หากฟองสบู่คริปโตแตกจะกระทบถึงตลาดหุ้นหรือไม่?

bitcoin-2008262__340

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วันก่อนมีแฟนเพจท่านหนึ่งถามว่า หากฟองสบู่คริปโตแตก จะส่งผลกระทบกลายเป็นวิกฤตตลาดหุ้นหรือไม่ ผมก็ตอบไปว่าไม่เกี่ยวกัน

แต่พอมาทบทวนดู ก็เริ่มรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้อยู่พอสมควร และพอลองค้นๆ ข่าวในเว็บไซต์ธุรกิจ ก็พบว่ามีบางคนเหมือนกันที่มองเช่นนี้

ตัวอย่างเช่น คริสโตเฟอร์ ฮาร์วีย์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หลักทรัพย์ของเวลส์ ฟาร์โก้ ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ ถือหุ้นอยู่มองว่า ตอนนี้เกิดฟองสบู่เกิดขึ้นในตลาดคริปโต และหากมันแตกขึ้นมา ก็จะ “กระทบชิ่ง” ไปยังตลาดหุ้นแน่ๆ เพียงแต่เรายังไม่รู้ว่า มันจะรุนแรงและส่งผลในวงกว้างขนาดไหน

แถมยังบอกด้วยว่า “ผมคิดว่าคนยังไม่พร้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรอก!!”

อย่างไรก็ตาม ฮาร์วีย์ชี้ว่า การเทขายในช่วงสั้นๆ ดังที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร-พุธ ที่ผ่านมา ที่ราคาบิทคอยน์ร่วงลงไปกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับคริปโตทั้งตลาดซึ่งมูลค่าหายวับไปถึง 200,000 ล้านเหรียญ (6.6 ล้านล้านบาท) ในเวลาเพียงสองวันนั้น ยังไม่รุนแรงพอที่จะกระทบถึงตลาดหลักทรัพย์ หากแต่ต้องเป็นการร่วงลงอย่างต่อเนื่องและยาวนานหลายสัปดาห์ จึงจะ “ชิ่ง” มาถึงหุ้น

ผู้บริหารแบงก์ใหญ่คนนี้ เป็นคนแรกที่ออกมา “เชื่อมโยง” ความเกี่ยวข้องกันระหว่างการแตกของฟองสบู่คริปโตกับตลาดหุ้น ด้วยเหตุผลที่สรุปได้ว่า ในเวลาที่ตลาดคริปโต “โต” ขึ้นนั้น มันได้กระจายการมองโลกในแง่ดีออกไปยังส่วนอื่นๆ ของตลาด ซึ่งก็รวมถึงตลาดหลักทรัพย์

ดังนั้น เมื่อการเก็งกำไรในตลาดคริปโตยุติลง ผลกระทบก็ย่อมจะกระจายออกไปในวงกว้าง อันเป็นผลมาจากการมองโลกในแง่บวกที่หมดไป โดยเขายังเสริมอีกว่า หุ้น “เทคโนโลยี” จะโดนก่อนเพื่อน ตามมาด้วยหุ้น “สถาบันการเงิน”

ในส่วนของไทยเรา เมื่อวานนี้ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่ WTO ก็เพิ่งออกมาพูดในลักษณะเดียวกันว่า ฟองสบู่ “คริปโตเคอร์เรนซี่ “และอีคอมเมิร์ซ ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่อาจทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งต่อไปในช่วงระยะเวลาสิบปีข้างหน้า


 

ข้อมูลประกอบ :  CNBC , PostToday

บทความประกอบ บิทคอยน์คืออะไร คลิกที่นี่

 

ปู่ชนะขาด! เดิมพันแห่งทศวรรษ

Warren_Buffett_at_the_2015_SelectUSA_Investment_Summit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หลังจากวัดกันมาสิบปีเต็ม ก็จบลงแล้วอย่างเป็นทางการ สำหรับการท้าเดิมพันแห่งทศวรรษ ระหว่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับ ผจก.เฮดจ์ฟันด์ คนหนึ่ง ว่า “index fund” ค่าธรรมเนียมต่ำๆ กับ “เฮดจ์ฟันด์” ที่บริหารโดยฟันด์เมเนเจอร์ค่าตัวแพงนั้น อะไรจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่ากัน

ซึ่งผลก็ออกมาตามคาด โดยกองทุนอิงดัชนี S&P 500 ที่ปู่เลือกมา ทำผลตอบแทนทบต้นได้ปีละ 7.1% ขณะที่เฮดจ์ฟันด์ของฝ่ายผู้ท้าชิง ทำได้เพียงปีละ 2.2%

เรียกได้ว่า ปู่ชนะขาดลอยกระจุยกระจายไม่เห็นฝุ่น!!

ทั้งนี้ กองทุนที่ปู่เลือก ทำให้เงินต้นเมื่อสิบปีที่แล้วเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ขณะที่กองเฮดจ์ที่ผู้ท้าชิงเลือก ทำให้เงินต้นเพิ่มขึ้นเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น

และตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ “ผู้แพ้” จะต้องมอบเงิน 1 ล้านเหรียญให้การกุศล ตามมูลนิธิที่ “ผู้ชนะ” เป็นผู้เลือก ซึ่งปู่ก็เลือก Girl Inc. of Omaha มูลนิธิเพื่อเด็กผู้หญิงแห่งโอมาฮา เรียกได้ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็ได้บุญกันทั้งคู่ (แต่ไม่รู้ผู้แพ้จะเต็มใจแค่ไหน)

การเดิมพันครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่ปู่เคยวิพากษ์วิจารณ์พวก ผจก.เฮดจ์ฟันด์ว่า ไม่สมควรที่จะได้รับค่าธรรมเนียมแพงๆ เพราะทำผลตอบแทนชนะกองทุนอิงดัชนีธรรมดาๆ ยังไม่ได้เสียด้วยซ้ำ แถมยังประกาศท้าใครที่ข้องใจให้มาเดิมพันกัน โดยตนเองจะเลือก index fund มากองนึง (ปู่เลือก กองทุน S&P 500) ให้ผู้ท้าชิงเลือกเฮดจ์ฟันด์ที่ต้องการมาได้เลย

และก็เป็น ทอม เซเดส ผู้จัดการบริษัท โพรเทเจ พาร์ทเนอร์ส LLC ที่ออกมารับคำท้า โดยเซเดสได้เลือกกองทุนของบริษัทตัวเองจำนวนห้ากอง ก่อนจะแพ้ย่อยยับดังกล่าว

ในสหรัฐฯ Index Fund ที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำสุด อยู่ที่ราวๆ 0.03% ขณะที่เฮดจ์ฟันด์ มักใช้ระบบ “2- 20” คือ เก็บ 2% เป็นค่าบริหาร ไม่ว่าผลตอบแทนออกมาเป็นเช่นไร และหักอีก 20% จากกำไรที่ทำได้ ตรงนี้เองที่ปู่บอกว่า “แพงเว่อร์” ไม่สมเหตุสมผล

ผมเคยเขียนถึง index fund ไปแล้วหลายครั้ง รวมทั้งเทียบกับเมืองไทยให้เห็นกันด้วย จึงไม่ขอเพิ่มเติมในที่นี้ แค่อยากสรุปว่า …

ผลที่ออกมาครั้งนี้ เป็นการพิสูจน์คำสอนของปู่ที่ว่า ในโลกแห่งการลงทุน การทำอะไรที่ “เรียบง่าย” และ “น่าเบื่อ” สามารถเอาชนะการเล่นท่ายากท่าพิสดารได้เสมอครับ


ข้อมูลประกอบ :  ข้อมูลหลักจาก Yahoo Finance! ร่วมด้วย Forbes.com, Bloomberg.com

ตลาดหุ้น “แชมป์โลก” ปี 2017 คือใคร?

argen-peace

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เข้าปีใหม่มาได้หนึ่งสัปดาห์ ถือโอกาสเอาดัชนีโลกมาเทียบดู ไหนๆ เราก็ตกลงปลงใจจะไปลงทุนหุ้นต่างประเทศเป็นเรื่องเป็นราวกับเขาแล้ว ต้องศึกษาเสียหน่อยว่าผลงานใครเป็นอย่างไรบ้าง

ก็ปรากฏว่า ปีนี้เป็น “ปีทอง” ของ “หุ้น” อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ “หุ้นไทย” แต่เป็นหุ้นทั่วโลก

นักลงทุนไทยอาจนึกว่าตลาดหุ้นบ้านเรานี่ทีเด็ดแล้ว เพราะบวกขึ้นมาถึง 13.66% แต่เมื่อเทียบกับหุ้นของประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพวกประเทศพัฒนาแล้ว หรือแม้จะรวม emerging markets ด้วยกัน ต้องถือว่าของเรา “ธรรมดามาก”

มาดูกันว่าปีที่ผ่านมา ใคร “เข้าวิน” ..

แชมป์โลกปี 2017 คือ “อาร์เจนตินา” ที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์บวกขึ้นมา 77% อันดับสองคือ ตุรกี บวก 48% เช่นเดียวกับ “เวียดนาม” ที่ดัชนี VNI บวกขึ้นมา 48% เท่ากัน (ขอข้ามเศษทศนิยม) และเป็นแชมป์ของเอเชียด้วย ส่วนอันดับสาม คือ ไนจีเรีย บวก 42%

จะเห็นได้ว่า อันดับ 1-3 เป็นประเทศโลกที่สามล้วนๆ โดยเฉพาะเวียดนาม ตลาดสุดเลิฟของวีไอไทย ซึ่งน่าจะทำให้ใครที่เดินตาม ดร.นิเวศน์ ไปซื้อหุ้นสกุลเหงียน มั่นใจขึ้นมาได้บ้าง

สำหรับอันดับรองๆ ลงมา กลับเป็น developed market ตัวเอ้ ดังต่อไปนี้

อันดับ 4  (ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของตลาดประเทศพัฒนาแล้ว) คือตลาดหุ้น “ฮ่องกง” โดยดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้นถึง 35.99%

ที่น่าสนใจก็คือ เหตุที่หุ้นฮ่องกงขึ้นมาได้ขนาดนี้ ส่วนสำคัญมาจาก “Tencent” หุ้นซูเปอร์สต็อคไฮเทคจากแผ่นดินใหญ่ เจ้าของแอพ WeChat, QQ ที่เป็นตัวช่วยดึงตลาด จนบางคนแซวว่า น่าจะเปลี่ยนชื่อจาก Hang Seng index เป็น Tencent index เสียด้วยซ้ำ (นี่ยังไม่นับหุ้นจีนตัวอื่นๆ ที่ช่วยดึงดัชนีฮ่องกงเยอะมาก อย่าง ผิง อัน (บ.การเงิน) และ จี๋ลี่ ออโต้ (บ.รถยนต์))

ขณะที่อันดับ 5 ของโลก (และอันดับ 2 ของตลาดพัฒนาแล้ว) ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือพี่ใหญ่อย่าง “สหรัฐอเมริกา” ที่ฮ็อตต่อเนื่องมาร่วมหนึ่งทศวรรษ โดย S&P 500 ปรับขึ้น 19% ขณะที่ดาวโจนส์ขึ้น 25% ส่วนแนสแด็คกระฉูดถึง 28%

ที่พลาด Top 5  ไปนิดเดียว คือตลาดหุ้น “ญี่ปุ่น” ยักษ์หลับแห่งเอเชีย ในปี 2017 นี้ หุ้นซามูไร “กลับมา” อย่างยิ่งใหญ่ โดย Nikkei 225 ปรับตัวขึ้นถึง 19.1% แพ้ S&P 500 แค่นิดเดียว 

แต่หากเทียบกับอดีตที่ผ่านมา น่าจะถือว่าการขึ้นของตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้น “surprise” ที่สุดในโลกก็ว่าได้

เอาล่ะ ทีนี้ มาดูกันว่า แล้วหุ้นไทยอยู่ตรงไหน?

ในหมู่ประเทศ AEC ด้วยกัน นอกจากเวียดนามที่มาวินแล้ว ตลาดสิงคโปร์ถือว่ามาแรงมาก โดยปรับตัวขึ้น 18.13% ขณะที่ไทยเรา SET Index บวก 13.66% และแม้จะใช้ SET50 เป็น benchmark ก็ยังบวกเพียง 17.65% แพ้เจ้าสัวเมืองสิงห์ และแพ้เวียดนามเยอะมาก

ก่อนจบ ขอออกตัวทิ้งท้ายว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกนั้นมีอยู่ยุ่บยั่บมากมาย ที่ผมเรียบเรียงมา คือข้อมูลที่พบได้ในเว็บไซต์การเงินชั้นนำของโลกเท่านั้น

โดยภาพรวม อาจมีบางตลาด บางดัชนี ที่ตกหล่นไปบ้าง หรือบางประเทศอาจมีหลายดัชนี ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีข้อยกเว้น มีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่ แล้วแต่จะหยิบยกข้อมูลตรงไหนมาว่ากัน (ยกตัวอย่างเช่น CNN Money จัดอันดับ 1-3 เป็น อาร์เจน ตุรกี ไนจีเรีย โดยข้ามเวียดนามไป) แต่หลักใหญ่ใจความ ถือว่าสรุปตามนี้ได้

หวังว่าที่เขียนมา น่าจะพอเป็นประโยชน์อยู่บ้าง แม้จะไม่ได้ลงทุนหุ้นต่างประเทศ ทราบเอาไว้ประดับความรู้คงไม่เสียหายอะไร

แต่สำหรับคนที่พร้อมจะ “ก้าวข้ามตลาดหุ้นไทย” ข้อมูลข้างต้นคงช่วยยืนยันได้ว่า โอกาสยังมีอยู่อีกมากมายทั่วโลก หากเราพร้อมที่จะไขว่คว้ามันครับ


ข้อมูลประกอบ : Bloomberg.com , Money.CNN.com, ejinsight.com, WSJ.com, jitta.com