iPhone 4 , iPhone 5 กับ “ค่าของเงิน”

 โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
สาเหตุหนึ่งที่คนที่เป็นวีไอแท้ๆ มักมีนิสัยสมถะ มัธยัสถ์ ไม่ค่อยฟุ้งเฟ้อ ผมคิดน่าจะมาจากความเข้าใจในเรื่องของ “Time Value of Money” เป็นสำคัญ
คำว่า Time Value of Money แปลเป็นไทยว่า “มูลค่าของเงินอันเกิดจากเวลา”
ตัวอย่างเช่น เงิน 10,000 บาท ในวันนี้ สำหรับคนที่ “ลงทุนเป็น” ย่อมมิได้มีค่าแค่ 10,000 บาท แต่มูลค่าของมันย่อมมากกว่านั้น จากการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนทบต้นไปเรื่อยๆ ยิ่งนานมากก็ยิ่งมีค่ามาก
(ที่จริงมีวิธีคำนวณหาค่าของเงินในอนาคต หรือ Future Value (FV) โอกาสหน้าจะมาชวนคุยนะครับ วันนี้ขออนุญาตไม่ลงลึก)
สมัยที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ ซูซี่ ภรรยาของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เอาเงินเก็บของครอบครัวไปต่อเติมบ้าน รวมๆ แล้วเป็นเงินหลายหมื่นเหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็หลายแสนบาท
เงินค่าทำบ้านครั้งนั้น ทำเอาปู่บัฟฟ์ของเราในวัยหนุ่มแทบจะเอาเท้าก่ายหน้าผาก เพราะปู่รู้ดีว่า แกสามารถทำให้เงิน “ไม่กี่หมื่นเหรียญ” กลายเป็น “หลายแสนเหรียญ” ได้ในเวลาไม่กี่ปี
นั่นจึงเป็นการต่อเติมบ้านที่ “ราคาแพงมาก” ในความรู้สึกของบัฟเฟตต์ (ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะสมัยนั้นเขายังมีเงินไม่มากนักด้วย)
เอาล่ะ ทีนี้ขอยกตัวอย่างเรื่องใกล้ๆ ตัวบ้างนะครับ …
หากคุณอยากได้ iPhone 4 ในวันแรกที่มันออกขาย แต่คุณอดใจไว้ แล้วเอาเงินจำนวนเดียวกันไปซื้อหุ้น Apple (AAPL) ….
เชื่อไหมครับว่า พอถึงวันที่ iPhone 5 วางตลาด เงินจำนวนนั้นจะทำให้คุณซื้อ iPhone 5 ได้ 2 เครื่อง และเหลือเงินไว้จ่ายค่าโทรศัพท์อีกปีกว่าๆ เลยทีเดียว !!
AAPL-iPhone-Picture1
ราคาของหุ้น Apple ณ วันที่ iPhone แต่ละรุ่นวางตลาด  
ย้อนกลับไปเมื่อ 24 มิ.ย. 2010 วันที่ iPhone 4 วางตลาด ราคาหุ้น AAPL อยู่ที่ 266.63 เหรียญ และสมมุติว่าเครื่อง iPhone 4 ราคา 800 เหรียญ (คิดจากราคา 24,000 บาท ที่ขายกันในเมืองไทยแล้วกันนะครับ จะได้เห็นภาพ ที่จริงในอเมริกาถูกกว่านี้เยอะ)
ทีนี้ สมมุติอีกว่า คุณตัดสินใจไม่ซื้อ iPhone 4 แต่เอาเงินไปซื้อหุ้น Apple (AAPL) แทน คุณก็จะซื้อได้ “3 หุ้น” พอดี (800/266.63 = 3.00)
2 ปีต่อมา ในวันที่ 21 ก.ย. 2012 iPhone5 ออกวางตลาด หุ้น Apple ซื้อขายกันอยู่ที่ 696.91 เหรียญ นั่นแปลว่า AAPL 3 หุ้น ในมือคุณ จะมีมูลค่าถึง 2,090.73 เหรียญ (696.91 X 3)
ถึงตอนนี้ คุณสามารถขายมันทิ้ง แล้วเอาเงินไปซื้อ iPhone 5 ได้ถึง 2 เครื่อง ใช้เงินไป 1,600 เหรียญ (800 X 2) แถมยังเหลือเงินอีก 491.73 เหรียญ (14,721.93 บาท) เอาไปจ่ายเป็นค่าแพ็กเกจโทรศัพท์ได้ปีกว่าๆ เลยทีเดียว (สมมุติว่าค่าโทรศัพท์เดือนละ 1,000 บาท ก็แล้วกัน)
นี่คือ “พลัง” ของเงิน ที่ทำให้ตัวมันเองทบทวีขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการลงทุนที่ถูกต้อง
อ้อ เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด .. ที่ผมยกตัวอย่างเรื่อง iPhone นี่ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่หุ้น Apple หรือเครื่อง iPhone นะครับ ผมไม่ได้บอกให้คุณ “ไม่ซื้อ” iPhone และไม่ได้บอกให้คุณ “ซื้อ” หุ้น Apple
(บางคนบอกว่าหุ้น Apple ตอนนี้แพงเกินไปแล้ว อันนั้นก็แล้วแต่ใครจะมอง ฝรั่งที่ติดดอย AAPL อยู่ก็มีไม่ใช่น้อยนะ)
ผมแค่ต้องการชี้ให้เห็นว่า เงินของเรา ถ้าเอาไปลงทุนให้ดีๆ มันจะงอกเงยไปได้ไกลขนาดไหน
 วีไอระดับโลก รวมทั้งวีไอชั้นนำของไทยหลายคน ไม่ยอมซื้อของฟุ่มเฟือย ไม่สุรุ่ยสุร่าย แม้จะมีเงินมากมายก่ายกอง นั่นเพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นไม่ใช่แค่ตัวเงิน “ณ วันนี้” แต่คือสิ่งที่มันจักก่อให้เกิดขึ้นได้ในอีกหลายปีข้างหน้า
หลายคนอ่านแล้วอาจนึกในใจว่า “คิดแบบนี้ ชีวิตนี้ก็ไม่ต้องซื้ออะไรเลยสิ (วะ)!!” บางคนอาจย้อนว่า “ยังงี้ก็รอถึง iPhone 20 เลยดีกว่ามั้ง !!” .. ก็อย่าให้ถึงขนาดเลยครับ
คนเรา ตึงเกินไปก็ไม่ไหว หย่อนเกินไปก็ไม่ดี ถ้าจำเป็นหรืออยากได้อะไรจริงๆ ถ้าซื้อแล้วทำให้ชีวิตดีขึ้นก็ซื้อเถิด แต่อย่าซื้อพร่ำเพรื่อ อย่าเห่อตามกระแส อย่าฟุ้งเฟ้อเกินเหตุ
จะใช้เงินแต่ละครั้ง อย่าคิดแค่ตัวเงินในวันนี้ แต่จงคิดไปข้างหน้า คิดถึง “ค่าเสียโอกาส” ประกอบด้วยทุกครั้ง
นี่คือ “แก่นแท้” อีกประการหนึ่งของนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ … ซึ่งถ้าคุณรู้จักมันแล้ว คุณอาจไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกเลยก็ได้ครับ
———————–

ในโลกนี้ไม่มี “หุ้นวีไอ”

valuelmindsetโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คำๆ หนึ่งที่ได้ยินกันบ่อยมาก คือคำว่า … “หุ้นวีไอ”

คนรู้จักของผมบางคน ซื้อหุ้นยอดนิยมของชาววีไออย่างพวกหุ้นค้าปลีก แล้วคิดว่านั่นคือการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ

ผมเชื่อว่าในโลกนี้ไม่มี “หุ้นวีไอ” ไม่ใช่ว่าใครซื้อหุ้นที่พวกวีไอนิยมอย่าง CPALL, HMPRO แล้วจะกลายเป็น Value Investor ได้

ความเป็นวีไอต้องมาจาก “Mindset” คือทัศนคติที่เชื่อในเรื่องของ “คุณค่า” ซึ่งจะส่งผลต่อพฤติกรรมในการลงทุน รวมถึงการใช้ชีวิตและการมองโลกของคนๆ นั้นด้วย

มีเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง เป็น “นักเล่นหุ้น” ที่พยายามเปลี่ยนตัวเองเป็น “วีไอ” 

ด้วยความที่สนิทกัน พอรู้ว่าผมมีหุ้นตัวไหนอยู่ เขาก็มักซื้อตาม โดยหวังว่าจะได้กำไรมากๆ แต่เชื่อไหมครับว่า ผลลัพธ์ของคน “อยากเป็นวีไอ” อย่างเขา กลับออกมาไม่สวยงามเอาเสียเลย 

ทั้งๆ ที่ซื้อหุ้นตัวที่เคยทำกำไรให้ผมได้มากมาย เขากลับไม่เคยได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ แม้จะเป็นหุ้นที่ใครๆ มองว่าเป็น “Super Stock” ก็ตาม

ครั้งหนึ่ง เขาเคยบ่นให้ฟังว่า “ทำไมเราถึงซวยอย่างนี้(วะ) ซื้อหุ้นเหมือนนายแท้ๆ” 

ได้ยินเช่นนั้น ผมจึงอธิบายว่า นั่นเป็นเพราะเขา “ลอก” หุ้นจากผม โดยใช้ Mindset ของความเป็น “นักเก็งกำไร”

เพื่อนผมคนนี้ พร้อมที่จะซื้อหุ้น (ซึ่งเขาเรียกมันว่า “หุ้นวีไอ”) ชนิด “สู้ทุกราคา” โดยไม่ต้องรอให้มี Margin of Safety ตามหลักของ Value Investment

พอราคาตกลงมาหน่อย เขาก็มัก “อยู่ไม่นิ่ง” และขายทิ้ง ทั้งๆ ที่พื้นฐานของกิจการยังไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้าย ราคาก็ปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าเดิม ก็เจ็บใจกันไป ทำอะไรไม่ได้

จะเห็นได้ว่า แม้จะซื้อหุ้นยอดฮิตของพวกวีไอ แต่ “ใจ” ของเพื่อนผมคนนี้ยังไม่เปลี่ยน ยังเป็นใจของ “นักเก็งกำไร” ล้วนๆ

ความจริงก็คือ… ไม่มีใคร “แปลงร่าง” เป็นวีไอ ด้วยการซื้อหุ้นเหมือน ดร.นิเวศน์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ หาก “ข้างใน” ของเขายังไม่เปลี่ยน หาก “ใจ” ของเขายังไม่ใช่

คนเป็นวีไอที่แท้ จะมีสายตาที่มองหา “คุณค่า” อยู่เสมอ พวกเขาจึงไม่ชอบซื้อหุ้นที่แพงเว่อร์ หรือหุ้นที่โบรกฯ เชียร์ เพราะ “คุณค่า” ของมันถูก “ราคา” บดบังไปเรียบร้อยแล้ว

ตรงกันข้าม คนเป็นวีไอตัวจริง จะนิยมมองหา “มูลค่า” ที่ซุกซ่อนอยู่ ทั้งในเรื่องของการลงทุน ตลอดจนการใช้ชีวิต

เราจึงเห็นอยู่บ่อยๆ ว่า วีไอบางคนรวยมาก มีพอร์ตหุ้นหลายร้อยล้านหรือเป็นพันล้าน แต่กลับทำตัวสมถะ ไม่หรูหราฟู่ฟ่า เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว สินค้าแบรนด์หรูๆ รถแพงๆ ไม่ได้ให้คุณค่ามากไปกว่าข้าวของเครื่องใช้ธรรมดาสามัญ

อย่างไรก็ตาม การที่ผมบอกว่า “ในโลกนี้ไม่มีหุ้นวีไอ” ท่านอย่าสับสนกับเรื่องของ “หุ้นคุณค่า” หรือ “Value Stock” นะครับ!!

“หุ้นคุณค่า” หมายถึงหุ้นที่มี “มูลค่าสูง” เมื่อเทียบ “ราคา” ดังนั้น หุ้นตัวเดียวกัน ตอนที่ราคายังถูก มันอาจถือเป็น Value Stock แต่เมื่อราคาสูงขึ้นมากจนเกินมูลค่า คุณสมบัติความเป็น Value Stock ของมันก็ย่อมหมดไป

หุ้นค้าปลีกบางตัว พลพรรควีไอชอบกันมาก แต่ถึงวันนี้ PE กระฉูดขึ้นไปร่วม 40 เท่า ณ นาทีนี้ เราจึงไม่อาจนับมันเป็น Value Stock ได้อีกแล้ว

“หุ้นคุณค่า” จึงมีอยู่จริง แต่ไม่ใช่ว่าคนเป็นวีไอต้องซื้อหุ้นตัวโน้น ตัวนี้ หรือที่บางคนให้นิยามกันไปเองว่า “หุ้นวีไอ” อันนั้นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

ท่านที่อยากเป็นวีไอ ขอให้จำไว้นะครับ ความเป็นวีไอต้องเริ่มจาก “ข้างใน” จงฝึกคิดแบบ “เน้นมูลค่า” ฝึก “มองหาคุณค่า” ให้เป็นนิสัย

เมื่อ Mindset เป็นแบบวีไอแล้ว พฤติกรรมและกลยุทธ์จึงจะเปลี่ยนตาม ถึงตอนนั้น ท่านก็สามารถเป็นวีไอที่ประสบความสำเร็จได้ครับ

——————————

หมายเหตุ – คำว่า “Mindset” หมายถึง ทัศนคติที่ฝังลึกในจิตใจ อันจะส่งผลต่อพฤติกรรมและการมองโลกของคนๆ นั้น คำๆ นี้ไม่มีคำแปลที่ตรงตัวในภาษาไทย จึงขอทับศัพท์ไว้ในบทความครับ

สินทรัพย์ ค่าเสื่อมราคา กับ “ภาพลวงตา” ทางบัญชี

assets

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ สุภศักดิ์ จุลละศร

“สินทรัพย์” (Asset) คือรายการแรกใน “งบดุล” ของกิจการ อันหมายถึงคือ ทรัพย์สมบัติที่กิจการมี โดยเราสามารถแบ่งสินทรัพย์ออกเป็นสองประเภท คือ สินทรัพย์หมุนเวียน กับ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน

สินทรัพย์หมุนเวียน ( Current Assets) หมายถึงสินทรัพย์ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ ฯลฯ

ส่วน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-current Assets) เรียกอีกอย่างว่า “สินทรัพย์ถาวร” หมายถึงสินทรัพย์ที่มีอายุเกิน 1 ปี เช่น ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ เงินที่ให้บริษัทลูกกู้ยืมระยะยาว ฯลฯ

ในส่วนของสินทรัพย์ถาวร บางรายการเป็นสินทรัพย์ที่เราซื้อมาเพื่อใช้งาน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

ปกติเวลาคนทั่วไปซื้อทรัพย์สิน เช่น เราซื้อคอมพิวเตอร์มาหนึ่งเครื่อง ราคา 3 หมื่นบาท เรามักจะบันทึกบัญชีส่วนตัวเป็น “ค่าใช้จ่าย 3 หมื่นบาท” ใช่ไหมครับ?

แต่หลักการบัญชีสำหรับธุรกิจ จะไม่บันทึกเช่นนั้น ด้วยหลักคิดที่ว่า เมื่อเราซื้อของเข้ามา เรายังไม่ได้เสียอะไรไป เราเพียงแต่แปลงสภาพจาก “สินทรัพย์อย่างหนึ่ง” คือ “เงินสด” ไปเป็น “สินทรัพย์อีกอย่างหนึ่ง” คือ “เครื่องคอมพิวเตอร์” เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เครื่องคอมพิวเตอร์ย่อมมีอายุใช้งานจำกัด และเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา เพราะฉะนั้น ในแต่ละปีที่ผ่านไป มูลค่าของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นย่อมลดลงเรื่อยๆ เราจึงต้องทยอย “ตัดค่าเสื่อมราคา” ออกไปในแต่ละปี

“ค่าเสื่อมราคา” ถือเป็น “ค่าใช้จ่าย” อย่างหนึ่ง โดยการบันทึกค่าเสื่อมราคา จะแตกต่างกันไปตามอายุการใช้งานของสินทรัพย์นั้นๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ตามตัวอย่างข้างต้น มีอายุการใช้งาน  5 ปี ก็เอามูลค่าของมันคือ 30,000 บาท หารด้วย 5

ดังนั้น ในแต่ละปี กิจการจึงมี “ค่าเสื่อมราคา” ของคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ 6,000 บาท (30,000/5) เป็นรายการประเภท “ค่าใช้จ่าย” ในงบกำไรขาดทุน

depre

ทั้งนี้ หลักการบันทึกค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์จะมีมาตรฐานทางการบัญชีกำหนดไว้ อาทิ เครื่องใช้สำนักงาน มีอายุ 3-5 ปี, ยานพาหนะ 5 ปี, เครื่องจักรและอุปกรณ์โรงงาน 5-20 ปี, อาคารและสิ่งปลูกสร้าง 5-20 ปี (ยกเว้น “ที่ดิน” ที่ไม่มีการตัดค่าเสื่อมฯ เพราะในทางบัญชีถือว่าไม่มีการเสื่อมสภาพ) เป็นต้น โดยแต่ละบริษัทอาจกำหนดการใช้งานของสินทรัพย์ต่างๆ กันไป ขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นจริง

ในหลายๆ ธุรกิจที่ไม่ได้มีเรื่องของการผลิต เช่น ธุรกิจบริการ ธุรกิจค้าปลีก ฯลฯ เรื่องของค่าเสื่อมราคาอาจไม่ได้มีผลมากนัก เพราะบริษัทเหล่านั้นไม่ได้มีสินทรัพย์ขนาดใหญ่ให้ต้องตัดค่าเสื่อมฯ เท่าไร

แต่สำหรับกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิต และมีสินทรัพย์ถาวรจำนวนมาก เช่น ที่ดิน อาคาร และเครื่องจักรขนาดใหญ่ เรื่องของค่าเสื่อมราคาถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการบันทึกค่าเสื่อมฯ จะส่งผลต่อ “กำไร” ของบริษัทค่อนข้างมาก

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทซื้อเครื่องจักรมาในราคา 100 ล้านบาท และบันทึกอายุการใช้งานของเครื่องจักร 5 ปี บริษัทย่อมต้องตัดค่าเสื่อมราคา สูงถึงปีละ 20 ล้านบาท (100/5 = 20) ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทในช่วง 5 ปีนั้น อย่างรุนแรง พูดง่ายๆ คือ กำไรหายไปปีละ 20 ล้าน

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เครื่องจักรนั้นอาจใช้งานได้ถึง 10 ปี ซึ่งถ้าบริษัทตัดค่าเสื่อมราคาสอดคล้องกับความเป็นจริง ก็จะบันทึกค่าเสื่อมฯ เพียงปีละ 10 ล้านบาท (100/10 = 10) กำไรจึงหายไปแค่ปีละ 10 ล้าน

จะเห็นได้ว่า การบันทึกค่าเสื่อมสองแบบ ส่งผลให้กำไรของบริษัทแตกต่างกันถึงปีละ 10 ล้านบาท .. ไม่ใช่น้อยๆ เลยจริงไหมครับ?  

ดังนั้น ในการอ่านงบการเงิน เราจึงควรพิจารณาประเด็นเหล่านี้ให้ดี เพราะการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของกำไรของแต่ละบริษัท อาจเป็นผลมาจากการตัดค่าเสื่อมราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจในอุตสาหกรรมการผลิตดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

บางครั้ง ตัวเลขกำไรที่ลดลง อาจมาจากการตัดค่าเสื่อมฯ ที่หนักหน่วงเกินไปในช่วงแรก ทำให้ผลประกอบการออกมาดูแย่กว่าความเป็นจริง ในทางตรงกันข้าม ตัวเลขกำไรที่เพิ่มขึ้น อาจมาจากการที่บริษัทตัดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์บางชิ้นจนหมดแล้ว และไม่มีค่าใช้จ่ายรายการนั้นอีกต่อไป ซึ่งไม่ได้แปลว่ากิจการมี Performance ดีขึ้น แต่อย่างใด

นี่คือเรื่องของสินทรัพย์และค่าเสื่อมราคา ซึ่งนักลงทุนควรรู้ไว้ เพื่อจะได้อ่านผลประกอบการของบริษัทอย่างถูกต้องและเข้าใจถึงศักยภาพที่แท้จริงของบริษัทที่เราศึกษาอยู่อย่างถ่องแท้

ไม่หลงไปกับ “ภาพลวงตา” ทางบัญชีครับ