เกษียณให้สบาย ต้องมีเงินเท่าไร?

senior

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

“ถ้าจะเกษียณโดยมีเงินใช้สบายๆ ไปจนตาย ต้องมีเงินเก็บเท่าไร”

คำถามนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินมาก่อนแล้ว และคำตอบก็อาจแตกต่างหลากหลายกันไป

ตลาดหลักทรัพย์บอกว่าต้องมี “4 ล้านบาท” แต่บางคนอาจบอกว่าต้องมี “หลายสิบล้าน”

ทว่าหนังสือลงทุนที่ได้รับความนิยมระดับโลกอย่าง “A Random Walk Down Wall Street” ได้นำเสนอวิธีคิดแบบหนึ่งออกมา เรียกว่า “วิธี 4 เปอร์เซ็นต์”

สืบเนื่องจากวิธี 4 เปอร์เซ็นต์ เงินเก็บที่คนในวัยเกษียณต้องมี เพื่อให้ใช้ชีวิตบั้นปลายได้แบบสบายๆ อยู่ที่เท่าไรทราบไหมครับ?

คำตอบคือ … “15 ล้านบาท”

ตัวเลขนี้อาจดู “เยอะ” สำหรับคนส่วนใหญ่ แต่อย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ดังต่อไปนี้

15 ล้านบาท เกิดขึ้นจากสมมุติฐานที่ว่า พอร์ตการลงทุนของคุณ ควรจะสร้างผลตอบแทนได้ปีละ 5.5 เปอร์เซ็นต์ (ซึ่งสามารถทำได้หลากหลายวิธี แต่ยังไม่ขอกล่าวถึง ณ ที่นี้)

และด้วยความที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในรอบหลายปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 1.5 เปอร์เซ็นต์ การที่พอร์ตของคุณจะชนะเงินเฟ้อได้นั้น ตัวของมันเองต้องเติบโตขึ้นปีละ 1.5 เปอร์เซ็นต์ เป็นอย่างน้อย (เพื่อไม่ให้อำนาจซื้อของการลงทุนก้อนนี้ลดลง)

นั่นหมายความว่า คุณจะสามารถถอนเงินออกมาใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีพได้ปีละ 4 เปอร์เซ็นต์ โดยเหลือ 1.5 เปอร์เซ็นต์ไว้ เพื่อให้ไปหักล้างกับเงินเฟ้อ โดยที่คุณยังมีกำลังซื้อเท่าเดิม

4 เปอร์เซ็นต์ ของ 15 ล้าน ก็เท่ากับ “6 แสนบาท” หรือเดือนละ “50,000 บาท” ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการดำรงชีพของคนในวัยหลังเกษียณในประเทศไทยได้ไม่มีปัญหา

อันที่จริง หนังสือ A Random Walk ได้นำเสนอวิธีนี้ โดยใช้หน่วยเงินเป็น “ดอลล่าร์สหรัฐฯ” โดยเงิน “15 ล้านบาท” ที่ผมบอก แปลงมาจากตัวเลข 450,000 เหรียญในหนังสือ ส่วนผลตอบแทน 6 แสนบาท ก็แปลงมาจาก 18,000 เหรียญ ซึ่งก็คือ 4 เปอร์เซ็นต์ ของ 450,000 เหรียญ และเดือนละ 50,000 บาท ก็คือเดือนละ 1,500 เหรียญ ทั้งหมดนี้ ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 33.33 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐฯ

แม้ว่า ค่าครองชีพในไทย จะต่ำกว่าในสหรัฐฯ แต่ผมเชื่อว่าการ “เล็งเป้า” ให้มากเข้าไว้ก่อน ก็คงจะไม่เสียหายอะไร และทำให้ท่านมีชีวิตที่ดีกว่าการมีเงินน้อยๆ ไม่ใช่แค่พอยาไส้ แต่มีเหลือไปท่องเที่ยว หาความสุขได้ตามสมควร

อย่างไรก็ตาม หากท่านใกล้เกษียณ หรือเกษียณไปแล้ว แต่มีเงินไม่ถึง หรือห่างไกลจากเป้าหมาย 15 ล้านบาท ก็อย่าได้กังวลไป

ขอเพียงทำตามสูตรนี้ มีเท่าไร เอาไปลงทุนให้ได้ 5.5 เปอร์เซ็นต์ (ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ยาก) และใช้ไม่เกิน 4 เปอร์เซ็นต์ กินใช้ตามอัตภาพ เช่นนี้ก็จะอยู่ได้จนวันสุดท้ายของชีวิตแน่นอนครับ


[ข้อมูลประกอบจากหนังสือ A Random Walk Down Wall Street]

Advertisements

เดินสุ่มบน Wall Street : พิสูจน์ความสุ่ม

stock-market-2616931_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เบอร์ตัน จี มัลคีล ผู้เขียนหนังสือ A Random Walk Down Wall Street ได้ทำการทดลอง โดยให้นักเรียนของตัวเอง สมมุติหุ้นตัวหนึ่งขึ้นมาในอากาศ และติ๊ต่างว่า หุ้นตัวนั้นเริ่มต้นซื้อขายกันที่ 50 เหรียญ

จากนั้น เขาก็ให้นักเรียนเอา “เหรียญ” มาอันหนึ่ง แล้ว “โยน” ไปเรื่อยๆ ถ้าเหรียญออก “หัว” ให้ถือว่าหุ้นตัวขึ้นราคาสูงขึ้น 1/2 จุด ถ้าเหรียญออกก้อย ให้ถือหุ้นว่าตัวนั้นราคาลดลง 1/2 จุด ทำเช่นนี้แล้วก็ให้เขียนชาร์ต (ที่คนไทยชอบเรียกผิดว่า “กราฟ”) ออกมา

ปรากฏว่า สิ่งที่ได้ออกมา คือชาร์ตหน้าตาเหมือน ชาร์ตราคาหุ้นจริงๆ ตัวหนึ่ง โดยมี “cycle” ทั้ง “ขาขึ้น” และ “ขาลง” เกิดขึ้น โดย “ขาขึ้น” ก็เกิดจากการที่เหรียญ “ออกหัว” ติดกันเรื่อยๆ หลายครั้ง ขณะที่ “ขาลง” ก็เกิดจากการ “ออกก้อย” ติดกันหลายครั้งนั่นเอง

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนสังเกตเห็นก็คือ cycle ของ “หุ้นสมมุติ” ตัวนี้ ไม่มี “ระยะห่าง” (interval) ที่แน่นอน ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับ cycle ของชาร์ตราคาหุ้นในตลาด นั่นทำให้แทบคาดการณ์อะไรไม่ได้

ผู้เขียนจึงสรุปว่า cycle ของชาร์ตหุ้นที่นักเทคนิคชอบดูกันนั้น ไม่ได้ “จริงแท้” (no more true) มากไปกว่า การ “มีโชคอย่างต่อเนื่อง” หรือการ “ไม่มีโชคอย่างต่อเนื่อง” ของนักพนันธรรมดาๆ คนหนึ่ง 

การที่หุ้นตัวหนึ่งดูเหมือนจะอยู่ใน uptrend เนื่องจากขึ้นมาอย่างต่อเนื่องระยะเวลาหนึ่ง จึงไม่ได้ทำให้เราไว้วางใจและเชื่อได้ว่ามันจะเป็นเช่นนั้นต่อไป

ไม่เพียงแค่นั้น ผู้เขียนยังได้ให้นักเรียนทำการทดลองอีกครั้ง โดยทำทุกอย่างเหมือนเดิม ปรากฏว่า รูปแบบของชาร์ต ออกมาในลักษณะที่เรียกกันว่า “head-and-shoulders pattern” เขาจึงเอาชาร์ตดังกล่าวไปให้เพื่อนคนหนึ่งดู

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เพื่อนคนนั้นสนใจมาก และถามผู้เขียนว่า “นี่มันหุ้นบริษัทไหนกันวะ?” และบอกด้วยว่า “เราต้องรีบซื้อเลยนะโว้ย pattern นี้มันคลาสสิคมาก แบบนี้อาทิตย์หน้าหุ้นต้องขึ้นอีก 15 จุดแหงๆ”

สุดท้าย หลังจากผู้เขียนบอกเพื่อนว่า นี่คือชาร์ตจากการโยนเหรียญธรรมดา ปรากฏว่าเพื่อนโกรธมาก และด่าว่าเขาเป็นการใหญ่


สรุปและเรียบเรียงจากหนังสือ A Random Walk Down Wall Street โดย เบอร์ตัน จี มัลคีล ผู้สนใจแนะนำอ่านฉบับภาษาอังกฤษ อัพเดตเนื้อหา พิมพ์ครั้งล่าสุด ปี 2014 ปกสีเหลืองครับ

a random walk