ทางสองแพร่งแห่งปันผล (The Dividend Dilemma)

dividend dilemma

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เรื่องของ “เงินปันผล” ใครๆ ก็ชอบครับ คนที่ถือหุ้นไว้ ต่างก็อยากได้ผลตอบแทนเป็น “ตัวเงิน” ใครๆ ก็ปรารถนาที่จะได้เงินสดมาอยู่ในกระเป๋าตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

อาจารย์เทพ รุ่งธนาภิรมย์ เปรียบเทียบหุ้นที่จ่ายปันผลดีๆ ว่าเป็น “ห่านทองคำ” ที่จะออก “ไข่” ในรูปของ “เงินสด” ให้เรามีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจนและเห็นภาพอย่างยิ่ง

นักลงทุนระยะยาวบางคน เน้นเลือกหุ้นที่จ่ายปันผลหนักๆ (Dividend Stock) เท่านั้น คือโตมากน้อยไม่เป็นไร แต่ปันผลต้องดีไว้ก่อน ไม่งั้นไม่สน

ในขณะที่คนดังหลายคนในแวดวงการลงทุน ก็แนะนำให้นักลงทุนเลือกซื้อหุ้นตัวนั้นตัวนี้ บ้างก็เชียร์ “หุ้นสื่อสาร” บ้างก็เชียร์ “หุ้นปูนซีเมนต์” โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะ “ปันผลดี”

เดี๋ยวนี้ แม้แต่ตลาดหลักทรัพย์ ยังมีดัชนี SETHD โดย HD ในที่นี้ย่อมาจาก “High Dividend” เอาไว้สำหรับคนที่ซื้อหุ้นเพื่อหวังเก็บดอกผลโดยเฉพาะ

การซื้อหุ้นโดยหวังปันผลนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดครับ แต่ผมอยากเตือนว่า อย่าเน้นแต่ปันผล แล้วละเลยหรือให้ความสนใจกับปัจจัยอื่นๆ น้อยเกินไป เพราะนั่นอาจทำให้เรา “ก้าวพลาด” ได้

โดยส่วนตัว ผมไม่ค่อยเชื่อในการเลือกหุ้นที่ยึดเอาแต่ “ปันผลสูงๆ” เป็นหลัก เพราะมันคือการดูแต่ “ผล” โดยไม่สนใจ “เหตุ

ต้องไม่ลืมว่า “ปันผล” มาจาก “กำไร” ครับ ถ้าเราอยากได้เงินสดไปนานๆ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาว เราก็ต้องเลือกบริษัทที่ “เหตุ” ดี คือกิจการแข็งแกร่ง มีการเติบโตของกำไรที่ดี และจ่ายปันผลในระดับที่เหมาะสม ไม่เขียมจนเกินไป หรือกั๊กไว้เองหมด

วิธีก็คือ ให้ดูที่ “นโยบายการจ่ายปันผล” (มีอยู่ใน Settrade.com) เป็นหลัก เช่น อาจตั้งเกณฑ์ไว้ว่า บริษัทไหนมีนโยบายจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 40-50% อย่างนี้ถือว่า “ผ่าน”

แต่ถ้าดูเฉพาะตัวเลขปันผลงวดล่าสุด หรือดูแต่หุ้นใน SETHD แปลว่าท่านกำลังดูแต่ “ปัจจุบัน” ไม่มอง “อนาคต”

บางคนไม่คิดอะไรเลย หุ้นตัวไหนปันผล 8-10% ก็เข้าซื้อทันที แบบนี้ต้องระวังให้ดีนะครับ

บางบริษัทปันผลเยอะ แต่เงินที่เอามาปันผลนั้น ไม่ได้มาจากกำไรจากการดำเนินงานปกติ ทว่าเป็น “กำไรพิเศษ” ที่ได้ครั้งเดียวจบ เลยทำให้มีตังค์มาจ่ายปันผลมากหน่อย อีก 10 ปีข้างหน้า อาจจะไม่มีโอกาสปันอย่างนี้อีกเลยก็ได้ จบแล้วจบเลย

ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2555 หลายบริษัทได้รับเงินค่าชดเชยจากบริษัทประกัน สำหรับความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ซึ่งถือเป็น “กำไรพิเศษ” ที่ไม่มีความยั่งยืน และทำให้บริษัทจ่ายปันผลออกมาได้เยอะผิดปกติ ซึ่งถ้าขืนดูแต่อัตราเงินปันผลในรอบปีที่ผ่านมา ก็จะทำให้มองภาพผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงได้

ที่แย่กว่าก็คือ บางบริษัทเคยเป็น “หุ้นปันผล” ชั้นดีมาก่อน เราดูสถิติการจ่ายปันผลที่ผ่านมาก็ยังสวยอยู่ แต่หารู้ไม่ว่า นั่นเป็นการ “ปันสั่งลา” กล่าวคือ ผู้บริหารซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ตั้งใจปันผลออกมาเยอะๆ เพราะต้องการ “หยิบเงินออกจากลิ้นชัก” ให้มากที่สุด เนื่องจากรู้ว่าธุรกิจกำลังตกต่ำลง ชนิดยากจะกลับมาได้ จึงตัดสินใจ “ถอนเงินออก” หลังจากนั้นบริษัทก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ โงหัวไม่ขึ้นอีกเลย

นี่ยังไม่นับพวกบริษัทห่วยๆ ที่กู้มาจ่ายปันผล เพื่อ “เลี้ยง” หรือ “กระตุ้น” ราคาหุ้นนะ บริษัทพวกนี้อันตรายมาก และมีอยู่จริงในตลาดหุ้นไทยนี่แหล่ะ

คนจำนวนมากเชื่อว่า “หุ้นที่จ่ายปันผลดี” คือการลงทุนแบบ “Super Defensive” ประมาณว่า “ชัวร์” ที่สุดแล้ว จึงเข้าไปซื้อ เพราะคิดว่า “ไม่เสี่ยง” สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ บางคนถึงกับขาดทุนยับเยิน เพราะตามองแต่ประโยชน์ในระยะสั้น โดยละเลยพื้นฐานทางธุรกิจไป

ชีช้ำมั้ยล่ะครับ? อุตส่าห์ซื้อเพราะกลัว “เสี่ยง” กลับต้องเจ๊งเพราะมันเสี่ยงยิ่งกว่าเสียอีก

มีอีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจครับ บางบริษัทมีเงินสดเยอะ แต่ไม่ค่อยปันผลเป็นเงิน กลับปันเป็น “หุ้น” หรือที่เรียกว่า “หุ้นปันผล” (Stock Dividend) เสียมากกว่า เพราะต้องการกันเงินไว้ลงทุนต่อ ซึ่งทำให้นักลงทุนที่เน้นเงินปันผลไม่สนใจ

แต่สำหรับผม หากเจอแบบนี้ ผมจะดูก่อนครับว่า ที่ไม่ปันเป็นเงิน แต่ปันเป็นหุ้นนั้น เขาเอาเงินสดที่กันไว้ไปสร้างการเติบโตได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

ถ้าบริษัทเอาเงินไปสร้าง Growth ได้ปีละ 20-30 % ต่อให้ไม่ได้เงินสดมาเข้ากระเป๋า ผมก็ไม่บ่น เพราะถึงได้เงินมา ก็ไม่รู้จะเอาไปลงทุนอะไรให้โตได้เร็วขนาดนั้น สุดท้ายก็ต้องกลับไปซื้อหุ้นของเขาอยู่ดี

ปัจจัยทีใช้ตัดสินใจก็คือ ถ้าไม่ปันผลเป็นเงิน หรือปันเป็นหุ้น คุณต้องเอาเงินที่กันไว้ไปใช้สร้างการเติบโตได้จริง ..ถ้าคุณเก่งจริง ผมยอมครับ

ในทางตรงข้าม สำหรับบางบริษัท ด้วยธรรมชาติของธุรกิจแล้ว แทบไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนใหญ่ๆ เลย แต่กลับปันผลออกมาน้อยมาก จนน่าสงสัยว่าผู้บริหารตั้งใจผ่องถ่ายเงินสดไปใช้ส่วนตัว โดยไม่อยากให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยๆ อย่างเราเข้าไปมีส่วนแบ่งด้วยหรือเปล่า?

โดยสรุปแล้ว เรื่องของ “เงินปันผล” นี่ เป็นเสมือน “ทางสองแพร่ง” (Dilemma) ของการลงทุน ซึ่งแต่ละคนมีมาตรฐานต่างๆ กันไปครับ ไม่มีใครผิดใครถูก แล้วแต่ความชอบส่วนตัว และขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละบุคคล เป็นเรื่องที่ว่ากันไม่ได้

แค่อยากฝากทิ้งท้ายไว้ว่า เรากำลังซื้อ “หุ้น” ไม่ใช่ซื้อ “พันธบัตร” ปันผลไม่ใช่ “อัตราดอกเบี้ย” ที่เขา fix ไว้ การจะพิจารณาซื้อหุ้นตัวไหน จึงไม่ควรดูแค่ “บรรทัดสุดท้าย” แต่ต้องเข้าใจต้นสายปลายเหตุให้ถ่องแท้

ต้อง “มองไกล” อย่า “มองใกล้” ต้องมอง “ประโยชน์ในระยะยาว” อย่าหวังแต่ “ประโยชน์ตรงหน้า” จึงจะประสบความสำเร็จในการลงทุน และสร้างกระแสเงินสดเข้ากระเป๋าได้ไปนานๆ ครับ

———————-

ข้อควรระวัง – Dividend Stock คือ หุ้นที่จ่ายปันผลดีๆ ส่วน Stock Dividend หรือ ตัวหุ้นที่บริษัทจ่ายออกมาเป็นการปันผลแทนเงินสด อย่าสับสนเป็นอันขาดนะครับ เพราะมันตรงข้ามกันเลย Dividend Stock มักจะไม่มี Stock Dividend ส่วนพวก Stock Dividend ก็มักไม่ได้มาจาก Dividend Stock ขืนสับสนตรงนี้ แย่แน่

มีอะไรใน CPALL?

7-112

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นที่ถูกคนในตลาดหลักทรัพย์จับตามองมากที่สุด คงหนีไม่พ้น “CPALL Super Stock ยอดนิยมของวีไอ และนักลงทุนไทยหลายคน

ประเด็นที่เกิดขึ้นกับ CPALL ตลอดทั้งสัปดาห์ อาจกล่าวได้ว่าล้วนเป็นประเด็นลบ สืบเนื่องจากการกู้เงินเตรียมเข้าซื้อ MAKRO ด้วยราคาสูงลิบลิ่ว ถึง 787 บาท ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 188,880 ล้านบาท

แต่แล้ว บริษัทค้าปลีกชื่อดังก็เหมือนโดนแจ็คพ็อตเข้าอย่างจัง เมื่อสหรัฐฯ ประกาศว่าเตรียมจะลดมาตรการ QE และอาจจะยกเลิกในปีหน้า ซึ่งทำให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทยเป็นจำนวนมหาศาล ส่งผลให้หุ้นตกระเนระนาด ค่าเงินบาทอ่อนลง และเก็งกันว่าอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ จะกลายเป็นขาขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยในเมืองไทยคงหนีไม่พ้นต้องปรับขึ้นเช่นกัน แม้ กนง.เพิ่งประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ก็ตาม

ไม่แจ็คพ็อตได้ไงครับ CPALL เพิ่งไปกู้เขามาเป็นดอลล่าร์ โดย Fix อัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 28.618 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์ ในวันที่ 23 เม.ย. ขณะทำสัญญา (ภายใต้เงื่อนไขบางประการ) อยู่ๆ บาทที่แข็งอยู่เป็นปีๆ ก็อ่อนยวบ จาก 28 ปลายๆ กลายเป็น 31 กว่าๆ ก็เท่ากับว่าต้องใช้หนี้มากขึ้น ไหนจะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอีก

ซึ่งทำให้หลายคนเป็นกังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะมือใหม่ที่เพิ่งเข้าไปซื้อหุ้นตัวนี้ได้ไม่นาน หรือคนที่มีหุ้นตัวนี้อยู่ในพอร์ตมากๆ!!

ในเรื่องเหล่านี้ ผมขออรรถาธิบายให้ชัดเจนไปทีละประเด็นนะครับ

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า เงินกู้ที่ CPALL ใช้ซื้อ MAKRO นั้น เรียกว่า “Bridging Loan”

Bridging Loan เป็นเงินกู้ก้อนแรกที่ “ผู้ซื้อ” กู้จากสถาบันการเงินเพื่อเอาไปซื้อกิจการ เป็นเงินกู้ “เฉพาะหน้า” เพื่อเอาไปจ่ายให้ผู้ขาย (ถ้าไม่มีเงินจ่ายเขาก็ไม่ขายให้) จึงมักตกลงระยะเวลากันเพียงสั้นๆ เช่น 1 ปี ทั้งนี้ ดอกเบี้ยสำหรับ Bridging Loan มักจะแพง เพราะเป็น “เงินด่วน”

จากนั้น พอครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา เช่น เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ผู้ซื้อก็จะ “Refinance” เงินกู้ก้อนนี้ หมายถึงการไปกู้จากสถาบันการเงินอื่น มาใช้หนี้สถาบันการเงินเดิม ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการตกลงเงื่อนไขกันใหม่หมด

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของ CPALL “เงินกู้ก้อนแรก” หรือ Bridging Loan ที่กู้มาซื้อ MAKRO นั้น ยังไม่ทราบว่าได้ Fix อัตราดอกเบี้ยไว้หรือไม่ ดังนั้น ในระยะสั้น เรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่มีโอกาสกลับเป็นขาขึ้น จึงบอกไม่ได้ว่าจะส่งผลลบต่อ CPALL ขนาดไหนอย่างไร

ทว่าในระยะยาว หลังจากได้เงินกู้ก้อนใหม่มาแล้ว หากอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจริง อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้น ต้องรับภาระหนักขึ้นแน่นอน เมื่อ “ดอกสูง” ก็ต้อง “จ่ายแพง” เป็นเรื่องธรรมดา (นี่ยังไม่พูดถึงค่าเงิน)

ต้องไม่ลืมนะครับว่า สมัยที่เงินฝรั่งไหลเข้า เงินทองเป็นของหาง่าย จะกู้จากไหนก็ไม่ยาก มีคนพร้อมจะปล่อยกู้ให้เต็มไปหมด แต่หากวันใดฝรั่งถอนเงินออก เงินที่เคยหาง่ายก็ย่อมหายากขึ้น คนที่เคยปล่อยกู้ให้ง่ายๆ ก็ย่อมเพิ่ม “เงื่อนไข” และเพิ่ม “ราคา” ในการให้ยืมเงินนั้น

เอาล่ะ..ทีนี้ มาว่ากันถึงอีกประเด็นหนึ่งที่คนค่อนข้างห่วงกันมาก คือเรื่องของ “ค่าเงิน”

ปัญหาของ CPALL ที่เกิดขึ้นคือ มีข่าวว่า CPALL ทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับ Bridging Loan ข้างต้นไว้ไม่หมด บ้างก็ว่าประกันไว้เพียง 60% (ข้อมูลนี้ไม่ยืนยัน เป็นเพียง “เขาว่ากัน”) ซึ่งย่อมทำให้บริษัทเกิดการ “ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน” อันเนื่องมาจากเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว จาก 28 บาทปลายๆ กลายเป็น 31 บาทกว่าๆ ในระยะเวลาไม่กี่เดือน

ตามมาตรฐานบัญชีปกติ หากมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน บริษัทจะบันทึกรายการเป็น “รายได้” ในงบกำไรขาดทุน แต่หากมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จะต้องบันทึกรายการเป็น “ค่าใช้จ่าย” ในงบกำไรขาดทุน

คำถามที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คือ CPALL สามารถที่จะไม่บันทึกรายการ “ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน” ลงไปในงบกำไรขาดทุน โดยเอาผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนไปหักออกจาก “ส่วนของผู้เป็นเจ้าของ” ในงบแสดงฐานะการเงินโดยตรง ไม่ต้องผ่านงบกำไรขาดทุน ได้หรือไม่?

ทั้งนี้ หากทำได้ ก็จะทำให้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ไปกระทบตัวเลขกำไรจากการดำเนินงานปกติ อันจะทำให้ตัวเลข “กำไรต่อหุ้น” หรือ EPS ไม่ลดลง

พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้เทคนิค ทำให้ตัวเลขกำไรออกมาสวยๆ

คำตอบก็คือ ที่จริงแล้ว มีเทคนิคในการบันทึกบัญชีหลายวิธี ที่สามารถ “ตีความ” ให้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน กลายเป็นรายการประเภทอื่นได้ แต่หากทำเช่นนั้น ย่อมจะถูกเขียนเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเริ่ม ต่อ “ธรรมาภิบาล” ของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่า CPALL ต้องการจะทำเช่นนั้นจริงหรือไม่ และหากต้องการ จะทำได้หรือไม่ ที่พูดๆ กันอยู่ยังเป็นเพียงกระแสข่าว คือกระทบนั้นกระทบแน่ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะแก้อย่างไร และสำหรับเงินกู้ในระยะยาว บริษัทจะมีนโยบายเฮดจ์ค่าเงินไว้แค่ไหนอย่างไร

teetak3

ส่วนประเด็นสุดท้าย คงหนีไม่พ้น “ข่าวลือชวนหัว” ที่ว่า ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ต้นแบบวีไอไทย “ขาย CPALL หมดพอร์ต”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด เมื่อเช้าวันที่ 24 มิ.ย. อาจารย์นิเวศน์ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการวิทยุทาง FM 96.5 โดยปฏิเสธชัดเจนแล้วว่า เป็นเพียง “ข่าวลือ” ที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ท่านยังถือโอกาส “เลคเชอร์” สอนนักลงทุนด้วยว่า ไม่ควรตื่นตกใจไปกับข่าวลือ เพราะเรื่องของข่าวลือนั้น ต่อให้เป็นเรื่องจริงก็ตาม ในเวลาที่เราได้ยินมัน ก็มักจะช้าไปเสียแล้วที่จะ Take Action ใดๆ การ React ต่อข่าวลือ จึงไม่มีประโยชน์อันใดเลย

และนี่คือการวิเคราะห์ประเด็นข่าวเกี่ยวกับ CPALL ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา แบบ “ชี้ชัด” และ “ใช้เหตุผล” มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยสำหรับหลายๆ ท่านนะครับ

สุดท้าย ที่ต้องเตือนกันก็คือ ในภาวะที่หุ้นตกอย่างน่ากลัว ทำให้นักลงทุนตื่นตกใจได้ง่าย ธรรมชาติของปุถุชน เดินอยู่ในป่าช้าคนเดียว แม้เห็นเงาตัวเองยังอกสั่นขวัญหาย พอมีข่าวลือมากระทบหูกระทบใจก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิง

นักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ เมื่อพายุพัดมารุนแรง ยิ่งต้องตั้งสติให้มั่น จะ “ขาย” จะ “ถือ” หรือจะ “ซื้อเพิ่ม” ก็ตามแต่ ต้องเป็นการกระทำจากการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเองเท่านั้น

แม้รายย่อยอย่างเราจะเป็นเพียง “ต้นหญ้า” ก็ขอให้เป็นหญ้าที่เป็น “รากแก้ว” ตัวเล็กไม่ว่า แต่ต้องหนักแน่น มั่นคง อย่าเอาแต่ซื้อขายตามข่าว ทำตามฝูงชน พอหุ้นตกก็โทษดินโทษฟ้า โทษเซียน แบบนั้นไม่ได้เรื่องแน่

จงยืนหยัดอยู่กับเหตุผล รู้จักค้นคว้าหาข้อมูล ที่สำคัญคือ ต้อง “ไม่ท้อ” จึงจะเอาตัวรอดได้อย่าง “วีไอพันธุ์แท้” ครับ

แสนล้านกับ Makro “เราเห็นอะไร”

Makro_2012-02-15_12-59-12

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ข่าวเรื่อง แม็คโคร (MAKRO) ประกาศขายกิจการนี่ ฮือฮาไม่น้อยเลยนะครับ

แม้ว่าผู้บริหารของแม็คโครจะออกมาปฏิเสธ แต่หลายกระแสยืนยันว่า คราวนี้ “ของจริง” แน่นอน

และแว่วๆ ว่า ราคาที่เสนอขายกันนั้น สูงลิบลิ่วถึงกว่า “หนึ่งแสนล้านบาท”

คงเป็นด้วยราคานี้มั้งครับ ทำให้ผู้ที่ถูกทาบทามให้มาซื้อกิจการ ไม่ว่าจะเป็น BJC (กลุ่มเสี่ยเจริญ), ซีพี, กลุ่มเซ็นทรัล หรือ บิ๊กซี ต่างก็พูดคล้ายๆ กันว่า “น่าสนใจ” แต่ “แพง”

ไม่แพงได้ไง ลองคิดดูนะครับ แม็คโคร มีสาขาประมาณ 60 สาขา สมมุติว่าขายทั้งกิจการ “หนึ่งแสนล้านบาท” ก็เท่ากับสาขาละประมาณ “1,600 ล้านบาท”

เมื่อเอาตัวเลข “หนึ่งแสนล้านบาท” มาพิจารณาดู ผมว่ามันค่อนข้าง “ล้อ” กับ Market Cap. ปัจจุบันของแม็คโคร ซึ่งอยู่ที่ 129,600 ล้านบาท

(ราคาปิด MAKRO ณ 5 เม.ย. 2556 = 540 บ./หุ้น, มีหุ้นทั้งหมด 240 ล้านหุุ้น : 540 X 240 ล.= 129,600 ล.)

และเมื่อเอา “129,600 ล้าน” หารด้วยจำนวนสาขาโดยประมาณ คือ “60” เท่ากับว่า “Mr.Market” ให้ราคาแม็คโคร สูงถึงกว่า “2,100 ล้านบาท” ต่อสาขา

เห็นตัวเลขแล้ว แทบร้อง “อู้หู” เลยนะครับ

นี่เรายังไม่รู้นะครับว่า ที่ Potential Buyer ทั้งหลาย บอกว่า “แพงเกิ๊น” นั้น ที่จริงเป็นแค่ “วิธีเจรจา” หรือพวกเขารู้สึกว่าแพงไปจริงๆ

เป็นไปได้ว่าสุดท้ายแล้ว กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจจะยอมควักกระเป๋าซื้อกิจการแม็คโครด้วยราคาเหยียบ “แสนล้าน” จริงๆ ก็ได้

ก็ลองดูเมื่อครั้งก่อนสิครับ ใครจะคิดว่า บิ๊กซีจะกล้าซื้อคาร์ฟูร์ด้วยราคาถึง “35,000 ล้าน” แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในมุมของ VI รายย่อยอย่างเราๆ ก็น่าคิดนะครับ..

ถ้าเราจ่ายเงินซื้อหุ้น MAKRO ที่ราคา 540 บาท แปลว่าเรากำลังซื้อศูนย์จำหน่ายสินค้า ด้วยราคา “2,100 ล้านบาท ต่อสาขา”

VI เก่งๆ คนไหนคิดดีแล้วยังกล้าเข้าไปซื้อ คงต้องมั่นใจมากๆ ทีเดียว (ส่วนนักเก็งกำไรคงไม่แคร์อยู่แล้ว ขอให้ซื้อแล้วขึ้นเป็นพอ)

ประเด็นที่ผมมองว่าน่าสนใจก็คือ การเสนอขายกิจการครั้งนี้ เป็นการพิสูจน์ที่ดียิ่ง ว่า ไอ้หุ้น Modern Trade ทั้งหลายที่ราคา “เฟ้อ” อยู่ตอนนี้นั้น ตัวกิจการมันมี Potential ขนาดนั้นจริงหรือไม่!!

ก็ถ้าคนที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกัน เขายังไม่กล้าซื้อ “จิ๊กซอว์ราคาแพง” ชิ้นนี้ หากนักลงทุนคนไหนยังกล้าเข้าไปซื้อ ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ครับว่า ..

“แล้วเราเห็นอะไร?”

————————

อ้างอิง: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 5-11 เม.ย. หน้า 12