“ซูเปอร์แฟรนไชส์” ในดงกระสุน

WPTwitterIcon-512x512

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า คุณลักษณะประการหนึ่งของธุรกิจที่เขาปรารถนา คือ มี “แฟรนไชส์” (Franchise)

คำว่า แฟรนไชส์ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงสิทธิ์ทางการตลาด ไม่ใช่การ “ซื้อ – ขายแฟรนไชส์” ดั่งความหมายที่ใช้กันในโลกธุรกิจทุกวันนี้นะครับ

แฟรนไชส์ ในความหมายของปู่บัฟฟ์ มาจากความหมายดั้งเดิมของคำๆ นี้ อันหมายถึงการเป็นที่นิยม จนถึงขั้นได้รับ “ความภักดี” จากผู้บริโภค ยากที่จะหาสินค้าหรือบริการอื่นมาทดแทนได้

บริษัทที่มีแฟรนไชส์ มักมีลักษณะคล้ายๆ กัน คือ เป็นผู้นำในธุรกิจ หรือไม่ก็มีลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่เหนียวแน่น ชนิดที่ใครมาแย่งเอาไปไม่ได้ ที่สำคัญคือสามารถ “ขึ้นราคา” ได้ โดยมีผลกระทบต่อยอดขายน้อยมาก

ปู่บัฟฟ์เปรียบเทียบไว้ชัดเจนมากๆ ครับว่า การมีแฟรนไชส์ของธุรกิจ ก็เหมือนกับปราสาทหรือเมืองที่มี “คูน้ำ” ล้อมรอบ แถมในคูมี “ไอ้เข้” ว่ายวนเวียนอยู่เพียบ ยากที่ข้าศึกจะโจมตี

ตัวอย่างเช่น วอชิงตัน โพสต์ (Washington Post) หนังสือพิมพ์ยอดขายอันดับหนึ่งของวอชิงตัน ดีซี หรือ บัฟฟาโล่ นิวส์ (Buffalo News) หนังสือพิมพ์ยอดนิยมของชาวนิวยอร์ก ที่เบิร์คเชียร์เข้าไปซื้อหุ้น หรือแม้กระทั่งโอมาฮา เวิลด์ แฮรอลด์ (Omaha World Herald) หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ปู่แกอ่านมาตั้งแต่เด็ก และเพิ่งไปเทคโอเวอร์มาแบบช็อคโลกเมื่อปี 2011

ทุกฉบับล้วนมี “จุดร่วม” เดียวกัน นั่นคือ มีผู้อ่านที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของตัวเองอยู่

ลองดูตัวอย่างบ้านเราสิครับ ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านไหนมีเดลินิวส์วางอยู่ ร้านนั้นมักไม่มีไทยรัฐ ร้านไหนมีไทยรัฐ ก็มักไม่มีเดลินิวส์ นั่นก็เพราะต่างฝ่ายต่างมีแฟนประจำของตัวเอง

ที่สำคัญคือ ทั้งคู่ต่างอยู่รอด ผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้หลายทศวรรษ แม้ทุกวันนี้การอ่านข่าวในอินเตอร์เน็ตจะง่ายแค่ปลายนิ้ว แต่ยักษ์ใหญ่หัวสีทั้งสองก็ยังขายดีอยู่ แบบนี้เรียกว่ามี แฟรนไชส์ ทั้งคู่

thairath

อีกตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ คือ ซีส์ แคนดีส์ (See’s Candies) ช็อคโกแล็ตยอดนิยมทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ที่บัฟเฟตต์พร้อมด้วยเพื่อนรักคือ ชาร์ลี มังเกอร์ เข้าไปซื้อกิจการเมื่อปี 1972 หรือ 40 ปีที่แล้ว

ความนิยมที่ผู้บริโภคมีต่อซีส์ แคนดีส์ รับรู้ได้จากเรื่องเล่าที่ว่า ในแคลิฟอร์เนีย ถ้าหนุ่มคนไหนซื้อซีส์ไปให้สาว สาวจะรัก แต่ถ้าซื้อยี่ห้ออื่นไปให้ นอกจากจะไม่รักแล้ว สาวจะตบเอา

เจ้าของเก่าเสนอขายกิจการซีส์ แคนดี ช็อป (ชื่อเดิมในตอนนั้น) ที่ราคา 40 ล้าน แต่บริษัทมีเงินสดอยู่ 10 ล้าน ซึ่งหมายความว่าราคาขายจริงอยู่ที่ 30 ล้านเหรียญ

ทีแรก ทั้งบัฟเฟตต์และมังเกอร์ก็ลังเล เพราะสินทรัพย์ที่มีตัวตนของ ซีส์ มีมูลค่าแค่ 7 ล้านเหรียญ แต่หลังจากนั่งคิดนอนคิดอยู่นาน ทั้งสองคนก็ตัดสินใจซื้อ โดยต่อรองราคาลงมาได้เหลือ 25 ล้าน

ทุกวันนี้ ทั้งคู่ยอมรับว่า พวกเขาโชคดีเหลือเกินที่เจ้าของเดิมยอมขายกิจการให้ ในราคาที่เมื่อมองย้อนกลับไปถือว่า “ถูกเหลือเชื่อ” หากเทียบกับ “ซูเปอร์แฟรนไชส์” ของมัน ซึ่งทั้งบัฟเฟตต์และมังเกอร์ในวันนั้นแม้จะมองออก แต่ก็คาดไม่ถึง

เอาล่ะ ทีนี้มาลองนึกกันครับ ว่าในเมืองไทยเรา มีธุรกิจไหนที่เข้าข่ายนี้บ้าง

ให้นึกถึงร้านช็อคโกแล็ตของไทย ผมนึกยังไงก็นึกไม่ออกครับ แต่ถ้าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ นอกจากไทยรัฐ เดลินิวส์ ที่พูดไปแล้ว มีภาพของนิตยสารฉบับหนึ่ง ลอยขึ้นมาในหัวผม

มีใครรู้บ้างครับว่า นิตยสารที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย คือนิตยสารอะไร?

เฉลยนะครับ คำตอบคือ “คู่สร้างคู่สม” ของคุณดำรง พุฒตาล

koosang

เชื่อไหมครับว่า แม้ในยุคที่คนซื้อหนังสือเล่มน้อยลง แต่นิตยสารอมตะอย่างคู่สร้างคู่สม ยังมียอดพิมพ์สัปดาห์ละ 300,000 ฉบับ ออกทุกสัปดาห์ รวมแล้วพิมพ์เดือนละ 1.2 ล้านฉบับ ซึ่งถือได้ว่า “สูงมาก” อีกทั้งยังอยู่ยงคงกระพันมาหลายชั่วอายุคน

นอกจากนี้ เมื่อดูจากกลุ่มลูกค้าที่ล้วนเป็น “ชาวบ้านร้านตลาด” ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นกับอินเตอร์เน็ต ผมเชื่อว่าคู่สร้างคู่สมจะยังอยู่ต่อไปได้อีกนาน ในขณะที่แมกกาซีนสำหรับชนชั้นกลางกลับจะล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ

ผมคิดเล่นๆ ว่า ถ้าคุณดำรงเอาคู่สร้างคู่สมเข้าตลาด แม้จะเป็นธุรกิจอัสดงอย่างสื่อสิ่งพิมพ์ หุ้น KSKS ก็ยังน่าสนใจนะ

นี่แหล่ะครับ คือตัวอย่างของ “ซูเปอร์แฟรนไชส์” แบบไทยๆ

ที่ผมอธิบายเรื่องแฟรนไชส์ และยกมาหลายต่อหลายตัวอย่าง ก็เพื่อจะให้ชี้เห็นว่า วีไอไม่ควรปิดโอกาสในการลงทุนของตัวเอง ไม่ควรปักใจว่าอุตสาหกรรมใดอยู่ในช่วง “ขาลง” แล้วจะลงทุนไม่ได้เสียทีเดียว (แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนั้น) 

ผมมองว่า หุ้นจำพวกนี้ อาจเหมาะสำหรับการลงทุนแบบ Defensive เพราะราคาของมันมัก “ไม่แพง” เนื่องจากคนส่วนใหญ่ต่างหลีกเลี่ยง จึงอาจเหมาะกับสถานการณ์ที่ “หุ้นดีๆ” ใน “อุตสาหกรรมเด่นๆ” ราคาสูงไปหมดทั้งตลาดแล้ว

แต่ทั้งนี้ต้องอย่าซื้อให้มากนัก ควรซื้อไว้ “ประคองพอร์ต” เอาไว้ถ่วงดุลกับ “หุ้นแพงๆ” ในพอร์ตของเรา นั่นน่าจะดีที่สุดครับ

————————–

ภาพ 1 จาก Twitter ของ Washington Post, ภาพ 3 จาก koosangkoosom.com

มีอะไรใน CPALL?

7-112

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นที่ถูกคนในตลาดหลักทรัพย์จับตามองมากที่สุด คงหนีไม่พ้น “CPALL Super Stock ยอดนิยมของวีไอ และนักลงทุนไทยหลายคน

ประเด็นที่เกิดขึ้นกับ CPALL ตลอดทั้งสัปดาห์ อาจกล่าวได้ว่าล้วนเป็นประเด็นลบ สืบเนื่องจากการกู้เงินเตรียมเข้าซื้อ MAKRO ด้วยราคาสูงลิบลิ่ว ถึง 787 บาท ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 188,880 ล้านบาท

แต่แล้ว บริษัทค้าปลีกชื่อดังก็เหมือนโดนแจ็คพ็อตเข้าอย่างจัง เมื่อสหรัฐฯ ประกาศว่าเตรียมจะลดมาตรการ QE และอาจจะยกเลิกในปีหน้า ซึ่งทำให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทยเป็นจำนวนมหาศาล ส่งผลให้หุ้นตกระเนระนาด ค่าเงินบาทอ่อนลง และเก็งกันว่าอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ จะกลายเป็นขาขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยในเมืองไทยคงหนีไม่พ้นต้องปรับขึ้นเช่นกัน แม้ กนง.เพิ่งประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ก็ตาม

ไม่แจ็คพ็อตได้ไงครับ CPALL เพิ่งไปกู้เขามาเป็นดอลล่าร์ โดย Fix อัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 28.618 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์ ในวันที่ 23 เม.ย. ขณะทำสัญญา (ภายใต้เงื่อนไขบางประการ) อยู่ๆ บาทที่แข็งอยู่เป็นปีๆ ก็อ่อนยวบ จาก 28 ปลายๆ กลายเป็น 31 กว่าๆ ก็เท่ากับว่าต้องใช้หนี้มากขึ้น ไหนจะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอีก

ซึ่งทำให้หลายคนเป็นกังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะมือใหม่ที่เพิ่งเข้าไปซื้อหุ้นตัวนี้ได้ไม่นาน หรือคนที่มีหุ้นตัวนี้อยู่ในพอร์ตมากๆ!!

ในเรื่องเหล่านี้ ผมขออรรถาธิบายให้ชัดเจนไปทีละประเด็นนะครับ

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า เงินกู้ที่ CPALL ใช้ซื้อ MAKRO นั้น เรียกว่า “Bridging Loan”

Bridging Loan เป็นเงินกู้ก้อนแรกที่ “ผู้ซื้อ” กู้จากสถาบันการเงินเพื่อเอาไปซื้อกิจการ เป็นเงินกู้ “เฉพาะหน้า” เพื่อเอาไปจ่ายให้ผู้ขาย (ถ้าไม่มีเงินจ่ายเขาก็ไม่ขายให้) จึงมักตกลงระยะเวลากันเพียงสั้นๆ เช่น 1 ปี ทั้งนี้ ดอกเบี้ยสำหรับ Bridging Loan มักจะแพง เพราะเป็น “เงินด่วน”

จากนั้น พอครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา เช่น เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ผู้ซื้อก็จะ “Refinance” เงินกู้ก้อนนี้ หมายถึงการไปกู้จากสถาบันการเงินอื่น มาใช้หนี้สถาบันการเงินเดิม ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการตกลงเงื่อนไขกันใหม่หมด

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของ CPALL “เงินกู้ก้อนแรก” หรือ Bridging Loan ที่กู้มาซื้อ MAKRO นั้น ยังไม่ทราบว่าได้ Fix อัตราดอกเบี้ยไว้หรือไม่ ดังนั้น ในระยะสั้น เรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่มีโอกาสกลับเป็นขาขึ้น จึงบอกไม่ได้ว่าจะส่งผลลบต่อ CPALL ขนาดไหนอย่างไร

ทว่าในระยะยาว หลังจากได้เงินกู้ก้อนใหม่มาแล้ว หากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจริง อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้น ต้องรับภาระหนักขึ้นแน่นอน เมื่อ “ดอกสูง” ก็ต้อง “จ่ายแพง” เป็นเรื่องธรรมดา (นี่ยังไม่พูดถึงค่าเงิน)

ต้องไม่ลืมนะครับว่า สมัยที่เงินฝรั่งไหลเข้า เงินทองเป็นของหาง่าย จะกู้จากไหนก็ไม่ยาก มีคนพร้อมจะปล่อยกู้ให้เต็มไปหมด แต่หากวันใดฝรั่งถอนเงินออก เงินที่เคยหาง่ายก็ย่อมหายากขึ้น คนที่เคยปล่อยกู้ให้ง่ายๆ ก็ย่อมเพิ่ม “เงื่อนไข” และเพิ่ม “ราคา” ในการให้ยืมเงินนั้น

เอาล่ะ..ทีนี้ มาว่ากันถึงอีกประเด็นหนึ่งที่คนค่อนข้างห่วงกันมาก คือเรื่องของ “ค่าเงิน”

ปัญหาของ CPALL ที่เกิดขึ้นคือ มีข่าวว่า CPALL ทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับ Bridging Loan ข้างต้นไว้ไม่หมด บ้างก็ว่าประกันไว้เพียง 60% (ข้อมูลนี้ไม่ยืนยัน เป็นเพียง “เขาว่ากัน”) ซึ่งย่อมทำให้บริษัทเกิดการ “ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน” อันเนื่องมาจากเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว จาก 28 บาทปลายๆ กลายเป็น 31 บาทกว่าๆ ในระยะเวลาไม่กี่เดือน

ตามมาตรฐานบัญชีปกติ หากมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน บริษัทจะบันทึกรายการเป็น “รายได้” ในงบกำไรขาดทุน แต่หากมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จะต้องบันทึกรายการเป็น “ค่าใช้จ่าย” ในงบกำไรขาดทุน

คำถามที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คือ CPALL สามารถที่จะไม่บันทึกรายการ “ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน” ลงไปในงบกำไรขาดทุน โดยเอาผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนไปหักออกจาก “ส่วนของผู้เป็นเจ้าของ” ในงบแสดงฐานะการเงินโดยตรง ไม่ต้องผ่านงบกำไรขาดทุน ได้หรือไม่?

ทั้งนี้ หากทำได้ ก็จะทำให้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ไปกระทบตัวเลขกำไรจากการดำเนินงานปกติ อันจะทำให้ตัวเลข “กำไรต่อหุ้น” หรือ EPS ไม่ลดลง

พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้เทคนิค ทำให้ตัวเลขกำไรออกมาสวยๆ

คำตอบก็คือ ที่จริงแล้ว มีเทคนิคในการบันทึกบัญชีหลายวิธี ที่สามารถ “ตีความ” ให้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน กลายเป็นรายการประเภทอื่นได้ แต่หากทำเช่นนั้น ย่อมจะถูกเขียนเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเริ่ม ต่อ “ธรรมาภิบาล” ของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่า CPALL ต้องการจะทำเช่นนั้นจริงหรือไม่ และหากต้องการ จะทำได้หรือไม่ ที่พูดๆ กันอยู่ยังเป็นเพียงกระแสข่าว คือกระทบนั้นกระทบแน่ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะแก้อย่างไร และสำหรับเงินกู้ในระยะยาว บริษัทจะมีนโยบายเฮดจ์ค่าเงินไว้แค่ไหนอย่างไร

teetak3

ส่วนประเด็นสุดท้าย คงหนีไม่พ้น “ข่าวลือชวนหัว” ที่ว่า ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ต้นแบบวีไอไทย “ขาย CPALL หมดพอร์ต”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด เมื่อเช้าวันที่ 24 มิ.ย. อาจารย์นิเวศน์ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการวิทยุทาง FM 96.5 โดยปฏิเสธชัดเจนแล้วว่า เป็นเพียง “ข่าวลือ” ที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ท่านยังถือโอกาส “เลคเชอร์” สอนนักลงทุนด้วยว่า ไม่ควรตื่นตกใจไปกับข่าวลือ เพราะเรื่องของข่าวลือนั้น ต่อให้เป็นเรื่องจริงก็ตาม ในเวลาที่เราได้ยินมัน ก็มักจะช้าไปเสียแล้วที่จะ Take Action ใดๆ การ React ต่อข่าวลือ จึงไม่มีประโยชน์อันใดเลย

และนี่คือการวิเคราะห์ประเด็นข่าวเกี่ยวกับ CPALL ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา แบบ “ชี้ชัด” และ “ใช้เหตุผล” มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยสำหรับหลายๆ ท่านนะครับ

สุดท้าย ที่ต้องเตือนกันก็คือ ในภาวะที่หุ้นตกอย่างน่ากลัว ทำให้นักลงทุนตื่นตกใจได้ง่าย ธรรมชาติของปุถุชน เดินอยู่ในป่าช้าคนเดียว แม้เห็นเงาตัวเองยังอกสั่นขวัญหาย พอมีข่าวลือมากระทบหูกระทบใจก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิง

นักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ เมื่อพายุพัดมารุนแรง ยิ่งต้องตั้งสติให้มั่น จะ “ขาย” จะ “ถือ” หรือจะ “ซื้อเพิ่ม” ก็ตามแต่ ต้องเป็นการกระทำจากการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเองเท่านั้น

แม้รายย่อยอย่างเราจะเป็นเพียง “ต้นหญ้า” ก็ขอให้เป็นหญ้าที่เป็น “รากแก้ว” ตัวเล็กไม่ว่า แต่ต้องหนักแน่น มั่นคง อย่าเอาแต่ซื้อขายตามข่าว ทำตามฝูงชน พอหุ้นตกก็โทษดินโทษฟ้า โทษเซียน แบบนั้นไม่ได้เรื่องแน่

จงยืนหยัดอยู่กับเหตุผล รู้จักค้นคว้าหาข้อมูล ที่สำคัญคือ ต้อง “ไม่ท้อ” จึงจะเอาตัวรอดได้อย่าง “วีไอพันธุ์แท้” ครับ

เพราะ “ง่าย” จึง “ชนะ”

easy

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คนบางคนชอบทำอะไรให้ยากๆ เพื่อให้ตัวเองดูเก่ง ดู “มีภูมิ”

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์เหมือนกัน สมัยเรียนมหาวิทยาลัย อาจารย์บางคนเป็นด็อกเตอร์ เป็นศาสตราจารย์  ดีกรีทางวิชาการสูงส่ง แต่สอนไม่ค่อยรู้เรื่อง ใช้ศัพท์แสงอะไรแต่ละอย่าง ฟังแล้วไม่เข้าใจ เหมือนแกอยู่บนหอคอยงาช้าง แต่ก็ดูท่าทางแกจะภูมิใจที่คนฟังแกไม่เข้าใจ

ในขณะที่อาจารย์บางคน ไม่ใช่ด็อกเตอร์ ไม่ได้มีคุณวุฒิวัยวุฒิอะไรมากนัก แต่สอนสนุก เข้าใจง่าย แถมยังคุยได้ ปรึกษาได้ ไม่น่ากลัว แบบนี้เด็กชอบ

ดูพวกติวเตอร์ดังๆ สิครับ คนพวกนั้นรวยขึ้นมาเป็นร้อยล้านพันล้านได้อย่างไร? เป็นเพราะพวกเขาใช้ศัพท์แสงหรูๆ ที่ต้องปีนบันไดฟังหรือเปล่า? … เปล่าเลย ที่พวกเขารวยได้ เพราะสามารถสอน“เรื่องยาก” ให้กลายเป็น “เรื่องง่าย” ต่างหาก

จะเห็นได้ว่า แม้โลกวิชาการ จะให้รางวัลกับคนที่ทำ “เรื่องง่าย” ให้เป็น “เรื่องยาก” แต่ในโลกธุรกิจ “ผู้ชนะตัวจริง” คือคนที่ทำให้ชีวิตของคนอื่น “ง่ายลง”

สมัยก่อน คอมพิวเตอร์เคยเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับคนส่วนใหญ่ หน้าจอดำๆ มีตัวหนังสือ-ตัวเลข วิ่งไปวิ่งมาเต็มไปหมด จะใช้งานอะไรก็ต้องคีย์คำสั่งเป็นคำๆ

แต่แล้ว ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ของไมโครซอฟท์ ได้ทำให้คอมพิวเตอร์เป็นอะไรที่ Friendly ขึ้นมาก จากหน้าจอดำ กลายเป็นกราฟฟิคสีสวยๆ มีภาพ Icon เห็นแล้วก็เข้าใจได้ทันทีว่าโปรแกรมไหนใช้ทำอะไร

การ “ปลดล็อค” ให้คนเลิกกลัวคอมพิวเตอร์นี้เอง ทำให้ ทำให้บิล เกตส์ กลายเป็นอภิอัครมหาเศรษฐีจนถึงทุกวันนี้

ฝ่าย Apple คู่แข่งของไมโครซอฟท์ ที่ร่ำรวยจนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization หรือ Market Cap.) อันดับต้นๆ ของโลกได้ ก็เพราะผลิตภัณฑ์อย่าง Mac, iPhone, iPad ล้วน “ใช้ง่าย” มีสไตล์ (แต่ iTune นี่ คนโลว์เทคอย่างผมไม่ชอบนะ ขอ Copy-Paste อย่างเดียวได้มั้ย แหะๆ)

หรืออย่างห้าง Wal-Mart หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก (ติดอันดับ 1-2 ของ Fortune 500 มาหลายปี) ที่รวยได้ขนาดนี้ ก็เพราะรู้จักเอาของกินของใช้มาขายราคาถูกๆ รวมกันอยู่ที่เดียว ซื้อหากันได้ง่ายๆ ไอเดียจากมันสมองของคุณทวด แซม วอลตัน ทั้งนั้น

แล้วเมืองไทยเราล่ะครับ มีธุรกิจอะไรเป็นตัวอย่างที่ดีได้บ้าง?

ที่นึกออกตอนนี้ คือ 7-11 ร้านสะดวกซื้อที่ทำให้ชีวิตเราง่ายมาก เดินเข้าไปซื้อของตอนตี 1 – ตี 2 ก็ได้ หยิบเลือกได้ตามสบาย ไม่ต้องโดนอาแปะมองค้อนเอาเหมือนร้านโชห่วยสมัยก่อน

หรืออย่าง โฮมโปร ทำให้เราซื้ออุปกรณ์ในบ้านได้ง่ายๆ ทุกอย่างมารวมกันอยู่จุดเดียว จะซื้อราวตากผ้าก็มี ซื้อตู้เย็นก็มี เดี๋ยวนี้เรียกมาล้างแอร์ ล้างเครื่องซักผ้าที่บ้านยังได้เลย ไม่แพงด้วย

หรือไม่อย่างนั้น ดูหนังสือขายดีแต่ละเล่มสิครับ ไม่ใช่หนังสือวิชาการที่คนเขียนไอคิว 180 อะไรเลย แต่เป็นหนังสือที่ “อ่านง่าย” ด้วยกันทั้งนั้น

rich dad1-2อาทิ หนังสือชุด “Rich Dad” ของโรเบิร์ต คิโยซากิ ที่ขายดีถล่มทลายไปทั่วโลก (ผมเองก็มีส่วนร่วมแปลหนังสือชุดนี้เป็นภาษาไทยด้วยนะ อิอิ) ทั้งๆ ที่หลายคนมองว่าตัวโรเบิร์ตเองเป็นคนเขียนหนังสือไม่เก่ง ใช้ภาษาก็ง่ายจนไม่น่าจะเอามาเขียนเป็นหนังสือได้ แต่ “ความง่าย” นั้น คือสิ่งที่คนชอบ เมื่อบวกกับไอเดียที่โดนใจ หนังสือของเขาจึงขายได้กว่า 25 ล้านเล่ม ติดอันดับหนังสือขายดีที่สุดตลอดกาลไปแล้ว

(แต่ในวงการหนังสือบ้านเรา ต้องระวังพวกง่ายแต่ “มั่ว” หรือพวกง่ายแต่ “กลวง” ด้วยนะครับ ยิ่งพวกชอบก็อปของชาวบ้านมา ยิ่งต้องระวังให้หนัก เดี๋ยวนี้มีเยอะมาก)

แม้แต่สุดยอดนักลงทุนโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ เหตุที่คนทั่วโลก โดยเฉพาะวีไออย่างเราๆ ชื่นชอบแก นอกจากเรื่องของความสำเร็จในการลงทุนแล้ว น่าจะเป็นเพราะปู่บัฟฟ์เป็นคนประเภทที่ พูดอะไรก็เข้าใจ “ง๊ายง่าย” เปรียบเทียบอะไรแต่ละอย่างนี่ เห็นภาพลอยชัดขึ้นมาเลยทีเดียว

จากทั้งหมดที่ได้กล่าวมา ผมขอสรุปออกมาเป็นหลักในการเลือกซื้อหุ้นของวีไอเพียงข้อเดียว แต่เป็นหลักที่ใช้ได้เสมอ ใช้ได้ตลอดกาล นั่นคือ…

จงมองหาบริษัทที่ทำให้ชีวิตของผู้คน “ง่ายลง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้า “ความง่าย” นั้น เป็นสิ่งที่บริษัทอื่นๆ “ยากที่จะทำได้” นั่นยิ่งเยี่ยมเลย

อย่างธุรกิจที่ทำให้เราซื้อข้าวเหนียวหมูย่างหรือซาลาเปาหมูสับได้ตอนตี 2 หรือธุรกิจที่ทำให้เราซื้อเตาแก๊สกับไม้แขวนเสื้อได้ในที่เดียวกัน ดังได้ยกตัวอย่างไปแล้ว เป็นต้น

สุดท้ายที่ต้องฝากไว้ก็คือ ท่านอย่าเข้าใจผิดว่าการทำอะไรๆ ให้ง่ายนั้น เป็น “ของหมูๆ”  นะครับ …ไม่ใช่เลย

การทำ “เรื่องยาก” ให้เป็น “เรื่องง่าย” เป็นสิ่งที่ต้องใช้ความพยายาม ต้องทุ่มเท โดยตัวเราเอง หรือตัวผู้บริหารบริษัท ต้อง “คิดให้มากๆ” ว่าจะทำอย่างไรให้มันง่าย

ถ้าใคร หรือบริษัทไหน ยอมทำในสิ่งที่ “ยาก” เพื่อให้ชีวิตของผู้คนทั่วไป “ง่าย” รับรองว่าความสำเร็จ เงินทอง อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

เรียกว่า เพราะ “ง่าย” จึง “ชนะ” นั่นเองครับ