รีวิว CPALL Q2 ปี 57

cpall_new_logo1

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

รายได้รวมของ CPALL ในไตรมาส 2 ปี 2557 เพิ่มขึ้นถึง 71.8% กลายเป็น 92,134 ล้านบาท หลังเข้าเทคโอเวอร์ MAKRO คิดเป็นรายได้จาก “ห้างแม็คโคร” 34,749 ล้านบาท ที่เหลือมาจาก “ร้าน 7-eleven” ซึ่งขยายเพิ่มจาก 7,210 สาขา ในไตรมาส 2 ปีที่แล้ว เป็น 7,816 สาขา ในไตรมาส 2 ปีนี้

หากดูเฉพาะรายได้จากธุรกิจเดิมของ CPALL คือร้าน 7-eleven และธุรกิจข้างเคียง จะพบว่าเพิ่มขึ้น 8.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปกติเมื่อเทียบกับอดีตที่เคยทำได้

ในขณะที่ Gross Margin ของ CPALL ลดลงค่อนข้างมาก จาก 26.3% กลายเป็น 21.3% อันเป็นผลจากการเข้าซื้อกิจการ MAKRO ซึ่งเป็นธุรกิจ “กึ่งค้าส่ง” ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าเยอะ จึงมาฉุด GM ของ CPALL ให้ลดต่ำลงด้วย

อย่างไรก็ตาม หากหยิบเอา MAKRO ออกไป จะพบว่า Gross Margin ของธุรกิจร้าน 7-eleven เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จาก 25.6% เป็น 26.2% อันเป็นผลมาจากการเพิ่มสินค้า House Brand ซึ่งมีอัตรากำไรสูงกว่าเข้ามาค่อนข้างหนาตา โดยใช้แบรนด์ 7-eleven ที่ผมเคยเห็นก็อย่างเช่น กาแฟเซเว่น ขนมปังเซเว่น เครื่องดื่มเซเว่น หรือแม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเซเว่น ก็มีวางขายแล้ว

จะเห็นได้ว่าตัวธุรกิจเดิมของ CPALL ยังดำเนินต่อไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้

cpall-mama

บรรทัดถัดลงมา คือ “ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร” (SG&A) ปรากฏว่า SG&A ของ CPALL เพิ่มขึ้นจาก Q2 ปีที่แล้วถึง 33.4% หลังควบรวมกิจการกับ MAKRO

แต่หากเอา “ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร” ไปเทียบกับ “รายได้รวม” จะพบว่าอัตราส่วนตรงนี้ลดลง ทั้งนี้ด้วยเหตุผลเดิม คือธรรมชาติของ “ห้างแม็คโคร” ซึ่งเป็นธุรกิจ(กึ่ง)ค้าส่ง มีสัดส่วน SG&A ต่อรายได้ต่ำกว่า “ร้านเซเว่น” เยอะ จึงช่วยลดอัตราส่วนเดียวกันนี้ของ CPALL จากเดิม 23.6% ให้เหลือเพียง 18.3%

ในขณะที่ “กำไรจากการดำเนินงาน” ของ CPALL เพิ่มขึ้น 57.2% กลายเป็น 5,218 ล้านบาท ซึ่งก็อีกเช่นเคย คือส่วนหนึ่งเป็นกำไรจาก MAKRO ส่วน EBIT margin ลดลงเล็กน้อยจาก 6.2% เป็น 5.7% (ด้วยเหตุผลเดียวกับ GM ที่ลดลง คือ MAKRO จะมี EBIT margin ต่ำกว่าโดยธรรมชาติ จึงมาฉุดตัวเลขนี้ของ CPALL ลงด้วย)

7-112

จุดที่น่าสนใจและอยากให้จับตามองเป็นพิเศษ คือ ….

หากดูเฉพาะธุรกิจร้าน 7-eleven ปรากฏว่าตัวเลข EBIT เพิ่มขึ้นจาก 3,423 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2556 มาอยู่ที่ 4,970 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2557 หรือเพิ่มขึ้น 45.2% และหากพิจารณา EBIT marginจะพบว่าเพิ่มขึ้นจาก 6.4% เป็น 8.6% เลยทีเดียว ทั้งๆ ที่ในอดีตที่ผ่านมา ธุรกิจร้าน 7-eleven มี EBIT margin อยู่ในระดับเฉลี่ย 6.5% มาตลอด

นั่นแปลว่า ตัวธุรกิจเดิมของ CPALL คือร้าน 7-eleven “ดีขึ้น” อย่างเห็นได้ชัด มีพัฒนาการในการทำกำไรที่โดดเด่นมากๆ

Makro_2012-02-15_12-59-12และแม้การมีโมเดล “ธุรกิจ(กึ่ง)ค้าส่ง” เข้ามาซ้อนทับกับ “ธุรกิจค้าปลีก” จะส่งผลให้อัตราส่วนกำไรและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของทั้งสองธุรกิจเข้ามา Weight กัน

แต่สุดท้ายแล้ว เชื่อแน่ว่าตัวเลขอัตราส่วนกำไรและค่าใช้จ่ายในแต่ละบรรทัดของ CPALL จะเริ่ม “นิ่ง” และทำให้นักลงทุนที่ตามอ่านงบอย่างเราๆ มองออกว่ามันควรจะอยู่ที่เท่าไรอย่างไร เรื่องนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นตกใจ ทั้งหมดเป็นเรื่องธรรมดา

สิ่งที่ควรจะตกใจ อยู่ที่บรรทัดต่อไปต่างหากครับ….

บรรทัดสุดท้าย คือ “กำไรสุทธิ” ของ CPALL ลดลงถึง “15.0%” ซึ่งก็อย่างที่รู้กัน คือเป็นผลมาจาก “ดอกเบี้ยจ่าย” ในการเข้าซื้อ MAKRO ทำให้บริษัทต้องจ่ายดอกเบี้ยมโหฬารถึง 2,398 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ (ย้ำว่าแค่ไตรมาสนี้ไตรมาสเดียวนะครับ) เมื่อเทียบกับ Q2 ปีที่แล้ว ซึ่งจ่ายเพียง 127 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทีมงานเราจึงไปค้นต่อ ว่าการที่บริษัทจ่ายดอกเบี้ยบักโกรกขนาดนี้ ยอดหนี้ที่เป็น “เงินต้น” ของบริษัทลดลงหรือยัง (นับตั้งแต่เข้าซื้อ MAKRO เมื่อ Q3 ปีที่แล้ว) เพราะหากเงินต้นลดลง ต่อไปภาระดอกเบี้ยก็อาจจะเบาลงได้บ้าง

ข้อมูลที่พบนั้น “น่าประหลาดใจ” ยิ่ง จะเป็นอย่างไร เอาไว้มาต่อกันตอนหน้าครับ

———————————

** สนใจหลักสูตรสัมมนา “พื้นแน่น แม่นงบ” สอนวิธีอ่านงบการเงินเพื่อใช้ลงทุน และหลักสูตรยอดนิยม “ประเมินมูลค่าหุ้น” โดยทีมงาน Club VI คลิกที่นี่ **

เครดิตภาพ: ภาพโลโก้ CPALL โลโก้ 7-eleven จากเว็บไซต์บริษัทซีพีออลล์, ภาพโลโก้ MAKRO จากเว็บไซต์บริษัท MAKRO, ภาพบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของ Club VI

 

รีวิว HMPRO Q2 ปี 57

hmpro8โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

งบไตรมาส 2 ของ HMPRO ออกแล้วครับ

“รายได้รวม” เพิ่มขึ้น 23.76% เป็น 12,788.24 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว หลักๆ มาจาก “รายได้จากการขาย” ซึ่งมาจากสาขาที่เปิดใหม่ และการเติบโตของสาขาเดิม

โดย Same-store Sales Growth (SSSG) ของบริษัทเพิ่มขึ้นประมาณ 4% สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการเพิ่มสัดส่วนของสินค้า house brand ซึ่งถือว่าบริษัททำได้ไม่เลวเลย

อย่างไรก็ตาม “กำไรสุทธิ” กลับเพิ่มแค่ 8.57% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน!!

ถามว่าทำไม “รายได้” เพิ่ม “เยอะ” แต่ “กำไรสุทธิ” เพิ่ม “น้อย” … เราลองมาดูกันทีละบรรทัดนะครับ

ขั้นแรก “กำไรขั้นต้น” เพิ่มขึ้น 548.14 ล้านบาท หรือเพิ่ม 20.88% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โดย Gross Margin อยู่ที่ 26.39% ใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 26.94% แต่ต้องทำใจไว้ว่า ต่อไปตัวเลขนี้จะลดลงแน่นอน เพราะมีธุรกิจ “เมกาโฮม” ที่ Gross Margin ต่ำกว่าเข้ามาพ่วงด้วย

ที่ต้องระวังคือบรรทัดต่อไป…

Profits2

“ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร” (SG&A) ของ HMPRO เพิ่มขึ้น 25.41% ถือว่าเพิ่มสูงมาก สูงกว่าการเพิ่มของรายได้เสียด้วยซ้ำ!!

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ SG&A เพิ่มเยอะ น่าจะมาจากค่าใช้จ่ายในการเปิดสาขาของเมกาโฮม รวมถึงโฮมโปรสาขามาเลเซีย เพราะบริษัทต้องจ้างคน ต้องจ่ายค่าขนส่ง รวมทั้งจ่ายค่าใช้จ่ายจิปาถะอีกมากมาย

นี่แหล่ะครับ คือปัจจัยสำคัญที่มาบั่นทอนกำไร!!

ด้วยเหตุนี้ “กำไรจากการดำเนินงาน” (EBIT) ในไตรมาส 2 ปี 57 จึงเพิ่มขึ้นเพียง 13% อยู่ที่ 1,101 ล้านบาท (ทั้งๆ ที่รายได้เพิ่มขึ้นถึง 26%) และ EBIT Margin ลดจาก 9.4% เหลือ 8.6% เมื่อเทียบกับ Q2 ปีที่แล้ว

hmpro5

ยังไม่หมดนะครับ ยังมีอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้กำไรเพิ่มน้อย ทั้งๆ ที่รายได้เพิ่มกระฉูด นั่นก็คือ “ดอกเบี้ยจ่าย”

จากข้อมูลที่รายงานออกมา HMPRO มีดอกเบี้ยจ่ายในไตรมาส 2 ปี 57 (เฉพาะ 3 เดือน) ประมาณ 106 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 52.5 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าเพิ่มขึ้น “เกือบเท่าตัว” เลยทีเดียว

เหตุที่ดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้นขนาดนี้ เป็นเพราะปี 2556 แทบจะเรียกได้ว่าเป็น “ปีแห่งการลงทุน” ของ HMPRO เลยก็ว่าได้

โดยในปี 2556 ทั้งปี บริษัทได้ทุ่มลงทุนเป็นจำนวนเงินกว่า “9,000 ล้านบาท” ใช้เงินสดที่มีอยู่ราว “5,000 ล้าน” และกู้เพิ่มอีกประมาณ “4,000 ล้าน” ในการลุยเปิดโฮมโปรถึง 11 สาขา (มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา) และเมกาโฮมอีก 2 สาขา

hmpro2

ทั้งนี้ ในส่วนที่กู้เพิ่ม บริษัทใช้การ “ออกหุ้นกู้” เป็นหลัก และอันที่จริงถ้าเราย้อนไปดูงบปี 2556 เต็มปี จะเห็นว่าดอกเบี้ยจ่ายก็เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากงบปี 2555 อันเป็นผลมาจากการออกหุ้นกู้เพื่อขยายกิจการในไตรมาส 3 ปี 56 นั่นเอง

นอกจากนี้ ในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ปี 57 ที่เรากำลังวิเคราะห์กันอยู่นี้ บริษัทยังออกหุ้นกู้เพิ่มอีกราวๆ 1,000 ล้านบาท และกู้เงินเพิ่มอีกประมาณ 1,000 ล้าน จึงทำให้หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (Interest-bearing Debt หรือ IBD) ของ HMPRO ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 57 เพิ่มขึ้นมาเป็น 11,000 ล้านบาท

เมื่อ “หนี้” เยอะขึ้น ก็ต้องจ่าย “ดอกเบี้ย” สูงขึ้นเป็นธรรมดา (แม้บริษัทจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ดี คือเฉลี่ยประมาณ  3.6-3.8% ซึ่งถือว่าไม่มากเลยก็ตาม)

hmpro

โดยสรุป HMPRO กำลังมาถึง “หลักกิโลเมตรสำคัญ” ที่จะตัดสินอนาคตของบริษัท หลังจากขยายธุรกิจมาทำเมกาโฮม ซึ่งเท่ากับมีโมเดลธุรกิจใหม่เข้ามาซ้อนทับกับของเดิม อันจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก

คาดว่าคงเห็นผลกันเร็วๆ นี้ว่าจะเวิร์คหรือไม่

อีกประเด็นหนึ่งคือ การขยายสาขาไปที่มาเลย์ ซึ่งจะบ่งบอกถึงการขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ใน AEC ต่อไปในอนาคต ว่าจะมีโอกาสแค่ไหนและจะไปได้สวยหรือไม่ โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ระหว่างขยายกิจการ ว่าบริษัทจะทำได้ดีเพียงใด

จึงขอแนะนำให้ “จับตาดูอย่างใกล้ชิด” นับจากนี้เป็นต้นไปครับ !!

——————————-

อยาก “อ่านงบการเงิน” และ “ประเมินมูลค่าหุ้น” แบบมืออาชีพ แนะนำคอร์สสัมมนา พื้นแน่น-แม่นงบ (VI 201) และ ประเมินมูลค่าหุ้น (VI 202) รุ่นที่ 3 โดย Club VI คลิกที่นี่

เครดิตภาพ: โลโก้ HMPRO จากเว็บไซต์ของบริษัท, ภาพ กำไรสามขั้น และภาพอื่นๆ ของ Club VI  

 

รีวิว CPN : การจัดหาเงินทุน

cpn-logo

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

ตอนที่แล้วได้พูดถึงผลประกอบการของ CPN ในไตรมาสที่ 1 ปี 2557 กันไปแล้ว (อ่านรีวิว CPN ตอนที่แล้ว คลิกที่นี่ตอนนี้จะมาว่ากันต่อ ถึงสิ่งที่เป็น “จุดแข็ง” ของ CPN และทำให้บริษัทเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือเรื่องของ “การจัดหาเงินทุน” นะครับ

ก่อนอื่น มาดูกันว่า ที่ CPN ต้องใช้เงินลงทุนก้อนโตนั้น จะเอาไปทำอะไรบ้าง (เงินลงทุนตรงนี้ ศัพท์ทางการเงินเรียกว่า  “Capital Expenditure”)

ผู้บริหารของ CPN บอกว่า บริษัทมีแผนจะเปิดศูนย์การค้าใหม่ทุกปี ปีละ 3-4 แห่ง โดยในปี 2556 เปิดไปแล้วสามศูนย์ฯ คือ เซ็นทรัลอุบลราชธานี เชียงใหม่ และ หาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนไป 11,745 ล้านบาท และเมื่อต้นปี 57 เดือน มี.ค. ก็เพิ่งเปิด เซ็นทรัล สมุย ในรูปแบบของ Resort Mall ไปเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ CPN ยังเตรียมจะไปเปิดโครงการในประเทศ AEC เริ่มต้นจากมาเลเซีย โดยผู้บริหารบอกว่าตลาดมาเลย์โตเร็วกว่าไทยถึง 2 เท่า อีกทั้งยังไม่มี “ผู้นำ” ในธุรกิจห้างสรรพสินค้า จึงถือเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

cpn-meeting

ต่อมา มาดูกันว่า บริษัทจะเอาเงินลงทุนมาจากไหน

ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นที่ผ่านมา ผู้บริหารบอกว่า บริษัทต้องใช้งบลงทุนอีกประมาณปีละ 16,000 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีนับจากนี้ คือปี 2014-2016 โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่จะมาจาก “เงินสดจากการดำเนินงาน” ของบริษัทเอง

ด้วยความที่สินทรัพย์หลักของ CPN คือ “อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน” และ “สิทธิการเช่า” (ในส่วนของสิทธิการเช่า หมายถึง สาขาที่บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของตัวอาคาร เพราะไปสร้างอาคารบนที่ดินที่เช่ามา ได้แก่ สองสาขาหลัก คือ เซ็นทรัลลาดพร้าว และ เซ็นทรัลเวิลด์)

ด้วยเหตุนี้ ต้นทุนหลักของบริษัทจึงเป็น “ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย” (ซึ่งส่วนใหญ่ CPN จะตัดค่าเสื่อมฯ ประมาณ 20-40 ปี) และยังมีต้นทุนอย่างอื่นอีก อาทิ ค่าเช่าที่ดิน ค่าสาธารณูปโภค ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าซ่อมแซมต่างๆ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม อยากเน้นให้เห็นว่า ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ถือเป็น “ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด” ดังนั้น ถ้าอยากรู้ตัวเลข “กำไรจากการดำเนินงาน” ที่อยู่ในรูป “เงินสด” จริงๆ ก็ต้องเอาค่าเสื่อมราคาบวกกลับเข้าไป จึงจะได้ตัวเลขที่เรียกว่า “EBITDA” ซึ่งจะทำให้เห็นถึง “สภาพคล่อง” ที่แท้จริง

ซึ่งเมื่อดูจากงบการเงินปีล่าสุด ปรากฏว่า CPN มีกำไรในรูปเงินสดถึงประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท!!

จะเห็นได้ว่า ด้วยเงินสดจากการดำเนินงานปีละ 10,000 ล้านบาท CPN คงไม่มีปัญหาเงินทุนขาดมือ เพราะลำพังเงินสดที่ไหลเข้ามาแต่ละปีก็มากกว่าครึ่งหนึ่งของงบลงทุนรายปีไปเยอะแล้ว

แต่สำหรับเงินลงทุน “ในส่วนที่เกินกว่า” เงินสดจากการดำเนินงาน บริษัทก็จะระดมทุนเพิ่ม โดยการ “ออกหุ้นกู้” รวมทั้งใช้การ “กู้เงิน” (ที่อยู่ในรูป Project Finance) ร่วมด้วย

the groove

ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ต้นทุนทางการเงินของ CPN (ซึ่งก็คือ ดอกเบี้ยจ่าย) อยู่ที่ประมาณ 4.3-4.4% ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก อาจจะด้วยเครดิตของบริษัท

อีกทั้งเมื่อพิจารณาความสามารถในการกู้ยืมเงิน จะพบว่ายังมี room ในการกู้เพิ่มเติมอีกเหลือเฟือ เพราะ Net D/E หรือ “หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น” อยู่ที่ “0.49 เท่า” เท่านั้น (ลดจาก 0.82 เท่า เพราะได้รับเงินสดเข้ามาเยอะ หลังเพิ่งขายสินทรัพย์เข้ากองทุน)

และล่าสุด ในปี 2556 ที่ผ่านมา บริษัทเพิ่งออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) โดยได้รับเงินสดเข้ามาประมาณ 6,500 ล้านบาท เพื่อมาช่วยรองรับแผนการลงทุนในอนาคตอีกด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ CPN ยังมีอีกหนึ่งวิธีสุดท้ายในการระดมทุน นั่นคือการ “ขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์” ซึ่งถือว่า “เวิร์ค” มากๆ

ที่ได้ทำไปแล้ว คือกองทุน CPNRF และ CPNCG อันเป็น “ทางลัด” ช่วยให้บริษัทได้เงินสดก้อนโตเข้ามาทันที และในทางบัญชี ยังจะมีกำไรก้อนโตปรากฏเข้ามาในงบการเงินปีนั้นๆ อีกด้วย

โดยหลังจากขายสินทรัพย์เข้ากองทุนไปเรียบร้อย บริษัทสามารถเอาเงินนั้นไปลงทุนต่อเพื่อสร้างผลตอบแทน เปรียบเสมือนการรับรู้รายได้ล่วงหน้า แทนที่จะต้องบริหารสินทรัพย์เองและทยอยรับรู้รายได้ไปเรื่อยๆ

ทั้งหมดที่กล่าวมา คือภาพรวมของ CPN ในเรื่องของความสามารถในการ “จัดหาเงินทุน” อันถือเป็นรากฐานสำคัญแห่งการเติบโต ที่ทำให้บริษัท “มาไกล” ถึงขนาดนี้

เมื่อบวกกับ “ความเชี่ยวชาญ” ในการทำห้างสรรพสินค้า และ “ชื่อเสียง” ของกลุ่ม “เซ็นทรัล” เชื่อแน่ว่า CPN คงเติบโตไปได้อีกไกล และโตไปอีกนาน

———————————–