“เงิน” ก็คือ “เวลา”

Money is Time

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ได้ยินกันมาแต่ไหนแต่ไรว่า “Time is Money” หรือ “เวลาคือเงินทอง” ซึ่งถูกต้องอย่างยิ่ง

แต่คนที่เข้าใจเรื่องอิสรภาพทางการเงินจะทราบว่า ในทางกลับกัน ต้องบอกว่า “Money is Time” กล่าวคือ การมี “เงิน” นั่นแล ทำให้มี “เวลา”

โดยปกติแล้ว เมื่อพูดถึง “ทุน” เรามักจะนึกถึง “เงิน” หลายคนชอบคิดว่า ถ้าไม่มี “เงิน” ก็คือไม่มี “ทุน”

หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว “เวลา” ก็เป็น “ทุน” อย่างหนึ่งซึ่งทุกคนมีเท่าๆ กัน จะใช้เวลาอย่างไรนั้น เป็นทางเลือกของเราเอง

คนจำนวนมากที่ยังต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่กับงานประจำ มักอ้างว่า ไม่มี “เวลา” ที่จะศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุน บ้างก็บอกว่าทำงานเหนื่อยอยู่แล้วทุกวัน กลับมาบ้านจึงไม่อยากหาเรื่องหนักๆ ใส่หัวอีก จะให้อ่านหนังสือก็ดูจะเพิ่มความเครียดให้ตัวเอง

ว่างเมื่อไรจึงเล่นแต่ เฟซบุ๊ก พอถึงเสาร์-อาทิตย์ ก็ไปเดินห้าง ดูหนัง ช้อปปิ้ง แล้วอ้างว่าไม่มี “เวลา”

ที่จริงไม่ใช่ไม่มีเวลา พวกเขาแค่ไม่ยอมควัก “เวลา” มาลงทุนต่างหาก

และเนื่องจาก “เวลา” เป็น “ทุน” อย่างหนึ่ง เราจึงมีสองทางเลือกที่จะจัดการกับมัน ระหว่างการเอามันออกมาบริหารให้เกิดประโยชน์ (เหมือนการเอาเงินไปลงทุนให้เกิดผลตอบแทน) หรือใช้มันไปอย่างสิ้นเปลือง

น่าเสียดายที่คนจำนวนมากเลือกอย่างหลัง จึงไม่มีวันเป็นอิสระทางการเงินได้

ไม่ใช่ไม่ให้ “เที่ยว” ไม่ให้ “ช้อปปิ้ง” ไม่ให้ “เล่นเฟซบุ๊ก” นะครับ ผมเองก็ทำทุกอย่างที่ว่ามา เพราะผมเชื่ออย่างยิ่งว่าคนเราต้องผ่อนคลายบ้าง พวกเครียดเกินไปมักลงทุนได้ไม่ดี นี่เห็นมาเยอะแล้ว

ผมแค่กำลังสื่อว่า ในเมื่อทำในสิ่งเหล่านั้นได้ ก็ย่อมหาเวลาอ่านหนังสือลงทุนได้ เจียดเวลาไปฟังสัมมนาหุ้นได้

ผมเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าคนที่บอกว่าไม่มีเวลาเพราะต้องทำงานนั้น ยอมอดทนเก็บเงินให้ได้สักก้อนหนึ่ง ซึ่งพอเลี้ยงตัวเองได้สักครึ่งค่อนปี แล้วหยุดงานไปเลย “หกเดือนเต็ม”

โดยตลอดหกเดือน เขาต้องตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำอะไรอื่น นอกจากอ่านหนังสือ และศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียว (จะเป็นแนวทางวีไอหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ต้องไม่ใช่การเก็งกำไรแบบวูบวาบพิสดาร)

ไม่แน่ว่านั่นอาจเป็นหกเดือนที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเขา เพราะมันอาจ “ปลดล็อค” นำเขาไปสู่เส้นทางการลงทุนที่ถูกต้อง

ซึ่งหากเดินต่อไปจนถึงเป้าหมาย เขาก็จะได้เวลาเพิ่มขึ้นมาอีกหลายสิบปี เป็นเวลาของเขาเองจริงๆ ที่ไม่ต้องทำงานแลกเงินอีกแล้ว

“หกเดือน” แลก “หลายสิบปี” คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม

ที่พูดนี่อย่าเข้าใจผิด ไม่ใช่หกเดือนแล้วจะเก่งได้ทันทีนะครับ เรื่องการลงทุนต้องศึกษากันตลอดชีวิต หยุดไม่ได้ ผมหยิบยกตัวเลข “หกเดือน” ขึ้นมา เพียงเพราะคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่น่าจะพอดีๆ สำหรับการสร้างความพร้อมในการลงทุน

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นการ “คิดเล่นๆ” เท่านั้น เพราะในชีวิตจริง คงมีน้อยคนที่จะหยุดงานได้หกเดือน ซึ่งถ้าท่านทำไม่ได้ก็หาได้มีปัญหาอันใดไม่ แค่แบ่งเวลาในวันหยุด หรือวันธรรมดาหลังเลิกงานมาใส่ใจกับการลงทุน นั่นก็ดีมากแล้วครับ

คุณสุภศักดิ์ จุลละศร เพื่อนผมที่ทำ Club VI มาด้วยกัน เคยบอกไว้ดีมากๆ ว่า คนเรามักมองเรื่องของ “เวลา” ใน “ภาพเล็ก” เช่น ยอมขึ้นรถไฟฟ้าแทนการขับรถ เพื่อให้ประหยัดเวลาได้วันละ 2-3 ชั่วโมง แต่กลับไม่ยอมมอง “ภาพใหญ่” เช่น เรากำลังเอาเวลา 40 ปี แลกกับชีวิตแบบไหน

เมื่อไม่มอง จึงไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อไม่เปลี่ยนแปลง จึงต้องทำงานเป็นหนูถีบจักรไปเรื่อยๆ

และดังที่ได้บอกไปตอนต้นแล้วว่า ไม่ใช่แค่ “เวลา” คือ “เงินทอง” แต่ “เงินทอง” เองก็ทำให้มี “เวลา”

เพราะฉะนั้น แทนที่จะทำงานไปวันๆ เราจึงควร “หยุดคิด” แล้วเริ่มต้นขวนขวายหาความรู้ ใช้เวลาที่มีในวันนี้ เพื่อสร้าง “ทรัพย์สิน” ที่สร้าง “กระแสเงินสด” ให้เราได้ในวันข้างหน้า

ในอนาคตเราจะได้มีทั้ง “เงิน” และ “เวลา” …

ไม่ต้องใช้ “เวลา” หา “เงิน” ไปตลอดชีวิต

เงินที่เสียไป กับเงินที่ไม่ได้มา

IMG_0089

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ปุจฉา : ถ้าคุณเอาเงิน 2 หมื่นบาท ใส่ไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน แล้วอยู่ๆ มีคนมาขโมยไป คุณจะเสียดายมั้ยครับ?

ผมเชื่อว่าเป็นใครก็ต้องเสียดายแน่นอน

แต่คนจำนวนมาก กลับเอาเงินที่ทำมาหาได้ด้วยความยากลำบาก ทิ้งไว้ในบัญชีธนาคารเฉยๆ ไม่คิดเอาออกมาลงทุนอะไร ปล่อยมันไว้อย่างนั้น วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า

โดยไม่รู้เลยว่า ตัวเองกำลัง “จ่ายแพง” ขนาดไหน

สมมุติคุณมีเงินที่เก็บหอมรอมริบได้จากการทำงานประจำ 2 แสนบาท เอาไปลงทุนให้ได้ปีละแค่ 10% ก็ได้ปีละ 2 หมื่นบาทแล้ว ยิ่งถ้าทบต้นต่อๆ ไปโดยไม่เอาออกมาใช้ เงินนั้นก็จะยิ่งเพิ่มพูนทบทวีมากขึ้นเรื่อยๆ

ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณไม่ทำอะไร นั่นแปลว่าคุณกำลังจ่าย “เงินสดๆ” ปีละ 2 หมื่นบาท และจ่ายมากขึ้นๆ ในปีต่อไป และต่อๆ ไป

เงินสดหายไป 2 หมื่น บางคนเสียดายแทบเป็นแทบตาย แต่เวลา “เผาเงินทิ้ง” ปีละหลายๆ หมื่น กลับไม่เคยคิดเสียดาย

ราคาของการ “ไม่ทำอะไร” นั้น แพงจนไม่น่าเชื่อนะครับ เพียงแต่เรามองไม่เห็นมันเท่านั้นเอง

เชื่อไหมครับว่า “เงินที่เสียไปมากที่สุด คือเงินที่เราไม่ได้มันมา”

เหมือนที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยบอกว่า ความผิดพลาดใหญ่หลวงที่สุดของเขา ไม่ได้มาจาก “ทำ”  แต่มาจากการ “ไม่ได้ทำ” คือมัวชักช้า เห็นโอกาสในการลงทุนดีๆ อยู่ตรงหน้าแล้วแต่กลับไม่คว้าไว้

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี่ แค่ “ค่าเสียโอกาส” เท่านั้นนะครับ ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องของ “เงินเฟ้อ” เลย หากเอาเงินเฟ้อมาคิดด้วย จะพบว่าผลเสียของการเก็บเงินไว้เฉยๆ นั้น อันตรายกว่าที่ว่ามาข้างต้นเสียอีก

เงินเฟ้อเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความมั่งคั่งของ “คนทุกคน” เพราะมันจะบั่นทอนกำลังซื้อของเราไปเรื่อยๆ เงิน 15 บาท เมื่อ 20 ปีก่อน กินก๋วยเตี๋ยวได้ชามนึงสบายๆ (แบบพิเศษเพิ่มลูกชิ้น) แต่เงิน 15 บาทวันนี้ ไม่รู้จะกินก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวแกงที่ไหนได้บ้าง

สมมุติอัตราเงินเฟ้อของไทยปีละ 2.5% นั่นแปลว่า ถ้าเอาเงินที่เก็บหอมรอมริบมาได้ 1 แสนบาท เก็บไว้ในบัญชีธนาคารเฉยๆ กะว่าเป็นเงินเย็นๆ เพื่ออนาคต…

ผ่านไป 2 ปี เงิน 1 แสนนั้น จะเหลือกำลังซื้อแค่ประมาณ 9.5 หมื่น (เทียบกับวันนี้)

และผ่านไป 5 ปี จะเหลือกำลังซื้อแค่ 8.8 หมื่น หายไปสิบกว่าเปอร์เซ็นต์!!

ถึงตอนนี้ “เงินเย็น” ที่ว่า จะเริ่ม “ร้อน” ขึ้นเรื่อยๆ คือนอกจากไม่ได้เงินเพิ่มแล้ว ยังเสียเงินไปทุกวันๆ โดยที่บางคนอาจไม่รู้ตัวเลย

ทุกครั้งที่ผมพูดแบบนี้ ก็มักมีคนแย้งว่า ถ้าลงทุนแล้ว “เจ๊ง” ล่ะ จะทำยังไง? บางคนบอก ถ้าไม่มีความรู้ เก็บเงินไว้เฉยๆ ยังดีกว่าเอาไปลงทุน

เด็ดที่สุดคือ มีคนแย้งว่า “ถ้าทำได้จริง ทุกคนคงรวยไปหมดแล้ว” อันนี้ได้ยินบ่อยมาก

ผมอธิบายอย่างนี้นะครับ…

ผมเชื่อว่าทุกอย่างในโลกนี้ เริ่มต้นจาก “ความคิด”

มีคนจำนวนมากยังติด “กับดัก” ความคิด โดยเชื่อว่าตัวเอง “ทำไม่ได้” เชื่อว่ามัน “เป็นไปไม่ได้” หรือรัดรึงตัวเองไว้กับ “ความกลัว”

กลัวเสีย กลัวเจ๊ง

พวกเขาจึงเลือกที่จะ “หลีกหนี” และไม่มีวันประสบความสำเร็จทางการเงิน

ดังนั้น ต้องเปลี่ยนความคิดเสียก่อน อย่างอื่นจึงจะตามมา

ประโยคที่บอกว่า “ถ้าทำได้จริง ทุกคนคงรวยไปหมดแล้ว” ที่จริงก็ไม่ผิด แต่ที่ชัวร์ยิ่งกว่าก็คือ “ที่บางคนไม่รวย ก็เพราะเขาคิดอย่างที่ท่านคิดนี่แหล่ะ”

คนบางคน อะไรที่คิดว่ายาก มองว่าน่ากลัว ก็ยกธงยอมแพ้ตั้งแต่แรก โดยยังไม่ได้เริ่มต้นลงมือทำเสียด้วยซ้ำ

ผมไม่ได้บอกว่าทุกคนลงทุนแล้วจะประสบความสำเร็จเสมอไปนะครับ แต่ผมบอกว่า ทุกคนควรหันมา “สนใจ” ลงทุน ความสนใจจะทำให้คุณขวนขวายหาความรู้ และพัฒนาตัวเองขึ้นไปได้

แน่นอนว่าบางคนอาจเดินผิดทาง บางคนอาจขาดทุน บางคนอาจหลงทางเสียเวลา ผมเองก็เคยผ่านขั้นตอนนั้นมาแล้ว

แต่เชื่อเถอะว่าหากลงมือทำ นั่นเป็นการ “เปิดประตูแห่งโอกาส” มิใช่กลัวจนปล่อยให้ประตูนั้นปิดสนิทแน่นอยู่ ชีวิตนี้จึงไม่มีทางบรรลุความมั่งคั่งได้

และถ้าท่านเลือกแนวทางที่ถูกต้อง คือลงทุนแบบเน้นพื้นฐาน มองที่มูลค่าของสินทรัพย์อย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ไปเล่นหุ้นปั่น ไม่คิดแต่จะเก็งกำไร ไม่แห่ตามฝูงชน โอกาสที่จะ “เจ๊ง” ชนิดหมดเนื้อหมดตัวนั้น บอกได้เลยว่า “แทบเป็นไปไม่ได้”

ดังนั้น ถ้าเห็นใครที่รู้จักและหวังดีกำลัง “เผาเงินทิ้ง” อยู่ล่ะก็ รีบบอกเขาให้เริ่มต้นสนใจลงทุนเถอะครับ อย่าให้ถึงวันหนึ่ง ซึ่งเขามองย้อนกลับมา แล้วนึกเสียดายว่า …

ทำไมเราปล่อยให้เงินหายไปได้มากมายขนาดนี้!!

Tap Dancing to Work ภาคภาษาไทย พร้อมเปิดตัว

tapdancingthai2

ตอนนี้หนังสือ “Tap Dancing to Work” ภาคภาษาไทย ในชื่อไทยว่า “เต้นรำไปทำเงิน” แปลโดยคุณชัชวนันท์ สันธิเดช และคุณสุภศักดิ์ จุลละศร สองทีมงาน Club VI สำเร็จเสร็จสิ้นออกมาเป็นรูปเล่มเรียบร้อยแล้วนะครับ

หลายคนบอกว่า นี่คือหนังสือลงทุนที่เป็นที่จับตามองที่สุดเล่มหนึ่งของปีนี้เลยทีเดียว

ขอขอบพระคุณพี่เวป พรชัย รัตนนนทชัยสุข แฟนพันธุ์แท้วอร์เรน บัฟเฟตต์ และหนึ่งในผู้ถือหุ้นเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ กับ พี่โจ อนุรักษ์ บุญแสวง นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ที่ให้เกียรติเขียนคำนิยมให้ด้วยครับ

ในวันพฤหัสที่ 17 ต.ค. เวลา 12.00-13.00 น. จะมีงานเปิดตัวหนังสือ ณ เวทีกลาง ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยผู้แปลทั้งสองคนจะไปพูด และจะไปแจกลายเซ็นต่อที่บู๊ธ L06 สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ ผู้สนใจไปพบกันได้ครับ

*******************

เต้นรำไปทำเงิน

ทุกเรื่องราวเกี่ยวกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ตั้งแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักจนกลายมาเป็นนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

หนังสือเล่มนี้จะทำให้เราได้เห็นถึงการผจญภัยในโลกธุรกิจของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เห็นถึงพัฒนาการความคิด การลงทุน การตัดสินใจ หรือแม้แต่การบริหารธุรกิจที่เรามักจะไม่ค่อยได้เห็นในตัวของบัฟเฟตต์บ่อยนัก ทั้งหมดมีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ แม้แต่ความผิดพลาดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ อะไรที่ทำนายไว้แล้วเป็นจริง อะไรที่ทำนายไว้แล้วไม่เป็นจริง สิ่งเหล่านี้ได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้แล้วเช่นกัน 

ในหนังสือประกอบไปด้วย – บทความเกี่ยวกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ของนิตยสาร Fortune ตั้งแต่ปี 1966 – 2012 – ข้อเขียนของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เอง – จดหมายถึงผู้ถือหุ้น ซึ่งคัดเฉพาะส่วนที่สำคัญ – จดหมายที่บิลล์ เกตส์ เขียนถึงวอร์เรน บัฟเฟตต์ – พลาดไม่ได้! กับบทสนทนา บทสัมภาษณ์ และการเป็นวิทยากรบนเวทีเดียวกันของบิลล์ เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์

******************