“หนี” อย่างวีไอ

หนีคือยอดกลยุทธ์

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมเคยเขียนไว้นานแล้วว่า มีสามเหตุผลที่จะทำให้วีไอต้องขายหุ้นทิ้ง คือ

  1. ราคาหุ้นเฟ้อสุดขั้ว ชนิดที่บริษัทปั๊มกำไรกี่ปีก็คงไม่ทันกับราคา
  2. พื้นฐานกิจการเปลี่ยนไปในทางลบ
  3. เราวิเคราะห์ผิดมาตั้งแต่แรก

ในกรณีแรก ถ้ามั่นใจว่าราคาเว่อร์เกิน ก็สามารถขายทิ้งได้ ไม่ถือว่าเสียหายหรือผิดกติกา ไม่ผิดหลักวีไอแต่ประการใด

แต่สำหรับกรณีที่ 2-3 หากจะเปรียบเป็นการศึก ก็คงเปรียบได้กับการ “หนี”

คัมภีร์ “๓๖ กลยุทธ์แห่งชัยชนะ” ของจีน ว่าไว้ “หนี คือยอดกลยุทธ์” เมื่อสู้ไม่ได้แล้ว การหนีไม่ใช่เรื่องเสียหาย ดีกว่าตาย ดีกว่ายอมแพ้พ่าย ดีกว่าถูกจับเป็นเชลย ซึ่งจักเสียหายสูญสิ้นมากกว่าหลายเท่า

ปัญหาก็คือ การหนีที่ดีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องเป็นการหนีอย่างมีศิลปะ ต้องหนีแบบ “มีชั้นเชิง” ต้องรักษาสถานการณ์ให้ฝ่ายเราเสียหายน้อยที่สุด

วีไอก็เหมือนกันครับ หากเป็นสถานการณ์แบบข้อ 2-3 ที่ผมบอกไป คือพื้นฐานเปลี่ยน หรือเรารู้ตัวแล้วว่าวิเคราะห์ธุรกิจผิดไป อันนี้ก็ต้อง “หนี” หรือ “ขายหุ้นทิ้ง” นั้นเอง

อย่างกรณีพื้นฐานเปลี่ยนในทางลบ ตัวอย่างเช่น หุ้นของธุรกิจขายปลีกคอมพิวเตอร์และสินค้าไอทีบริษัทหนึ่ง เมื่อก่อนกิจการก็ดี ขายของได้เรื่อยๆ โตปีละ 10-20%

อยู่ไปๆ คนเกิดหันไปใช้สมาร์ทโฟน แทบเล็ต กันมากขึ้น ยอดขายคอมฯ ไม่ว่าพีซี-แทบเล็ต ตกลงอย่างน่าใจหาย บริษัทจึงต้องทยอยปิดสาขา สุดท้ายตัวเลขกำไรที่เคยดี กลับพลิกเป็นขาดทุน

เช่นนี้ ถ้าเราไปลงทุนไว้ ก็อาจจะต้อง “หนี”

การหนีแบบมีชั้นเชิง ถ้าเปรียบเป็นการศึกก็คือ ไม่ใช่หนีแบบทิ้งอาวุธ ถอดเกราะ โกยอ้าวไม่คิดชีวิต อย่างนั้นมีหวังโดนข้าศึกไล่ตามตี เสียหายยับเยินแน่ๆ

สิ่งที่ควรทำก็คือ ต้องหนีแบบประคับประคอง ถอยไป คุมเชิงไป หาทางพลิกแพลง รักษาชีวิตรอด ให้ตัวเราเสียหายน้อยที่สุด จะได้มีโอกาสกลับไปเลียแผล พักฟื้น และกลับมาสู้ใหม่ได้

คำแนะนำของผมก็คือ อย่า “ขายหุ้นทิ้ง” ไปถือ “เงินสด” เป็นอันขาด แต่ให้เอาเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายหุ้นตัวเดิม ไปซื้อหุ้นอีกตัวหนึ่ง ที่เรามองแล้วว่ากิจการดี หรืออย่างน้อยก็ต้องไม่แย่เหมือนหุ้นตัวเก่าที่เราขายไป

เหตุที่พูดเช่นนี้ก็เพราะ หากเราขายหุ้นไปถือเงินสด เราจัก “ขาดทุนแล้ว ขาดทุนเลย” ไม่มีวันได้เงินคืน ไม่มีโอกาสพลิกจากรุกเป็นรับ ไม่มีทางได้อะไรชดเชย

ตรงกันข้าม การนำเงินที่เหลือจากการขายหุ้นที่แย่กว่า ไปซื้อหุ้นที่ดีกว่า เป็นหุ้นของกิจการที่ยังโตต่อได้ ย่อมมีโอกาสที่เราจะฟื้นคืน ชดเชยความเสียหาย หรืออาจจะกลับมาได้กำไรอีกครั้งหนึ่ง

บางคนอาจตั้งคำถามว่า แล้วถ้าขืนเลือกหุ้นผิดซ้ำสอง จะไม่ยิ่งแย่ไปกว่าเดิมหรือ สู้ถือเงินสดไว้ อย่างน้อยก็เป็นการ “หยุดเลือด” ได้ จะไม่ดีกว่าหรือ?

เรื่องนี้ ในมุมมองของผม ผมไม่ได้กลัวเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ

ก็ถ้าหุ้นตัวนั้นมัน “แย่” จริง แปลว่าต้องมีหุ้นที่ “ดีกว่า” อยู่เยอะแยะในตลาด ยิ่งถ้าเราไม่จำกัดตัวเองอยู่ในอุตสาหกรรมในอุตสาหกรรมหนึ่ง โอกาสหาหุ้นดีๆ มาทดแทนย่อมมีอยู่มากมาย

หากเราขายหุ้นทิ้งด้วยเหตุผลข้อแรก คือหุ้นตัวเดิมราคาสูงจนกำไรไม่มีวันไล่ทัน เราจะต้องหาหุ้นที่ “ดี” มาแทนหุ้นที่ “ดีมาก” ซึ่งเป็นเรื่องยาก

(ผมเองก็เคยเจอปัญหานี้ คืออยากขายหุ้นตัวเก่าเพราะราคามันแพงเกินพื้นฐานไปเยอะ แต่ก็ยังไม่รู้จะไปซื้อหุ้นตัวไหนที่ดีกว่าของเดิม)

แต่ถ้าเราขายหุ้นทิ้งด้วยเหตุผลข้อ 2-3 แปลว่าเราต้องหาหุ้น “ดี” มาทดแทนหุ้น “แย่” ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลย

จากตัวอย่างเดิม สมมุติเราขายหุ้นบริษัทขายคอมพิวเตอร์ทิ้ง เราก็อาจจะเอาเงินที่ได้ไปซื้อหุ้นตัวอื่น อาจจะเป็นหุ้นที่ธุรกิจยังอินเทรนด์อยู่ หรืออาจจะเอาเงินไปซื้อหุ้นของธุรกิจดีๆ ที่มีการเติบโตชัดเจน เช่นนี้ก็จะทำให้เรามีโอกาสกลับมาได้

วิธีนี้ผมเองเคยใช้มาก่อน เวลาหุ้นของกิจการที่ถืออยู่เกิดพื้นฐานเปลี่ยนในทางลบ หรือมารู้ทีหลังว่าตัวเองวิเคราะห์ผิดไป ผมมักจะมองหาหุ้นที่ดีกว่า แล้วขายหุ้นเดิมทิ้ง เอาเงินที่เหลือไปซื้อหุ้นใหม่

ด้วยการกระทำดังกล่าว ทำให้ผมสามารถฟื้นตัว คือได้กำไรมาชดเชยผลขาดทุนจากหุ้นตัวเดิมทั้งหมด และบางครั้งก็ได้มากกว่าที่เคยขาดทุนหลายต่อหลายเท่า

นี่คือกลยุทธ์การ “หนี” เพื่อ “พลิกสถานการณ์” ใครจะเอาไปลองใช้ดูก็ได้นะครับ 

Mind Your Own Business

Mindyourownbusiness

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คำว่า “Mind Your Own Business” นี่ ปกติฝรั่งเขาใช้ด่ากันนะครับ แปลเป็นไทยหยาบๆ ประมาณว่า “อย่าเสือก” ส่วนใหญ่จะใช้เวลามีคนมาละลาบละล้วง มายุ่งกับเรามากๆ ทำนองนั้น

ผมเคยไปออกรายการมือใหม่ทาง Money Channel น้องทีน่า พิธีกรถามว่า สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นเป็นวีไอ ถ้าซื้อหุ้นแล้วราคามันตกลงมาเยอะๆ จะทำใจอย่างไร

ผมเลยตอบไปว่า คนเป็นวีไอต้อง “ใส่ใจกับธุระของตัวเอง”

ตอนที่ตอบไปนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร มานึกย้อนดูทีหลัง ประโยคที่ตอบไป น่าจะตรงกับคำว่า “Mind Your Own Business.”

ความหมายของผมก็คือ รักจะเป็นวีไอ เราต้องรู้ว่าธุระของเราคืออะไร หน้าที่ของวีไอ ไม่ใช่เอาแต่นั่งเฝ้าหน้าจอ มองราคาขึ้นๆ ลงๆ รอลุ้นว่าวันนี้จะซื้อหรือจะขาย

แบบนั้นไม่ใช่ “ธุระ” ของวีไอ

สมมุติว่าเราเอาเงินไปลงทุนทำร้านอาหารกับเพื่อน คงไม่เข้าท่าแน่ถ้าเราสนใจแค่ว่าพรุ่งนี้จะมีนายทุนมาขอซื้อร้านเรามั้ย เราจะขายร้านได้ราคาเท่าไร ถ้าคิดยังงั้นก็ไม่น่าจะเข้าไปลงทุนตั้งแต่แรกแล้ว

ตรงกันข้าม เราต้องสนใจดูแลกิจการของเรา ต้องดูว่าอาหารร้านเราอร่อยมั้ย เด็กเราบริการดีมั้ย ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเข้าร้าน จะทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ จัดโปรโมชั่นอย่างไร

และแม้เราจะเป็นนักลงทุนตัวเล็กๆ ที่ลงทุนในบริษัทจดทะเบียน ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่เราก็ต้องคอยติดตาม หาข้อมูลเกี่ยวกับกิจการ เพราะมันคือ “ธุรกิจ” ของเรา

เราต้องหมั่นเข้าไปตรวจสอบเท่าที่จะทำได้ เห็นอะไรไม่เข้าท่าก็ต้องเอาไปบอกผู้บริหาร หรือเอาไปสอบถามเสนอแนะในที่ประชุมผู้ถือหุ้น หรือในโอกาสอื่นๆ

การใส่ใจกับตัวกิจการ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราเห็นถึง “ปัญหา” ก่อนที่มันจะลุกลาม และเห็นถึง “โอกาส” ก่อนที่คนอื่นจะได้เห็น

แน่นอนว่าธรรมชาติมนุษย์ย่อมจะหวั่นไหวไปตามราคา แต่วีไอที่ดีต้องควบคุมตนเองให้ได้

ถ้าก่อนซื้อหุ้นเราวิเคราะห์มาดีแล้ว คิดมาถี่ถ้วนแล้ว แต่เห็นราคาร่วงลงแล้วใจยังเสีย แนะนำว่าปิดหน้าจอเสียเถอะ ไปทำอย่างอื่นจะดีกว่า ขืนนั่งแกร่วอยู่อย่างนั้นอาจจะคันไม้คันมือ ตัดสินใจพลาดไปก็เป็นได้

อย่าลืมสิครับว่า มันไม่ใช่แค่ “หุ้น” แต่มันคือ “ธุรกิจ” ของเรา

เบน เกรแฮม บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่าเคยเขียนไว้ในหนังสือ The Intelligent Investor ว่า “Investing is most effective when it is businesslike.” แปลเป็นไทยว่า “การลงทุนจะมีประสิทธิผลที่สุด เมื่อคุณทำมันเหมือนธุรกิจ”

เป็นคำพูดที่ผมอ่านเจอเมื่อสิบกว่าปีก่อน และรู้สึกโดนใจอย่างจัง จนตัดสินใจปวารณาตัวมาเป็นวีไอจนถึงทุกวันนี้

ดังนั้น สำหรับวีไอ คำว่า “Business” จึงไม่ได้แปลว่า “ธุระ” เท่านั้น แต่ยังหมายถึง “ธุรกิจ” และประโยคที่บอกว่า “Mind Your Own Business” ก็มิได้แปลว่า “อย่าเสือก” แต่หมายถึงให้ใส่ใจกับ “ธุรกิจ” ที่คุณไปลงทุนเอาไว้

เอ้า .. ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจ วีไอที่ดี กรุณา “Mind Your Own Business” กันทุกคนนะครับ 

“เงิน” ก็คือ “เวลา”

Money is Time

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ได้ยินกันมาแต่ไหนแต่ไรว่า “Time is Money” หรือ “เวลาคือเงินทอง” ซึ่งถูกต้องอย่างยิ่ง

แต่คนที่เข้าใจเรื่องอิสรภาพทางการเงินจะทราบว่า ในทางกลับกัน ต้องบอกว่า “Money is Time” กล่าวคือ การมี “เงิน” นั่นแล ทำให้มี “เวลา”

โดยปกติแล้ว เมื่อพูดถึง “ทุน” เรามักจะนึกถึง “เงิน” หลายคนชอบคิดว่า ถ้าไม่มี “เงิน” ก็คือไม่มี “ทุน”

หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว “เวลา” ก็เป็น “ทุน” อย่างหนึ่งซึ่งทุกคนมีเท่าๆ กัน จะใช้เวลาอย่างไรนั้น เป็นทางเลือกของเราเอง

คนจำนวนมากที่ยังต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่กับงานประจำ มักอ้างว่า ไม่มี “เวลา” ที่จะศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุน บ้างก็บอกว่าทำงานเหนื่อยอยู่แล้วทุกวัน กลับมาบ้านจึงไม่อยากหาเรื่องหนักๆ ใส่หัวอีก จะให้อ่านหนังสือก็ดูจะเพิ่มความเครียดให้ตัวเอง

ว่างเมื่อไรจึงเล่นแต่ เฟซบุ๊ก พอถึงเสาร์-อาทิตย์ ก็ไปเดินห้าง ดูหนัง ช้อปปิ้ง แล้วอ้างว่าไม่มี “เวลา”

ที่จริงไม่ใช่ไม่มีเวลา พวกเขาแค่ไม่ยอมควัก “เวลา” มาลงทุนต่างหาก

และเนื่องจาก “เวลา” เป็น “ทุน” อย่างหนึ่ง เราจึงมีสองทางเลือกที่จะจัดการกับมัน ระหว่างการเอามันออกมาบริหารให้เกิดประโยชน์ (เหมือนการเอาเงินไปลงทุนให้เกิดผลตอบแทน) หรือใช้มันไปอย่างสิ้นเปลือง

น่าเสียดายที่คนจำนวนมากเลือกอย่างหลัง จึงไม่มีวันเป็นอิสระทางการเงินได้

ไม่ใช่ไม่ให้ “เที่ยว” ไม่ให้ “ช้อปปิ้ง” ไม่ให้ “เล่นเฟซบุ๊ก” นะครับ ผมเองก็ทำทุกอย่างที่ว่ามา เพราะผมเชื่ออย่างยิ่งว่าคนเราต้องผ่อนคลายบ้าง พวกเครียดเกินไปมักลงทุนได้ไม่ดี นี่เห็นมาเยอะแล้ว

ผมแค่กำลังสื่อว่า ในเมื่อทำในสิ่งเหล่านั้นได้ ก็ย่อมหาเวลาอ่านหนังสือลงทุนได้ เจียดเวลาไปฟังสัมมนาหุ้นได้

ผมเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าคนที่บอกว่าไม่มีเวลาเพราะต้องทำงานนั้น ยอมอดทนเก็บเงินให้ได้สักก้อนหนึ่ง ซึ่งพอเลี้ยงตัวเองได้สักครึ่งค่อนปี แล้วหยุดงานไปเลย “หกเดือนเต็ม”

โดยตลอดหกเดือน เขาต้องตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำอะไรอื่น นอกจากอ่านหนังสือ และศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียว (จะเป็นแนวทางวีไอหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ต้องไม่ใช่การเก็งกำไรแบบวูบวาบพิสดาร)

ไม่แน่ว่านั่นอาจเป็นหกเดือนที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเขา เพราะมันอาจ “ปลดล็อค” นำเขาไปสู่เส้นทางการลงทุนที่ถูกต้อง

ซึ่งหากเดินต่อไปจนถึงเป้าหมาย เขาก็จะได้เวลาเพิ่มขึ้นมาอีกหลายสิบปี เป็นเวลาของเขาเองจริงๆ ที่ไม่ต้องทำงานแลกเงินอีกแล้ว

“หกเดือน” แลก “หลายสิบปี” คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม

ที่พูดนี่อย่าเข้าใจผิด ไม่ใช่หกเดือนแล้วจะเก่งได้ทันทีนะครับ เรื่องการลงทุนต้องศึกษากันตลอดชีวิต หยุดไม่ได้ ผมหยิบยกตัวเลข “หกเดือน” ขึ้นมา เพียงเพราะคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่น่าจะพอดีๆ สำหรับการสร้างความพร้อมในการลงทุน

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นการ “คิดเล่นๆ” เท่านั้น เพราะในชีวิตจริง คงมีน้อยคนที่จะหยุดงานได้หกเดือน ซึ่งถ้าท่านทำไม่ได้ก็หาได้มีปัญหาอันใดไม่ แค่แบ่งเวลาในวันหยุด หรือวันธรรมดาหลังเลิกงานมาใส่ใจกับการลงทุน นั่นก็ดีมากแล้วครับ

คุณสุภศักดิ์ จุลละศร เพื่อนผมที่ทำ Club VI มาด้วยกัน เคยบอกไว้ดีมากๆ ว่า คนเรามักมองเรื่องของ “เวลา” ใน “ภาพเล็ก” เช่น ยอมขึ้นรถไฟฟ้าแทนการขับรถ เพื่อให้ประหยัดเวลาได้วันละ 2-3 ชั่วโมง แต่กลับไม่ยอมมอง “ภาพใหญ่” เช่น เรากำลังเอาเวลา 40 ปี แลกกับชีวิตแบบไหน

เมื่อไม่มอง จึงไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อไม่เปลี่ยนแปลง จึงต้องทำงานเป็นหนูถีบจักรไปเรื่อยๆ

และดังที่ได้บอกไปตอนต้นแล้วว่า ไม่ใช่แค่ “เวลา” คือ “เงินทอง” แต่ “เงินทอง” เองก็ทำให้มี “เวลา”

เพราะฉะนั้น แทนที่จะทำงานไปวันๆ เราจึงควร “หยุดคิด” แล้วเริ่มต้นขวนขวายหาความรู้ ใช้เวลาที่มีในวันนี้ เพื่อสร้าง “ทรัพย์สิน” ที่สร้าง “กระแสเงินสด” ให้เราได้ในวันข้างหน้า

ในอนาคตเราจะได้มีทั้ง “เงิน” และ “เวลา” …

ไม่ต้องใช้ “เวลา” หา “เงิน” ไปตลอดชีวิต