PEG “อาวุธหนัก” ของคนหวังผลไกล

PEGโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ สุภศักดิ์ จุลละศร

ดังที่ได้อธิบายมาในตอนก่อนหน้านี้แล้วว่า เราสามารถวัดความถูกแพงของหุ้นโดยใช้ค่า P/E (ซึ่งได้จาก “ราคา” หารด้วย “กำไรต่อหุ้น”) แต่มันก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป อีกทั้งยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ

หุ้น 2 ตัว แม้ค่า P/E จะเท่ากัน แต่ความน่าซื้ออาจไม่เท่ากันก็ได้

หุ้นบางตัวเราคิดว่า “ถูก” เพราะเห็นว่ามีค่า P/E ต่ำ แต่ที่จริงมันอาจไม่ได้น่าซื้อ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่อยู่ในขาลง ในทางกลับกัน หุ้นบางตัวเราคิดว่า “แพง” เพราะเห็นค่า P/E สูง แต่ความจริงมันอาจไม่ได้แพงเลยเมื่อเทียบกับตัวกิจการที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

คงจะพอเห็นแล้วใช่มั้ยครับว่า ค่า P/E ได้มองข้ามบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญมากๆ ไป และสิ่งนั้นก็คือ “ศักยภาพในการเติบโต” นั่นเอง หากเรามัวแต่มองค่า P/E เราก็ แทบจะ ไม่มีวันได้ซื้อหุ้นที่หลายคนมองว่า “เจ๋ง” ที่สุดในตลาด นั่นก็คือ “หุ้นเติบโต”

ด้วยเหตุนี้ เราจึงมักใช้ค่า PEG ซึ่งเป็นการวัดความถูกแพงของหุ้นอีกวิธีหนึ่ง โดยให้น้ำหนักกับเรื่องของ “การเติบโต” เป็นสำคัญ

PEG หรือ P/E to Growth เป็นเครื่องมือโปรดของ ปีเตอร์ ลินช์ ผู้จัดการกองทุนแม็คเจลแลน และสุดยอดนักลงทุนคนหนึ่งของโลก เนื่องจากเขาเน้นลงทุนใน Growth Stock หรือ “หุ้นเติบโต” เป็นหลัก ซึ่งทำให้ VI ทั่วโลกที่เดินตามรอยลินช์ นิยมหาค่า PEG เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนด้วยเช่นกัน

ตัว “G” หรือ Growth นั้นก็คือ “การเติบโต” ในที่นี้หมายถึงการเติบโตของ “กำไร” เท่านั้น (ไม่ใช่ ยอดขาย, เงินปันผล หรืออื่นๆ)

ในการหาค่า PEG เราจำเป็นต้องรู้ทั้งค่า P/E และค่า G แต่ส่วนใหญ่ความยากอยู่ที่การหาตัว G นี่เอง เพราะเราต้องทราบถึงการเติบโตที่ผ่านมาอย่างน้อย 3-5 ปีเสียก่อน โดยหาค่าที่เรียกว่า “CAGR” (Compounding Annual Growth Rate) หรือ อัตราการเติบโตแบบทบต้นของกำไรสุทธิ

ตัวอย่างเช่น “บมจ.โชห่วยหมด” ทำธุรกิจร้านค้าปลีกเครือข่าย มีสาขากระจายทั่วประเทศไทย โดยมีกำไรสุทธิในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาดังนี้

ปี

กำไร (ขาดทุน)

อัตราการเติบโต

2554

8,008

20.2%

2553

6,663

33.5%

2552

4,992

51.2%

2551

3,301

แม้เราจะเห็นว่าอัตราการเติบโตของ บมจ.โชห่วยหมด ในปี 2554 เท่ากับ (8008 / 6663) – 1 = 20.2% แต่นี่ก็เป็นการเติบโตที่เทียบ “ปีต่อปี” คือ เอากำไรของปี 2554 เทียบกับของปี 2553 ตามสมการ

หากต้องการหาอัตราการเติบโต 3 ปีย้อนหลัง เราจะคำนวณแบบ CAGR ซึ่งก็คล้ายๆ กับสมการข้างต้น เพียงแต่เราเอากำไรของปี 2554 เทียบกับของปี 2551 แทน และเนื่องจากเป็นการเทียบข้ามไป 3 ปี เราจึงต้องถอดรากที่ 3 ด้วย ดังสมการ

เมื่อกดเครื่องคิดเลขก็จะได้ค่า CAGR ย้อนหลัง 3 ปี เท่ากับ 34.4% ปัญหาก็คือ เราจะเชื่ออัตราการเติบโตแบบปีต่อปี (20.2%) หรือว่าแบบ CAGR (34.4%) ดี ซึ่งผมมองอย่างนี้ครับ…

หากย้อนกลับไปดูอัตราการเติบโตแบบปีต่อปีในตาราง เราจะพบว่าการเติบโตของกำไรในแต่ละปีมีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าบริษัทเก่งน้อยลง แต่น่าจะเป็นเพราะ “ฐานกำไร” ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแม้กำไรของบริษัทจะยังคงเติบโตได้ปีละ 2 พันล้านบาท แต่เมื่อคิดการเติบโตเป็นเปอร์เซ็นต์ก็จะดูว่ามันค่อยๆ ลดลง

เมื่อมองไปในอนาคต ผมจึงค่อนข้างเทใจให้อัตราการเติบโตที่ 20.2% มากกว่า และจะใช้ตัวเลขนี้เป็น “ค่า G” ในกรณีของ บมจ.โชห่วยหมด ทีนี้พอได้ค่า G ออกมาก็ไม่มีอะไรยากแล้วครับ เอา P/E ตั้ง หารด้วย G ก็ได้ค่า PEG ออกมาแล้ว

สำหรับเกณฑ์โดยทั่วไป ค่า PEG ของกิจการที่เหมาะสมไม่ควรเกิน “1” มิฉะนั้นอาจมองได้ว่าแพงเกินไปเมื่อเทียบกับการเติบโต

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ … “ค่า G เท่ากับเท่าไร ค่า P/E ก็ไม่ควรสูงกว่านั้น!!”

PEG-G

จากตัวอย่างเดิมอีกครั้ง สมมติค่า P/E ของ บมจ.โชห่วยหมด อยู่ที่ 33.5 เท่า, เอา 33.5 ตั้ง หารด้วย 20.2 (ตัดเครื่องหมาย เปอร์เซ็นต์ ออกนะครับ) จะได้ค่า PEG เท่ากับ 1.66 จะเห็นได้ว่า แม้ตัวธุรกิจจะดีเยี่ยม แต่ราคาหุ้นค่อนข้างสูงแล้ว ผู้จะเข้าไปลงทุนจึงควรคิดพิจารณาให้ดี

นี่เป็นหลักเกณฑ์ทั่วไป ซึ่งก็มีข้อยกเว้นในบางกรณี อาทิ บริษัท ก.ไก่ กำไรสุทธิโตแค่เฉลี่ย 2% ต่อปี นั่นไม่ได้แปลว่าค่า P/E ของบริษัท ก.ไก่ ควรเท่ากับ 2 ด้วย หรือหากการเติบโตของกำไรติดลบ (กำไรหดตัว) ก็ไม่ได้หมายความว่าค่า P/E ต้องติดลบด้วยจึงจะดี

แม้ PEG จะเป็นวิธีที่มีประโยชน์ เพราะเป็นการวัดความถูกแพงของราคา โดยเอาปัจจัยเรื่องของ “การเติบโต” มาร่วมคิดคำนวณ แต่ข้อเสียของมันก็คือ เราต้องใช้ข้อมูล “ในอดีต” เพื่อคาดการณ์ไป “ในอนาคต” ซึ่งย่อมเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้

การหา PEG อาจทำได้ไม่ยากนัก สำหรับกิจการที่ดำเนินธุรกิจมานานพอสมควร มีความ “อยู่ตัว” ในระดับหนึ่ง มีแผนการดำเนินธุรกิจค่อนข้างชัดเจน ซึ่งทำให้คาดการณ์กำไรในอนาคตได้ง่าย แต่หากเป็นกิจการที่มีความแน่นอนต่ำ เช่น เพิ่งเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ ก็อาจทำให้คาดการณ์กำไรได้ยาก ซึ่งทำให้หา PEG ได้ยากไปด้วย

ตัวอย่างเช่น บริษัท K เดิมทำธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ประสบปัญหาทางการเงินมาโดยตลอด ต่อมาผู้บริหารได้ปรับโมเดล โดยหันมาขายเครื่องสำอาง และดูท่าว่ากำไรจะพลิกฟื้นขึ้นมา แบบนี้ทำนายการเติบโตของกำไรได้ยากมาก เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรรออยู่ข้างหน้า แม้จะได้ค่า G ออกมา ค่า G นั้นก็ย่อมเชื่อถือไม่ได้ ค่า PEG จึงเชื่อไม่ได้เช่นกัน

หรือบางกรณี แม้กำไรย้อนหลังของบริษัทจะมีความสม่ำเสมอ เช่น 5 ปี ที่ผ่านมา บริษัท ก.ไก่ โตเฉลี่ย 6% แต่ ผู้บริหารเพิ่งออกมาประกาศว่า จะเข้าลงทุนในกิจการใหม่ๆ โดยมุ่งมั่นจะโตให้ได้ 20% แบบนี้เราก็ต้องชั่งใจว่า สิ่งที่ผู้บริหารพูดนั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด หากมีความเป็นไปได้สูง มีแผนธุรกิจชัดเจน การเติบโตในอีก 5 ปีต่อไป ก็คงจะมากกว่า 6%

นอกจากนี้ “หุ้นวัฏจักร” ก็เป็นอีกจำพวกหนึ่งที่ใช้อดีตทำนายอนาคตได้ยากมาก เพราะกำไรมีการขึ้นลงอยู่เสมอ รอบหนึ่งอาจจะหลายปี จึงทำนายอนาคตได้ลำบาก เช่น พวกธุรกิจเดินเรือ ธุรกิจถ่านหิน ฯลฯ

หากจะเปรียบ P/E เป็นอาวุธ ก็คงเป็น “อาวุธเบา” ยิงเข้าเป้าได้ไม่ยาก แต่หวังผลอะไรมากไม่ได้ ส่วน PEG เปรียบเสมือน “อาวุธหนัก” ประกอบก็ลำบาก ใช้ก็ยาก แต่อานุภาพทำลายล้างมากมายนัก เรียกว่าช่วยให้ “รบชนะ” ได้ทันที นักลงทุนที่หวังผลไกล และไม่ได้หวังแค่ของถูก น่าจะศึกษาไว้ประกอบการลงทุนนะครับ

ปีเตอร์ ลินช์ ต้นตำรับ “รวยหลายเด้ง”

ปีเตอร์ ลินช์

ต้นตำรับ “รวยหลายเด้ง”

Peter-lynch2

(1944 – ปัจจุบัน)         

ปีเตอร์ ลินช์ เป็นหนึ่งในนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนที่เก่งที่สุดในโลก กองทุนฟิเดลิตี้ แม็คเจลแลน ที่เขาบริหารอยู่เป็นเวลา 13 ปี ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยปีละ 29.2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นผลงานอันน่าอัศจรรย์และไม่เคยมีใครเทียบเทียมได้จนกระทั่งทุกวันนี้

ลินช์ เกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 1944 ที่สหรัฐอเมริกา สมัยเด็ก เขาทำงานเป็นแคดดี้ที่สนามกอล์ฟ และได้ฟังแขกที่มาเล่นกอล์ฟคุยกันเรื่องหุ้น ทำให้เริ่มสนใจลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ พออายุ 19 ปี เขาได้ทดลองซื้อหุ้นเป็นครั้งแรก โดยซื้อหุ้นของสายการบินฟลายอิ้ง ไทเกอร์ส ที่ราคา 7 เหรียญ ต่อมาหุ้นดังกล่าวทวีค่าเป็น 32.75 เหรียญ นั่นเป็น “หุ้นหลายเด้ง” ตัวแรกในชีวิตของเขา

ต่อมา ลินช์ เข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่บอสตัน คอลเลจ ก่อนจะไปต่อปริญญาโท MBA ที่วอร์ตัน ซึ่งเป็น Business School ชั้นนำของโลก แต่ยังคงหาลำไพ่ด้วยการเป็นแคดดี้อยู่เหมือนเดิม นั่นทำให้เขาได้รู้จักกับ ดี. จอร์จ ซุลลิแวน ประธานกองทุนฟิเดลิตี้ และได้มาทำงานช่วงซัมเมอร์ที่ฟิเดลิตี้ โดยได้รับมอบหมายให้เขียนรายงานวิเคราะห์บริษัทต่างๆ

การได้ศึกษาข้อมูลธุรกิจอย่างลึกซึ้ง ทำให้เขารู้ว่าการเรียน MBA จากสถาบันอย่างวอร์ตัน แทบไม่ได้ช่วยอะไรในการลงทุนเลย ตรงกันข้าม กลับจะเป็นผลร้ายเสียด้วยซ้ำ เขาพบว่าทฤษฏีเชิงปริมาณทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น “ทฤษฏีตลาดทรงประสิทธิภาพ” (EMT) หรือ “ทฤษฏีการเดินสุ่ม” ที่สั่งสอนกันล้วนเป็นเรื่องเหลวไหล และไม่สามารถใช้ได้จริงในโลกแห่งการลงทุน

นั่นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ลินช์เลิกเชื่อทฤษฏี และหันมาเน้น “ภาคปฏิบัติ” แทน ซึ่งเป็นรากฐานที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

หลังจากไปเกณฑ์ทหารมาสองปี ลินช์ได้เข้าทำงานเต็มเวลาที่ฟิเดลิตี้ในตำแหน่งนักวิจัย อีกไม่กี่ปีต่อมา เขาได้รับมอบหมายให้บริหารกองทุนแม็คเจลแลน ซึ่งขณะนั้นมีมูลค่า 18 ล้านเหรียญ โดยมีอำนาจในการซื้อขายหุ้นและตัดสินใจต่างๆ ได้อย่างเป็นอิสระ

และลินช์ก็ตอบแทนความไว้วางใจที่บริษัทให้กับเขาอย่างงดงามยิ่ง โดยในเวลา 13 ปี ที่บริหารกองทุน (1977-1990) เขาทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึง 29.2 เปอร์เซ็นต์ และทำให้มูลค่ากองทุนเพิ่มจาก 18 ล้านเหรียญ เป็น 14,000 ล้านเหรียญ

ใครก็ตามที่เริ่มต้นลงทุนในกองทุนแม็คเจลแลนด้วยเงิน 1,000 เหรียญ ณ วันที่ลินช์เข้ามาบริหาร เงินจำนวนนั้นจะงอกเงยกลายเป็น 28,000 เหรียญ ในวันที่เขาวางมือ

หลักการลงทุนของลินช์คือ ให้เน้น “การเติบโต” เป็นหลัก โดยลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างน้อย “10 เด้ง” หรือ 1,000 เท่า ลินช์บอกว่า นักลงทุนสามารถศึกษาหาข้อมูลในการลงทุนได้ตลอดเวลาจากสิ่งรอบๆ ตัว และไม่ต้องกลัวเลยว่าจะสู้พวกมืออาชีพไม่ได้ เขาเคยบอกว่า คณิตศาสตร์ทุกอย่างที่ต้องใช้ในการลงทุน  เราทุกคนเรียนมาแล้วตั้งแต่อายุ 16

ลินช์ยังบอกอีกว่า นักลงทุนสมัครเล่นมีความได้เปรียบเหนือมืออาชีพเสียด้วยซ้ำ เพราะไม่มีข้อจำกัดในการลงทุน จะลงทุนยังไงก็ได้ ซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้ ด้วยเงินเท่าไรก็ได้  ต่างจากผู้จัดการกองทุนที่มีข้อจำกัดมากมาย

ในหนังสือ One Up on Wall Street ปีเตอร์ ลินช์ ได้แบ่งบริษัทออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ บริษัทโตช้า บริษัทแข็งแกร่ง บริษัทที่เป็นวัฏจักร บริษัทที่มีทรัพย์สินมาก บริษัทฟื้นตัว และบริษัทโตเร็ว (หรือบริษัทเฉพาะทาง)

ที่เขาโปรดปรานที่สุดก็คือ บริษัทเติบโต โดยต้องโตได้อย่างน้อย 20% ต่อปี หรือตั้งแต่ 10 เด้ง ถึง 40 เด้ง เขาบอกว่า ถ้าคุณลงทุนในหุ้นแบบนี้เพียง 1-2 ครั้ง คุณจะสบายไปทั้งชีวิตเลยทีเดียว

หลักในการเลือกหุ้นของลินช์ยังมีอีกหลายประการ เช่น ต้องเป็นหุ้นที่มี P/E ต่ำ มีคนสนใจน้อย งบดุลดี ยอดขายโต เงินสดเยี่ยม สินค้าคงเหลือโตช้า บริษัทมีแรงงานสัมพันธ์ที่ดี ผู้บริหารต้องถือหุ้นของบริษัท เป็นธุรกิจที่ง่ายๆ แต่ยังโตได้อีกมาก และมีอุปสรรคในการที่คู่แข่งจะเข้ามาในตลาด

ที่สำคัญคือ นักลงทุนต้องเข้าใจบริษัทนั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง โดยสามารถอธิบายได้ว่าบริษัททำธุรกิจอะไร ภายในเวลา “สองนาที” มิฉะนั้นถือว่า “สอบไม่ผ่าน” และยังไม่ควรเข้าลงทุน

ทั้งนี้ การเข้าใจในตัวบริษัทที่คุณลงทุนสำคัญกว่าเรื่องมหภาค และถ้าได้ลงทุนในบริษัทที่ดีแล้วก็ไม่ควรหวั่นไหวกับราคาที่ผันผวนไปมา เหตุผลเดียวที่คุณควรจะขายหุ้นก็ต่อเมื่อพื้นฐานของมันเปลี่ยนไปเท่านั้น

นอกจากนี้ ลินช์ยังเตือนไม่ให้สนใจเรื่องเทคนิค อย่าไปดูชาร์ต อย่าไปปวดหัวกับเทรนด์บ้าบอ อย่าไปแตะต้องฟิวเจอร์สหรือออปชั่น วิธีที่เหนือกว่าคือวิธีง่ายๆ ที่ทุกคนทำได้ อย่างการไปเดินในห้างสรรพสินค้าเพื่อมองหาธุรกิจชั้นดีที่มีลูกค้ามาอุดหนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง โดยตัวลินช์เองก็ใช้วิธีนี้ และทำให้ได้สุดยอดหุ้นมามากมาย

เคล็ดลับประการหนึ่งในการหาหุ้นหลายเด้งก็คือ ให้ลองดูธุรกิจที่น่าเบื่อ เพราะมันมักจะไม่ได้รับความสนใจและทำให้ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และควรลงทุนในบริษัทที่แม้แต่ “คนโง่” ยังบริหารได้ เพราะใครจะรู้ว่าสักวันคนโง่อาจจะมาบริหารมัน หุ้นคุณภาพที่ ลินช์ เคยลงทุน (บางตัวเป็น หุ้นหลายเด้ง) ก็อย่างเช่น  ดังกิ้น โดนัท, IBM, แฟนนี่ เม, ฟอร์ด, ฟิลลิป มอร์ริส, วอลโว่, จีอี ฯลฯ

ปีเตอร์ ลินช์ เกษียณตัวเองเมื่ออายุเพียง 46 หลังจากบริหารกองทุนฟิเดลิตี้ แม็คเจลแลน มาได้ 13 ปี เพราะไม่อยากโหมงานหนักอีกต่อไป ประกอบกับอยากให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น และจะได้ไปทำงานการกุศลอย่างที่ต้องการ

หลังจากวางมือ ลินช์ได้ถ่ายทอดหลักการลงทุนของตัวเองไว้ในหนังสือ 3 เล่ม คือ “One Up on Wall Street”, “Beating the Street” และ “Learn to Earn” ซึ่งเป็นหนังสือการลงทุนที่อ่านสนุก ขายดีและได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย ทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปไกล และมีนักลงทุนหลายชาติหลายภาษาเดินตามแนวทางของเขา

ผลงานอันยอดเยี่ยม บวกกับแก่นความรู้ในการเลือกหุ้นที่ทั้งง่าย มันส์ และเน้นการเติบโต ทำให้แม้จะเกษียณตัวเองไปนานแล้ว นักลงทุนทั่วโลกยังคงจดจำ ปีเตอร์ ลินช์ ในฐานะต้นตำรับ “รวยหลายเด้ง” แห่งแวดวงการลงทุนจนถึงทุกวันนี้

 ———————–

อ้างอิง : Beating the Street, One Up on Wall Street, The Great Investors, Wikipedia

DDM กับ “เครื่องจักรผลิตเงินสด”

โดย Club VI

วิธีประเมินมูลค่าหุ้นที่เป็นรูปธรรมมากๆ วิธีหนึ่งคือ การมองหุ้นว่าเป็น “เครื่องจักรผลิตเงินสด” ของเรา

เมื่อมองว่า “หุ้น” คือ “เครื่องจักรผลิตเงินสด” “คุณค่า” หรือ “มูลค่า” ของมัน จึงขึ้นอยู่กับปริมาณเงินสดที่มันจะผลิตให้เราได้ เราจึงต้องพิจารณาว่าเครื่องจักรนี้ปั๊มเงินสดออกมาได้ “มาก” และ “บ่อยครั้ง” แค่ไหน ถ้าผลิตเงินได้ครั้งละมากๆ และบ่อยๆ มูลค่าของมันก็ควรจะมากตามไปด้วย

ใช่แล้วครับ … เรากำลังพูดถึงการประเมินมูลค่าหุ้นจาก “เงินปันผล”

ความจริงการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยโมเดล “การคิดลดเงินปันผล” (Dividend Discount Model หรือ DDM) ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายคนน่าจะเคยได้ยิน หรือเคยเห็นวิธีพิสูจน์ผ่านสมการซับซ้อนต่างๆ มาแล้ว… บางคนเห็นแล้วอาจหน้ามืดตาลายได้เลยทีเดียว

เอาเป็นว่า ในที่นี้ เราจะอธิบายกันแบบสั้นๆ ง่ายๆ ชัดเจน ให้รู้เท่าที่ต้องรู้ รู้แล้วไม่ปวดหัวนะครับ

เริ่มต้นกันเลยดีกว่า…

สมมติว่าเราเป็นเด็กตัวน้อย มองดูเงินปันผลที่ผลิตออกมาจากเครื่องจักรในแต่ละปี “มูลค่า” หรือราคาที่เหมาะสมของเครื่องจักรนี้ก็จะเท่ากับกระแสเงินสดทั้งหมดในอนาคตที่มันจะหยิบยื่นให้กับเรา อ้อ! เงินปันผลแต่ละก้อนต้องผ่านการ “คิดลด” กลับมาที่เวลาปัจจุบันด้วยนะ (อธิบายไว้แล้วก่อนหน้านี้ ไปอ่านได้ครับ https://clubvi.com/2012/08/31/dcf/ )

ใครที่รู้จักวิธีคิดลดกระแสเงินสดแล้ว คงจะพอมองออกว่า “ราคาที่เหมาะสม” หรือ P* ของเครื่องจักรปันผลตามโมเดลดังกล่าวจะเป็นดังนี้ (ผมใช้ P* จะได้ไม่สับสนกับ P ซึ่งเป็นราคาปัจจุบันของหุ้นนะครับ)

สำหรับคนที่มองไม่ออกก็ไม่ต้องกังวลครับ เอาเป็นว่าเจ้าสมการนี้สามารถลดรูปให้สั้นลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้นักคณิตศาสตร์เขาล่ะครับ

พอเป็นสมการสั้นๆ แบบนี้ สบายตาขึ้นเยอะเลยใช่ไหมครับ จากนี้ไปเราก็มี “วิธีใช้” อยู่ 2 วิธี

วิธีแรก หาราคาที่จะเข้าซื้อหุ้น สมมติหุ้น บมจ.กระเบื้องตราพลอย จ่ายเงินปันผลปีละ 0.40 บาท เราคาดหวังอัตราผลตอบแทนในระยะยาวปีละ 8% นั่นหมายความว่า ราคาที่เหมาะสม (P*) ควรจะเท่ากับ 0.40 / 0.08 = 5 บาท

วิธีที่สอง ประเมินราคาปัจจุบันว่าน่าสนใจหรือยัง ถ้าผมจัดรูปสมการใหม่นิดหน่อย แล้วแทนที่ราคาที่เหมาะสมของหุ้นด้วยราคาตลาดแทน ทีนี้ก็จะรู้ว่าหากผม “บังคับ” ตัวเองให้ซื้อหุ้นที่ราคาปัจจุบัน ตลาดจะบีบให้ผมต้องยอมรับอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่

สมมุติ ตัวอย่างเดิม หุ้นกระเบื้องตราพลอย ซื้อขายกันอยู่ที่ 6.40 บาท งานนี้ผมจะได้อัตราผลตอบแทนเพียงแค่ 0.40 / 6.40 = 6.25% ผมจะถามตัวเองว่าอัตราผลตอบแทนแค่นี้พอรับได้หรือไม่ หากคิดว่ามันต่ำเกินไป ผมก็จะไม่ซื้อหุ้น

ข้อจำกัดของวิธีนี้คือ มันมีพื้นฐานมาจากสมมติฐานว่าเงินปันผลในแต่ละปีจะ “คงที่” ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว บริษัทส่วนใหญ่มักจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามผลกำไรที่เพิ่ม ดังนั้นโมเดลนี้อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากนัก

การคาดการณ์เงินปันผลในแต่ละปีต่ำกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้เราประเมินมูลค่าหุ้นออกมา “ต่ำกว่าที่ควร” อย่างหุ้นกระเบื้องตราพลอย ซึ่งเราประเมินราคาที่เหมาะสมออกมาได้ 5 บาท อันนี้ก็น่าจะเป็นราคาที่ต่ำเกินไปสักหน่อย

ด้วยเหตุนี้ ไมรอน กอร์ดอน จึงหยิบเอาสมมติฐานเรื่อง “การเติบโตของเงินปันผล” (g) ใส่เพิ่มเข้าไปในโมเดลเดิม กลายเป็นโมเดลใหม่ที่รู้จักกันในนาม Gordon Growth Model ในโมเดลนี้ มูลค่าหรือราคาที่เหมาะสมของหุ้นจะเท่ากับ

จากตัวอย่างเดิม หุ้นกระเบื้องตราพลอย (คาดว่า)จะจ่ายเงินปันผลในปีหน้า 0.40 บาท จากนั้นเงินปันผลจะเติบโตในอัตรา g = 3% ต่อปี หากเราคาดหวังอัตราผลตอบแทนในระยะยาวปีละ 8% เช่นเดิม ราคาที่เหมาะสมของหุ้นจะเท่ากับ 0.40 / (0.08 – 0.03) = 8 บาท

โปรดสังเกตว่าเงินปันผล D ในสูตร เป็นเงินปันผลคาดการณ์ในอีก 1 ปีข้างหน้า ส่วนอัตราการเติบโตของเงินปันผลก็มักจะเท่ากับอัตราการเติบโตของกำไรในระยะยาว หากว่าบริษัทสามารถรักษานโยบายการจ่ายเงินปันผลไว้ได้ (เช่น จ่าย 50% ของกำไรสุทธิ เป็นต้น)

หลายคนให้ข้อสังเกตว่า โมเดลของกอร์ดอนแม้จะมีความถูกต้องมากกว่าโมเดลเงินปันผลคงที่ แต่ก็มีความอ่อนไหวต่อ “ค่า g” เช่น ถ้าเราปรับเพิ่มอัตราการเติบโตจาก 3% เป็น 4% ราคาที่เหมาะสมของหุ้นจะทะยานขึ้นเป็น 10 บาททันที นี่คือสิ่งที่เราต้องระวังอย่างยิ่งหากจะนำวิธีนี้ไปใช้

ในความเห็นของผม โมเดลคิดลดเงินปันผล (DDM) เป็นการมองไปในอนาคตที่ยาวไกลมากๆ สมมติฐานของเราจึงควรสะท้อนมุมมองนี้ด้วย เราต้องมองให้ออกว่าในระยะยาวมากๆ เมื่อธุรกิจถึงจุดอิ่มตัวแล้ว กำไรของบริษัทก็คงจะเติบโตได้พอๆ กับเศรษฐกิจโดยรวม (เช่น 3-4%) และอัตราผลตอบแทนคาดหวัง หรือค่า r ก็คงจะสูงกว่าหุ้นกู้ไม่มากนัก (เช่น 8-10%)

ด้วยมุมมองแบบนี้ จะเห็นได้ว่าวิธี DDM เหมาะกับการประเมินหุ้นที่มีผลประกอบการสม่ำเสมอ แต่ถ้าเป็นหุ้นเติบโตอาจจะประเมินได้ไม่แม่นยำนัก ดังนั้น เวลานำไปใช้ อย่าลืมคำนึงถึงข้อจำกัดตรงนี้ด้วย

อธิบายให้เข้าใจกันง่ายๆ หวังว่าจะถูกใจใครหลายๆ คน โดยเฉพาะนักลงทุนที่เน้น “เงินปันผล” เป็นหลักนะครับ