รีวิวการลงทุนของผมในปี 2558

11667414_829139800516306_1975077274721338207_n

ปี 2558 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับลดลงประมาณ 15% ถือเป็นปีที่แย่มากๆ ปีหนึ่ง นับตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อราวๆ สิบปีก่อน

ในปีนี้ พอร์ตของหลายคนคงติดลบตัวแดง คนจำนวนมากถอดใจและออกจากตลาดไปแล้ว ขณะที่หลายคนยังถือหุ้นอยู่ด้วยเหตุผลเดียวคือ ‘ติดดอย’ ยังลงไม่ได้ แต่ก็มีบางคนที่เอาตัวรอดมาได้

ผมอยากถือโอกาสรีวิวการลงทุนของตัวเองสักเล็กน้อย เพื่อเป็นการทบทวนสิ่งที่ได้ทำมาตลอดปี 2558 นะครับ

ปี 2558 ที่ผ่านมา หุ้นไทยถือว่าแย่เสียเป็นส่วนใหญ่ นำโดยกลุ่มพลังงานที่แย่ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว และสาหัสขึ้นอีกในปีนี้จากราคาน้ำมันที่ลดลงรุนแรง รวมทั้งกลุ่มเทเลคอมที่มาหักมุมช่วงท้ายปี ดังที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศกำลังถดถอย ผลงานโดยรวมของบริษัทจดทะเบียนถือว่าไม่ดี มีผลประกอบการของบริษัทเพียงจำนวนน้อยที่ออกมาในระดับที่น่าพอใจ ไม่ได้แย่เฉพาะกลุ่มที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น

ในส่วนของผมเอง ผมได้ทำการปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โดยตัดสินใจขายหุ้นค้าปลีกสองตัวที่ถือต่อเนื่องมาหลายปีทิ้งไป เพราะเริ่มเห็นข้อจำกัดทางการเติบโต บวกกับภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่

จากนั้น ผมเอาเงินไปลงทุนเพิ่มในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ “การท่องเที่ยว” จำนวนสามตัว ซึ่งเป็นหุ้นเดิมที่ผมถือมาแล้วหลายปี เนื่องจากเล็งเห็นว่าน่าจะได้รับผลกระทบในทางลบจากเศรษฐกิจไทยค่อนข้างน้อย โดยไม่ได้หวังผลบวกอะไรมากนัก

ผมอาศัยจังหวะในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ที่หุ้นตกรุนแรงหลายครั้ง (ถ้าจำไม่ผิด บางวันตกลงมามากกว่าห้าสิบจุด) เก็บหุ้นเพิ่มได้เป็นจำนวนมาก ด้วยต้นทุนที่ผมมองว่าหาได้ยากมากจริงๆ

นั่นเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้พอร์ตของผมเป็นบวกได้ในปีนี้ ทั้งๆ ที่ตลาดติดลบค่อนข้างเยอะ หลังจากหุ้นที่อิงการท่องเที่ยวสามตัวในพอร์ตปรับตัวขึ้น หลังผลประกอบการไตรมาสที่สามประกาศออกมา

นี่จึงเป็นปีที่ผมเอาชนะตลาดได้อีกครั้งหนึ่ง

หากมีใครถามผมว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดในการลงทุนของผมในปี 2558 คืออะไร ต้องตอบว่า คงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวหุ้น หรือผลการลงทุนที่ดีขึ้น หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อ ‘ภาพใหญ่’

กล่าวคือ ผมเลิกที่จะลงทุนในตลาดหุ้นไทยแบบ “ซื้ออนาคตไกลๆ” แต่หันมาลงทุนแบบ “ซื้ออนาคตใกล้ๆ” และ “ซื้อปัจจุบัน” เป็นหลัก ผสมผสานไปกับการเน้นซื้อหุ้นที่รายได้หลักมาจากต่างประเทศ และศึกษาข้อมูลเพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศไปพร้อมๆ กัน (อันหลังนี่ถือว่าเหนื่อยสุด แต่ก็สนุกและท้าทายดี)

ผมคิดว่า ปี 2559 เป็นปีที่นักลงทุนไทยต้องอยู่กับความเป็นจริงให้มากที่สุด อย่าคาดหวังผลตอบแทนให้สูงนัก แต่ให้ลงทุนแบบประคับประคอง โดยมองหุ้นที่พื้นฐานดี ราคาไม่แพง และมีปันผลพอสมควร เพื่อชดเชยกับการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นซึ่งเป็นสิ่งที่คาดหวังได้น้อย ทั้งนี้ อาจหาจังหวะเข้าซื้อในช่วงที่หุ้นปรับตัวลดลงมากๆ อันน่าจะเกิดขึ้นอยู่เป็นครั้งคราว

ฟังดูเป็นคำแนะนำที่น่าเบื่อ และเคยได้ยินมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ผมก็ยังคิดว่าเราควรทำเช่นนั้นอยู่ดี

สุดท้ายนี้ อยากฝากให้ทุกท่านศึกษาหาความรู้กันไว้เยอะๆ ขอให้จำไว้ว่า “โชค” จะช่วยเราได้เพียงครั้งคราว แต่ “ความรู้” จะช่วยเราได้ตลอดไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

สวัสดีปีใหม่ครับ

ชัชวนันท์ สันธิเดช

Club VI

(31 ธ.ค. 2558)

 

 

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ฉวยโอกาสอย่างไร ในเวลาที่ “หุ้นแบงก์” ราคาถูก

euro-870757_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ช่วงนี้หุ้นธนาคารไทยราคาต่ำลงมามาก มาเรียนรู้บทเรียนจากการลงทุนในหุ้นธนาคารของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กันดีกว่านะครับ

ปกติแล้ว บัฟเฟตต์ไม่นิยมหุ้นธนาคารเอาเสียเลย (เช่นเดียวกับ ดร นิเวศน์ ของเมืองไทย แต่ที่เหมือนกันคือทั้งสองคนต่างก็มีหุ้นแบงก์) ปู่บอกว่า ในเวลาที่สินทรัพย์สูงกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น 20 เท่า* ซึ่งเป็นค่าปกติของเซคเตอร์แบงก์เวลานั้น หากธนาคารบริหารผิดพลาดเพียงเล็กน้อย จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างรุนแรง

(*การเอาสินทรัพย์เทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า asset to equity ratio เราสามารถคิดเองได้ง่ายๆ เพียงเปิดใน settrade. com แล้วเอามาหารกัน ถ้าค่านี้สูง อาจแปลความ (อย่างหยาบๆ) ได้ว่าบริษัทนี้กู้เงินมามาก โดยปกติแล้ว ธุรกิจอื่นๆ มักดูค่า “หนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น” หรือ debt to equity เป็นหลัก แต่เซคเตอร์แบงก์ d/e จะสูงมากด้วยธรรมชาติของธุรกิจ จึงต้องดูค่า a/e ประกอบด้วย)

ทั้งนี้ ความผิดพลาดส่วนใหญ่ของธุรกิจธนาคาร มักเกิดจากการที่ผู้บริหารของแบงก์ต่างๆ ชอบปล่อยกู้ตามๆ กัน แบงก์อื่นปล่อย เราก็ต้องปล่อยบ้าง ไม่ว่ามันจะงี่เง่าและไม่สมควรขนาดไหน พฤติกรรมเหมือนกับหนูเลมมิ่งที่แห่กันไปโดดน้ำตายยังไงยังงั้น (ลองนึกถึงที่ธนาคารใหญ่ๆ ของไทยปล่อยกู้ให้ SSI จะเห็นได้ว่าเหมือนกันมากๆ)

เนื่องจากเรื่องของการบริหารมีความสำคัญยิ่ง ปู่จึงไม่เคยสนใจซื้อหุ้นธนาคารที่ “บริหารไม่ดี” แต่ “ราคาถูก” โดยจะซื้อเฉพาะธนาคารที่ “บริหารดี” ใน “ราคายุติธรรม” ​เท่านั้น

นี่คือเหตุผลของการเข้าซื้อหุ้น เวลส์ ฟาร์โก้ ธนาคารยักษ์ใหญ่ ซึ่งมีผู้บริหารที่ยอดเยี่ยม โดยพวกเขายึดมั่นอยู่กับสิ่งที่รู้ และไม่ทำตามแบงก์อื่น

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n.jpg

เบิร์คเชียร์ซื้อหุ้น เวลส์ ฟาร์โก้ ครั้งแรกในปี 1989 แต่แล้ว พอถึงปี 1990 ราคาหุ้นกลับร่วงลงถึง 50% ในเวลาไม่กี่เดือน

ปู่เล่าว่า ตอนนั้น ธนาคารดังๆ ต่างขาดทุนกันเป็นทิวแถว จากการปล่อยกู้โง่ๆ (ปู่ใช้คำว่า foolish) โดยเฉพาะสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่กลายเป็นหนี้เสียมโหฬาร ส่งผลให้ผู้คนขาดความเชื่อมั่น และมองธุรกิจแบงก์ทั้งหมดเป็นลบ จึงพากันขายหุ้นทิ้งแล้วหนีไปหาเซคเตอร์อื่น

แต่สำหรับปู่ นอกจากจะไม่ “ใจเสีย” แล้ว ยังซื้อหุ้นเพิ่มเยอะมาก โดยราคาที่เบิร์คเชียร์เก็บหุ้นเวลส์ ฟาร์โก้ ในปี 1990 อยู่ที่ p/e เพียง “5 เท่า” เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ และเพียง “3 เท่า” เมื่อเทียบกับกำไรก่อนหักภาษี เรียกได้ว่า ถูกจนไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

รวมๆ แล้ว ปู่ใช้เงินไป 290 ล้านเหรียญ ได้หุ้นเวลส์ ฟาร์โก้ ประมาณ 10% โดยขณะนั้น แบงก์ชื่อดังแห่งนี้มีสินทรัพย์รวมถึง 56,000 ล้านเหรียญ และทำกำไรได้สูงกว่าส่วนของผู้ถือหุ้น 20%

ปู่บอกว่า หากไปซื้อหุ้นธนาคารเล็กๆ ที่ทำผลงานได้ใกล้เคียงกัน แต่มีสินทรัพย์น้อยกว่าสิบเท่า แกอาจจะได้หุ้นทั้ง 100% แต่ต้องจ่ายแพงกว่านี้มาก และแบงก์พวกนั้นก็ไม่มีผู้บริหารเก่งๆ เหมือนของเวลส์ฟาร์โก้ด้วย

เพื่อประยุกต์กับสถานการณ์ที่หุ้นแบงก์ไทยราคาถูกอยู่เวลานี้ ผมขอสรุปบทเรียนจากปู่เป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

หนึ่ง) สำหรับธุรกิจธนาคาร ผลประกอบการย่อมขึ้นอยู่กับการปล่อยกู้ของผู้บริหารเป็นสำคัญ จึงต้องเลือกแบงก์ที่ผู้บริหารเก่งมากๆ ดูประวัติการปล่อยกู้ว่าเขาเคยปล่อยกู้แบบงี่เง่าหรือเปล่า

โดยเฉพาะในเวลาที่เศรษฐกิจแย่แบบเมืองไทยเวลานี้ ความสามารถของผู้บริหารคือจุดชี้เป็นชี้ตายเลยทีเดียว

สอง) ถ้าได้ “ของถูก” ก็ดี

ปู่ซื้อเวลส์ ฟาร์โก้ ที่ p/e “5 เท่า” ลองดูสิว่าของเราที่เล็งไว้เป็นอย่างไร (ตอนนี้หลายๆ แบงก์หลักในไทย p/e แค่ 6-8 เท่า แล้ว)

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเน้นแต่ของถูกแล้วจะดี ต้องยึดข้อแรกเป็นหลักเอาไว้ก่อน

สาม) ธุรกิจธนาคารมีความเสี่ยงอยู่เสมอ เราต้องเอาอัตราส่วนทางการเงินมาดู และวิเคราะห์ความเสี่ยงให้เป็น ดูว่าธนาคารทำกำไรปกติได้เท่าไร ปล่อยกู้อยู่ประมาณไหน และหากเกิดความเสียหายขึ้นมา จะส่งผลสะเทือนแค่ไหน โดยให้มองไปถึง worst-case scenario หาก worst-case ยังรับไหว ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว  

ทั้งสามข้อนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ทว่าถ้าทำได้ การลงทุนในหุ้นแบงก์ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไปครับ

การจัดการภาวะวิกฤต กรณีกรรมใดใคร..ก่อ

go-game-261979_960_720

โดย Club VI

เคส “กรรมใดใคร..ก่อ” ที่เกิดขึ้น นอกจากในแง่ “ธรรมาภิบาล” ของผู้บริหาร ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันหนักหนาสาหัสแล้ว ผมมองว่า “การจัดการภาวะวิกฤต” ขององค์กรก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

ผมเคยสอนวิชา crisis management  ที่เอแบคอยู่ 7 ปี จึงพอมีความรู้งูๆ ปลาๆ อยู่บ้าง โดยส่วนตัวผมมองว่าเคสนี้ บริษัทขายขนมจีบซาลาเปาชื่อดัง “สอบตก” โดยสิ้นเชิงในการจัดการกับภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ข้อแรก – ในการแถลงข่าวต่อกรณีวิกฤตที่ถูกต้องนั้น บริษัทควรจะตระเตรียมซักซ้อมกันมาให้ดี มีลิสต์ของคำถามที่น่าจะเจอ และคำตอบที่ผู้บริหารสมควรจะตอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริหารรับมือกับคำถามต่างๆ เอง

ทั้งนี้ คำพูดที่ออกจากปากผู้บริหารต้องนุ่มนวลที่สุด เพื่อเป็นการ calm down อารมณ์ของสาธารณชน

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเคสนี้ ผู้บริหาร ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาโดยตรง กลับกล่าวทำนองว่า หากจะไปซื้อหุ้นบริษัทอื่นก็แล้วแต่ (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์) ซึ่งฟังแล้วไม่รู้จริงๆ ว่าปล่อยให้หลุดออกมาได้อย่างไร ฝ่ายประชาสัมพันธ์ไม่ได้ช่วยขัดเกลาหรือเตรียมพร้อมกันมาเลยหรือ ถึงตอบออกมาได้แย่ขนาดนี้

ฟังดูราวกับปล่อยให้ผู้บริหารพูดออกมาจาก “gut feeling” ซึ่งทำให้สังคมยิ่งเดือดดาลขึ้นกว่าเดิม

ข้อสอง – การแก้วิกฤตที่ดีที่สุด ต้องมีการ “จำกัดวง” เหมือนคนเป็นมะเร็งที่ต้องตัดอวัยวะทิ้งเพื่อไม่ให้เนื้อร้ายลุกลาม โดยในแง่ของตัวบุคคล อาจให้คนที่ถูกมองว่าผิดลาออกเสีย (บางบริษัทโหดร้ายถึงขนาดหา “คนใน” มาเป็นแพะรับบาปเลยก็มี)

ทว่าในเคสนี้ ผู้ถูกกล่าวหาเป็นถึงผู้บริหารสูงสุดขององค์กร จึงยากที่จะ “ตัด” ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่พอเข้าใจ (แม้ว่าถ้ายอม “ลาออก” อาจเป็นผลดีต่อบริษัทมากกว่า) วิธีแก้ที่มี จึงเป็นการให้ผู้ถูกกล่าวหากล่าวคำ “ขอโทษ” และต้องให้สาธารณชนรู้สึกว่าเขาเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ (การยอมให้ กลต. เปรียบเทียบปรับ ย่อมไม่ทำให้ต้องรับผิดตามกฏหมายเพิ่มขึ้นอีกแล้ว จึงไม่ต้องกังวลในประเด็นนั้น)

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นการที่ผู้บริหารของ “บริษัทแม่” ซึ่งมีนามสกุลเดียวกับผู้ก่อตั้งบริษัท ออกโรงมาปกป้องผู้ถูกกล่าวหาด้วยตนเอง ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังทำให้บริษัทแม่ ซึ่งปกติก็มีความเปราะบางเรื่องภาพลักษณ์อยู่แล้ว ต้องโดนด่าเหมารวมไปด้วย

นี่ถือว่าตรงกันข้ามกับหลักการจัดการภาวะวิกฤตที่ดี ที่ควรจะ “ตัดตอน” ความเสียหายไม่ให้เชื่อมโยงไปถึงส่วนอื่นๆ ขององค์กรโดยไม่จำเป็น

โดยสรุป ผมมองว่าจุดอ่อนของบริษัทขายขนมจีบซาลาเปาชื่อดัง คือการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรใหญ่ ที่มีวัฒนธรรมการบริหารในลักษณะของครอบครัวค่อนข้างมาก (ใครเคยอ่านสามก๊กให้นึกถึงก๊กของเล่าปี่ ประมาณนั้น) เมื่อมีคนข้างบนทำไม่เหมาะ คนข้างล่างจึงยากที่จะตักเตือน พอมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น ก็ต้องออกมาปกป้องกันไว้ก่อน เนื่องด้วยเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

นี่แหละ ทำให้วิกฤตที่แก้ยากอยู่แล้ว ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม ผลจึงออกมาอย่างที่เราเห็นกัน

สุดท้ายแล้ว ผมมองว่าเคสนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะถูกนำไปเป็นกรณีศึกษาสำหรับองค์กรในประเทศไทย ต่อการรับมือกับภาวะวิกฤต รวมทั้งสถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรการเรียนการสอนในเรื่องดังกล่าว

เพราะเป็นกรณีที่มี “สิ่งที่ไม่ควรทำ” อยู่ครบถ้วน จึงน่าจะเป็นบทเรียนอันล้ำค่ากับทุกคนทุกฝ่ายได้ครับ