผู้นี้ เป็นคนเฉลียวฉลาดและเชื่อมั่นในตัวเอง อุปนิสัยติดดิน กินง่ายอยู่ง่ายเช่นเดียวกับปู่บัฟฟ์ ที่ต่างกันคือปู่มังก์มีบุคลิกโผงผาง พูดจาขวานผ่าซากจนหลายคนมองว่าหยาบคาย ต่างจากบัฟเฟตต์ที่สุภาพ พูดจาดี และน่าคบหากว่า

หลังจบมัธยมฯ มังเกอร์เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนในสาขาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ แต่แล้วเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เขาก็ต้องพักการเรียนและถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในกองทัพเช่นเดียวกับคนหนุ่มในยุคนั้น โดยประจำการอยู่ที่อลาสก้าในตำแหน่งนักอุตุนิยมวิทยา พอสงครามยุติลง เขาไม่ได้กลับไปเรียนที่มิชิแกน แต่เบนเข็มไปเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คณะนิติศาสตร์ และจบปริญญาตรีในปี 1948 ด้วยดีกรีเกียรตินิยม

หลังจากจบฮาร์วาร์ด มังเกอร์ร่วมกับเพื่อนอีก 6 คน ตั้งสำนักงานกฎหมายของตัวเอง ชื่อ มังเกอร์, โทลส์ แอนด์ โอลสัน โดยตัวเขาเป็นทนายความด้านอสังหาริมทรัพย์ พอถึงปี 1965 เขาวางมือจากการด้านกฎหมาย และหันมาทำงานด้านการลงทุนเต็มตัว โดยร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริษัทการลงทุน

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยเขียนเล่าไว้ว่า ตั้งแต่ปี 1962-75 บริษัทการลงทุนของมังเกอร์ทำผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 19.8% ต่อปี ขณะที่ ดาวโจนส์ ให้ผลตอบแทนเพียง 5% จนฐานะของมังเกอร์ในเวลานั้น ถือว่าเข้าขั้น “เศรษฐี” เลยทีเดียว

นั่นหมายความว่า ชาร์ลี มังเกอร์ “เก่ง” และ “รวย” ตั้งแต่ก่อนที่จะมาเจอบัฟเฟตต์ ไม่ใช่รวยเพราะมาทำงานกับปู่บัฟฟ์เหมือนที่หลายคนเข้าใจ

ที่จริงแล้ว การพบกันครั้งแรกของมังเกอร์และบัฟเฟตต์เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1959 ระหว่างที่มังเกอร์ยังทำงานด้านกฏหมายอยู่ โดยเพื่อนของพวกเขานัดให้มารับประทานอาหารกลางวันกัน ปรากฏว่าทั้งสองถูกชะตากันตั้งแต่แรกพบ และรู้สึกทันทีว่าอีกฝ่ายมีอะไรที่คล้ายคลึงกับตนเอง

บัฟเฟตต์พยายามหว่านล้อมมังเกอร์ว่าเขาน่าจะทำอย่างอื่นกับชีวิตแทนที่จะเป็นนักกฏหมาย โดยชี้ให้เห็นว่าการลงทุนเป็นอาชีพที่ดีและทำเงินได้เยอะกว่ามาก เป็นไปได้ว่าคำแนะนำของบัฟเฟตต์ครั้งนั้นน่าจะมีอิทธิพลให้มังเกอร์เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักลงทุนเต็มตัวในเวลาต่อมา

หลังจากนั้น ทั้งคู่ยังติดต่อกันเป็นครั้งคราว ก่อนจะมาร่วมงานกันอย่างเป็นทางการในปี 1978  โดยบัฟเฟตต์ชวนให้มังเกอร์มารับตำแหน่งรองประธานของเบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ซึ่งตัวเขาเป็นประธานอยู่

พอได้มาร่วมงานกัน มังเกอร์และบัฟเฟตต์กลายเป็นสองคน สองคม ต่างรู้อกรู้ใจ เติมเต็มความคิดซึ่งกันและกัน ทำงานเข้าขา จนเบิร์คไชร์เติบใหญ่ต่อเนื่องกลายเป็นองค์กรขนาดยักษ์อันดับต้นๆ ของโลก ต้องถือว่าเป็นคู่หูที่ฟ้าลิขิตให้มาเจอกันโดยแท้

ที่สำคัญที่สุดคือ มังเกอร์ได้ทำให้บัฟเฟตต์ มาถึง “จุดก้าวกระโดด” สำคัญของชีวิต โดยเขาเป็นผู้ทำให้ “เทพเจ้าแห่งโอมาฮา” สลัดตัวเองหลุดจากกฏเกณฑ์ในการเลือกหุ้นอันเข้มงวดของเบนจามิน เกรแฮม และหันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนมากขึ้น อันเป็นแนวทางของฟิลิป ฟิชเชอร์ กูรูการลงทุนอีกคนหนึ่ง อันถือเป็นการ “เปิดโลกใหม่” ให้กับบัฟเฟตต์เลยก็ว่าได้

หลายคนมองว่า หากไม่ได้มังเกอร์ บัฟเฟตต์คงพลาดโอกาสงามๆ ในการลงทุนอีกมาก ซึ่งรวมถึง โคคา โคล่า, พีแอนด์จี ฯลฯ แม้บัฟเฟตต์เองยังยอมรับว่า เขาเป็น “หนี้ความรู้” มังเกอร์ โดยบอกว่าตัวเขาคง “จน” กว่านี้เยอะ ถ้าฟังแต่ เบนจามิน เกรแฮม เพียงคนเดียว

หลักในการลงทุนข้อใหญ่ๆ ของมังเกอร์ ค่อนข้างคล้ายคลึงกับบัฟเฟตต์ โดยให้เน้นธุรกิจที่มีคุณภาพ มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ฐานะทางการเงินดี มีความสามารถในการทำกำไร มีส่วนต่างแห่งความปลอดภัย มีผู้บริหารที่เก่งและซื่อสัตย์

ทั้งนี้ มังเกอร์เป็นคนทำให้บัฟเฟตต์เลิกค้นหา “บริษัทระดับปานกลางในราคาถูก” แต่ให้หา “บริษัทยอดเยี่ยม ในราคายุติธรรม” อันเป็นหลักคิดที่พิสูจน์แล้วว่าถูกต้องอย่างยิ่ง

ทุกวันนี้ มังเกอร์ยังทำงานกับบัฟเฟตต์ด้วยความสนุกสนานในออฟฟิศเล็กๆ ของเบิร์คไชร์ ในโอมาฮา เหมือนที่เป็นมาตลอดหลายสิบปี บัฟเฟตต์บอกว่า เขาและมังเกอร์จะทำงานต่อไปจนกว่าจะจำกันและกันไม่ได้

นอกจากนี้ ในการประชุมประจำปีของเบิร์คไชร์ทุกครั้ง มังเกอร์จะนั่งเคียงข้างบัฟเฟตต์บนเวที ต่อหน้านักลงทุนหลายหมื่นคนที่หลั่งไหลกันมาจากทั่วโลก เพื่อตอบคำถามและพบปะกับพวกเขาเหล่านั้นเป็นเวลาหลายต่อหลายชั่วโมง

แม้ว่า “ที่สอง” มักไม่ค่อยเป็นที่จดจำของผู้คน แต่หากไม่มี “ที่สอง” อย่างมังเกอร์ ก็อาจไม่มี “ที่หนึ่ง” อย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันนี้ก็เป็นได้

นั่นทำให้เราควรยกย่อง ชาร์ลี มังเกอร์ รองประธานของเบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ในฐานะ “ที่สอง ที่โลกต้องจดจำ” และจารึกชื่อของเขาไว้ในทำเนียบสุดยอดนักลงทุนโลกอย่างเต็มภาคภูมิ!!

ข้อมูลอ้างอิง: 4 Investment Gurus, The Great Investors, The Essays of Warren Buffett, Wikipedia

ภาพประกอบ : Moneynews.com

สินทรัพย์ ค่าเสื่อมราคา กับ “ภาพลวงตา” ทางบัญชี

assets

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ สุภศักดิ์ จุลละศร

“สินทรัพย์” (Asset) คือรายการแรกใน “งบดุล” ของกิจการ อันหมายถึงคือ ทรัพย์สมบัติที่กิจการมี โดยเราสามารถแบ่งสินทรัพย์ออกเป็นสองประเภท คือ สินทรัพย์หมุนเวียน กับ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน

สินทรัพย์หมุนเวียน ( Current Assets) หมายถึงสินทรัพย์ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ ฯลฯ

ส่วน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-current Assets) เรียกอีกอย่างว่า “สินทรัพย์ถาวร” หมายถึงสินทรัพย์ที่มีอายุเกิน 1 ปี เช่น ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ เงินที่ให้บริษัทลูกกู้ยืมระยะยาว ฯลฯ

ในส่วนของสินทรัพย์ถาวร บางรายการเป็นสินทรัพย์ที่เราซื้อมาเพื่อใช้งาน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

ปกติเวลาคนทั่วไปซื้อทรัพย์สิน เช่น เราซื้อคอมพิวเตอร์มาหนึ่งเครื่อง ราคา 3 หมื่นบาท เรามักจะบันทึกบัญชีส่วนตัวเป็น “ค่าใช้จ่าย 3 หมื่นบาท” ใช่ไหมครับ?

แต่หลักการบัญชีสำหรับธุรกิจ จะไม่บันทึกเช่นนั้น ด้วยหลักคิดที่ว่า เมื่อเราซื้อของเข้ามา เรายังไม่ได้เสียอะไรไป เราเพียงแต่แปลงสภาพจาก “สินทรัพย์อย่างหนึ่ง” คือ “เงินสด” ไปเป็น “สินทรัพย์อีกอย่างหนึ่ง” คือ “เครื่องคอมพิวเตอร์” เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เครื่องคอมพิวเตอร์ย่อมมีอายุใช้งานจำกัด และเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา เพราะฉะนั้น ในแต่ละปีที่ผ่านไป มูลค่าของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นย่อมลดลงเรื่อยๆ เราจึงต้องทยอย “ตัดค่าเสื่อมราคา” ออกไปในแต่ละปี

“ค่าเสื่อมราคา” ถือเป็น “ค่าใช้จ่าย” อย่างหนึ่ง โดยการบันทึกค่าเสื่อมราคา จะแตกต่างกันไปตามอายุการใช้งานของสินทรัพย์นั้นๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ตามตัวอย่างข้างต้น มีอายุการใช้งาน  5 ปี ก็เอามูลค่าของมันคือ 30,000 บาท หารด้วย 5

ดังนั้น ในแต่ละปี กิจการจึงมี “ค่าเสื่อมราคา” ของคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ 6,000 บาท (30,000/5) เป็นรายการประเภท “ค่าใช้จ่าย” ในงบกำไรขาดทุน

depre

ทั้งนี้ หลักการบันทึกค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์จะมีมาตรฐานทางการบัญชีกำหนดไว้ อาทิ เครื่องใช้สำนักงาน มีอายุ 3-5 ปี, ยานพาหนะ 5 ปี, เครื่องจักรและอุปกรณ์โรงงาน 5-20 ปี, อาคารและสิ่งปลูกสร้าง 5-20 ปี (ยกเว้น “ที่ดิน” ที่ไม่มีการตัดค่าเสื่อมฯ เพราะในทางบัญชีถือว่าไม่มีการเสื่อมสภาพ) เป็นต้น โดยแต่ละบริษัทอาจกำหนดการใช้งานของสินทรัพย์ต่างๆ กันไป ขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นจริง

ในหลายๆ ธุรกิจที่ไม่ได้มีเรื่องของการผลิต เช่น ธุรกิจบริการ ธุรกิจค้าปลีก ฯลฯ เรื่องของค่าเสื่อมราคาอาจไม่ได้มีผลมากนัก เพราะบริษัทเหล่านั้นไม่ได้มีสินทรัพย์ขนาดใหญ่ให้ต้องตัดค่าเสื่อมฯ เท่าไร

แต่สำหรับกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิต และมีสินทรัพย์ถาวรจำนวนมาก เช่น ที่ดิน อาคาร และเครื่องจักรขนาดใหญ่ เรื่องของค่าเสื่อมราคาถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการบันทึกค่าเสื่อมฯ จะส่งผลต่อ “กำไร” ของบริษัทค่อนข้างมาก

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทซื้อเครื่องจักรมาในราคา 100 ล้านบาท และบันทึกอายุการใช้งานของเครื่องจักร 5 ปี บริษัทย่อมต้องตัดค่าเสื่อมราคา สูงถึงปีละ 20 ล้านบาท (100/5 = 20) ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทในช่วง 5 ปีนั้น อย่างรุนแรง พูดง่ายๆ คือ กำไรหายไปปีละ 20 ล้าน

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เครื่องจักรนั้นอาจใช้งานได้ถึง 10 ปี ซึ่งถ้าบริษัทตัดค่าเสื่อมราคาสอดคล้องกับความเป็นจริง ก็จะบันทึกค่าเสื่อมฯ เพียงปีละ 10 ล้านบาท (100/10 = 10) กำไรจึงหายไปแค่ปีละ 10 ล้าน

จะเห็นได้ว่า การบันทึกค่าเสื่อมสองแบบ ส่งผลให้กำไรของบริษัทแตกต่างกันถึงปีละ 10 ล้านบาท .. ไม่ใช่น้อยๆ เลยจริงไหมครับ?  

ดังนั้น ในการอ่านงบการเงิน เราจึงควรพิจารณาประเด็นเหล่านี้ให้ดี เพราะการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของกำไรของแต่ละบริษัท อาจเป็นผลมาจากการตัดค่าเสื่อมราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจในอุตสาหกรรมการผลิตดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

บางครั้ง ตัวเลขกำไรที่ลดลง อาจมาจากการตัดค่าเสื่อมฯ ที่หนักหน่วงเกินไปในช่วงแรก ทำให้ผลประกอบการออกมาดูแย่กว่าความเป็นจริง ในทางตรงกันข้าม ตัวเลขกำไรที่เพิ่มขึ้น อาจมาจากการที่บริษัทตัดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์บางชิ้นจนหมดแล้ว และไม่มีค่าใช้จ่ายรายการนั้นอีกต่อไป ซึ่งไม่ได้แปลว่ากิจการมี Performance ดีขึ้น แต่อย่างใด

นี่คือเรื่องของสินทรัพย์และค่าเสื่อมราคา ซึ่งนักลงทุนควรรู้ไว้ เพื่อจะได้อ่านผลประกอบการของบริษัทอย่างถูกต้องและเข้าใจถึงศักยภาพที่แท้จริงของบริษัทที่เราศึกษาอยู่อย่างถ่องแท้

ไม่หลงไปกับ “ภาพลวงตา” ทางบัญชีครับ

แอนโธนี่ โบลตัน สุภาพบุรุษยอดนักลงทุน

81RlnTfMf2L

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

แอนโธนี่ โบลตัน เป็นผู้จัดการกองทุนชื่อดังชาวอังกฤษ เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นนักลงทุนที่ดีที่สุดของสหราชอาณาจักร แม้ ปีเตอร์ ลินช์ สุดยอดผู้จัดการกองทุนระดับตำนานยังยกย่องว่า โบลตันเป็นนักลงทุนที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลก

โบลตันเกิดเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 1950 ในครอบครัวชนชั้นกลางที่ประเทศอังกฤษ พ่อของเขาเป็นทนายความ และได้เลี้ยงดูฟูมฟักลูกชายในแบบของผู้ดีอังกฤษแท้ๆ เขาเป็นคนบุคลิกดี สุขุม สุภาพ ซื่อสัตย์ รู้จักวางตัวและให้เกียรติผู้อื่น ว่ากันว่าใครที่ได้รู้จักโบลตันต่างนิยมชมชอบเขาแทบทุกคน

โบลตันเรียนจบปริญญาตรีที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ก่อนจะหันเหไปทำงานในสายการเงิน โดยทำงานกับบริษัทหลักทรัพย์สองแห่ง ก่อนที่ในปี 1979 จะมาลงเอยกับ ฟิเดลิตี้ บริษัทการลงทุนชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ซึ่ง ปีเตอร์ ลินช์ ทำงานอยู่ ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการลงทุน สาขาลอนดอน คนแรกของฟิเดลิตี้

ทันทีที่รับตำแหน่ง โบลตันได้รับมอบหมายให้บริหารกองทรัสต์ชื่อ Fidelity Special Situations Trust โดยเน้นลงทุนในหุ้นยุโรป เขาได้รับอิสระอย่างเต็มที่ในการบริหาร และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึง 19.5% ในระยะเวลา 28 ปี ระหว่างปี 1980-2007 เอาชนะ FTSE หรือดัชนีรวมหุ้นทุกตัวถึง 6 %

คนที่ลงทุนในกองทุนที่โบลตันบริหารตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อปี 1980 ด้วยเงิน 10,000 เหรียญ เงินจำนวนนั้นจะทวีมูลค่ากลายเป็น 1,480,200 เหรียญ ณ สิ้นปี 2007

ตรงจุดนี้ ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่า แม้โบลตันจะทำได้ 19.5% ด้อยกว่า ปีเตอร์ ลินช์ ที่ทำได้ 29.2% เกือบ 10% แต่ลินช์บริหารกองทุนแม็คเจลแลนอยู่เพียง 13 ปี แล้วเกษียณตัวเองอย่างรวดเร็ว ขณะที่โบลตันทำงานต่อเนื่องยาวนานถึง 28 ปี ซึ่งย่อมต้องผ่านวัฏจักรต่างๆ ของตลาดหุ้นมามากกว่า

หลักการลงทุนของโบลตัน ข้อสำคัญที่สุดคือต้องกล้า “สวนกระแส” ต้องกล้าทำตรงข้ามกับฝูงชน รู้จักมองหาหุ้นที่ไม่มีใครสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่กำลังประสบปัญหา แต่มีสัญญาณว่ากำลังจะฟื้นตัวกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมักเป็นโอกาสงามๆ ในการลงทุน

โบลตันให้ความสำคัญกับพื้นฐานของกิจการตามหลักของ เบนจามิน เกรแฮม เขาเน้นว่าในการซื้อหุ้น เราต้องมองว่ากำลังซื้อ “ส่วนหนึ่งของธุรกิจ” และถามตัวเองว่าถ้าต้องซื้อบริษัทนั้นทั้งบริษัท จะซื้อหรือไม่ รวมทั้งควรศึกษาถึงความได้เปรียบในการแข่งขัน แฟรนไชส์ของบริษัท อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่ง เขานิยมบริษัทที่เข้าใจง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เป็นบริษัทที่มีความมั่นคงถาวร

อีกจุดหนึ่งที่โบลตันให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือเรื่องของ “ผู้บริหาร” เขาเน้นว่าผู้บริหารต้องมีความสามารถ และมีธรรมาภิบาล บริหารงานอย่างโปร่งใส พูดความจริง ไม่โม้ ที่สำคัญคือถ้าทำผิดแล้วต้องยอมรับผิด จุดนี้จุดเดียวทำให้รู้ได้เลยว่าผู้บริหารคนไหนไว้ใจได้หรือไม่ โดยเขาไม่เคยละเลยที่จะสานสัมพันธ์กับผู้บริหารบริษัทต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ โบลตันจะนัดประชุมกับผู้บริหารของบริษัทที่เขาเข้าไปลงทุนอยู่เสมออย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง โดยเขาจะจดบันทึกรายละเอียดในการประชุมทุกครั้งไว้เสมอ

ในเชิงปริมาณ โบลตันจะพิจารณาราคาหุ้นย้อนหลัง 3 – 10 ปี รวมทั้งตัวแปรอื่นๆ คือ ค่า P/E ค่า P/BV, กระแสเงินสดอิสระต่อหุ้น (FCF), ดูผลตอบแทนจากเงินลงทุนเป็นกระแสเงินสด (CFROI), ดูอัตราส่วนราคาต่อยอดขาย ดูรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ดูสัดส่วนของหุ้นที่คนในถือ ดูรายงานทางการเงิน อันดับเครดิตของบริษัท ดูความเห็นของนักวิเคราะห์เพื่อทราบถึงความนิยมที่ผู้คนมีต่อหุ้นตัวนั้น

ที่สำคัญคือ โบลตันต้องการชุดของข้อมูลย้อนหลังไป 20 ปี หรืออย่างน้อยต้องไม่น้อยกว่า 10 ปี เขาบอกว่า ข้อมูลที่ไม่ถึง 10 ปี อาจไม่ครอบคลุมถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจนั้นๆ

โบลตันเชื่อว่านักลงทุนต้องมีคุณสมบัติหลายอย่างในการที่จะประสบความสำเร็จ โดยต้องรู้จักคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ใช้ตรรกะ อย่าใช้อารมณ์ ต้องกล้าคิดอย่างเป็นอิสระ อย่าหลงใหลไปตามกระแสของคนหมู่มาก ขณะเดียวกันก็ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน อย่าหลงลำพอง มีความยืดหยุ่นและกล้าที่จะปรับเปลี่ยน ต้องรู้จักตั้งคำถาม รู้จักวิเคราะห์ รู้จักมองการณ์ไกล โดยให้ดูหุ้นเป็นรายตัว อย่าไปสนใจเรื่องมหภาคมากนัก

ก่อนวางมือไม่นาน โบลตันได้เอาเงินของกองทุนไปลงทุนในตลาดหุ้นจีน เพราะเล็งเห็นว่าแผ่นดินมังกรจะกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต ซึ่งการณ์ก็เป็นไปตามที่เขาคาดทุกประการ

โบลตัน เกษียณตัวเองในปี 2007 ขณะอายุ 57 ปี โดยหันไปเล่นดนตรี และเคยออกอัลบั้มของตัวเองด้วย นอกจากนี้ เขายังเขียนคอลัมน์ลงใน นสพ. Financial Times เพื่อให้คำแนะนำด้านการลงทุน ทว่าล่าสุด ในปี 2009 เขาทนความเย้ายวนของตลาดหุ้นจีนไม่ไหว จึงกลับเข้าทำงานกับฟิเดลิตี้อีกครั้งหนึ่ง โดยรับตำแหน่งเป็นประธานฝ่ายการลงทุน ก่อนจะย้ายไปพำนักในฮ่องกงและเน้นลงทุนในตลาดหุ้นจีนโดยเฉพาะ

แอนโธนี่ โบลตัน เป็นนักลงทุนในแบบฉบับของ “ผู้ดีอังกฤษ” แท้ๆ ผู้มากไปด้วยความสามารถและอุปนิสัยอันงดงาม การที่ ปีเตอร์ ลินช์ ยกย่องโบลตันว่าเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่เก่งที่สุดในโลก ย่อมเป็นเครื่องการันตีความสามารถของสุภาพบุรุษนักลงทุนผู้นี้ได้เป็นอย่างดี

———-

แหล่งข้อมูล : The Great Investors, Wikipedia ภาพประกอบ : หนังสือ Investing Against the Tide สำนักพิมพ์ FT Prentice Hall