ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้ #2 วัดพลังหุ้น

cover-final

เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา Club VI ได้ฤกษ์เปิดตัวหนังสือเขียนเล่มแรก “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้” ที่ได้ช่วยปูพื้นให้ผู้อ่าน ลงทุนให้ถึง “แก่นแท้” ของ VI โดยสำนักพิมพ์ Wing Media

ผลปรากฏว่า ได้รับการตอบรับดีมาก ขึ้นไปติดอันดับต้นๆ ของหนังสือขายดีทั่วประเทศ จนต้องพิมพ์ซ้ำอย่างด่วนๆ (ใครยังไม่ได้ซื้อ ไปสอยมาได้เลยครับ หน้าตาหนังสือเป็นแบบนี้ https://clubvi.com/2013/01/02/die-hardvi/)

ผ่านมาแล้ว 6 เดือน ก็ถึงเวลาของ “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้ #2  วัดพลังหุ้น” ผลงานหนังสือเขียนชิ้นที่ 2 ของ Club VI ที่รับรองว่า อ่านจบแล้ว “เลือกหุ้นดี” ได้ทันที เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับภาวการณ์ที่ผันผวนอยู่ ณ เวลานี้

ที่เราตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ก็เพราะต้องการ “หาทางออก” ให้กับผู้ที่อยากเป็น “วีไอพันธุ์แท้” แต่มีปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก

ปัญหาของ “วีไอมือใหม่” ส่วนใหญ่ก็คือ รู้สึกว่าการประเมินมูลค่าหุ้นตามวิธีการดั้งเดิมนั้น “ยากเกินไป” และต่อให้คิดออกมาได้ ก็ใช่ว่าจะแม่นยำ เพราะตัวแปรมันเยอะมาก จนหลายคนรู้สึกว่า มัน “Not Worth Trying” คือทำไปก็ไม่คุ้มเหนื่อย (แม้จะมีประโยชน์ในหลายๆ ด้านก็ตาม)

ทีมงาน Club VI จึงท้าทายตัวเองว่า จะคิดค้นวิธีเลือกหุ้นที่มีคุณภาพ และ “ง่ายที่สุด” ขึ้นมา ที่ทุกคนสามารถทำตามได้ และต้องทำได้จริงๆ ชนิดที่เปิดหนังสือไป-เลือกหุ้นไปได้เลย

… จนกลายมาเป็นหนังสือเล่มนี้

สำหรับวีไอมือเก่า ท่านจะได้ทดสอบตัวเองอย่างเข้มข้นว่า ท่านพิจารณาเลือกหุ้นด้วยปัจจัยที่รอบคอบรอบด้านพอแล้วหรือยัง มีอะไรขาดตกบกพร่องอยู่ในกระบวนการคัดสรรหุ้นของท่านบ้าง

เชื่อว่าหลายคนคงซื้อหนังสือลงทุนมาหลายเล่มแล้ว บางคนซื้อมาหลายสิบเล่ม แต่รับรองว่าเที่ยวนี้ จ่ายเงินอีก “ร้อยกว่าบาท” ท่านจะได้หนังสือที่คุ้มค่าไม่แพ้เล่มไหนๆ ที่เคยอ่านมาแน่นอน

พบกันปลาย ก.ค. นี้ “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้ # 2 วัดพลังหุ้น” ที่ซีเอ็ดและร้านหนังสือชั้นนำทุกแห่งครับ !!

———————-

วีไอระดับบริษัท

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

ในฐานะของนักลงทุนรายย่อย ผมคิดว่าหลายท่านที่เป็น Value Investor หรือ VI คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า เราต้องซื้อหุ้นที่มี “ราคา” ต่ำกว่า “มูลค่า” กล่าวได้ว่าสิ่งนี้เป็นหัวใจสำคัญของการเป็นวีไอ

สิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ถือเป็นเรื่องเสริม ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล การถือยาว การเติบโต ฯลฯ ถ้าเราลงทุนโดยเน้นสิ่งเหล่านี้ แต่ไม่ได้สนใจประเมินมูลค่าหุ้นหรือประเมินไม่เป็น แบบนั้นก็ไม่ใช่วีไอ และนี่ก็เป็นสาเหตุที่เราเรียกการลงทุนแบบนี้ว่า Value Investment …

ไม่ใช่ Dividend Investment, Long-term Investment หรือ Growth Investment!

บางคนคิดว่า Value Investment (ย่อว่า VI เหมือนกัน) เป็นเรื่องของนักลงทุนที่จะซื้อขายหุ้น แต่ที่จริงแนวคิดนี้สามารถเอาไปใช้ในระดับบริษัทได้ด้วย … และถ้ามันอยู่ใน “สายเลือด” ของบริษัทไหน นักลงทุนวีไอเองก็ไม่ควรพลาดศึกษาบริษัทนั้นด้วยเช่นกัน

บริษัทก็เป็น VI ได้

หลายท่านเห็นภาพชัดเจนแล้วว่า นักลงทุนบุคคลสามารถทำตัวเป็นวีไอได้โดยการประเมินมูลค่าหุ้น และใช้ประโยชน์จากการที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง พวกเขาอาจสงสัยว่า อ้าว! แล้วบริษัทจะประเมินมูลค่าหุ้นไปทำไมล่ะ? ผมจะอธิบายอย่างนี้ครับ

ในการดำเนินธุรกิจ บริษัทจะต้องตัดสินใจในกิจกรรมต่างๆ เช่น การวิจัยตลาด การผลิต การหาลูกค้า หรือแม้แต่การขยายกิจการก็ตาม กิจกรรมพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่มี “มูลค่า” ในตัวเอง เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปแล้วบริษัทก็จะไม่ได้ประเมินมูลค่าหุ้น หากแต่ประเมินมูลค่าของกิจกรรมเหล่านี้แทน

โดยปกติถ้าเป็นโครงการใหญ่ที่ต้องมีการตัดสินใจ เช่น การเปิดสายการผลิตใหม่ หรือการโหมจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย บริษัทก็มักจะมีการประเมินความคุ้มค่าของโครงการกันก่อนอยู่แล้ว แต่บางกิจกรรมที่ผู้บริหารมองว่า “ทำแน่” อย่างนี้ก็อาจทำเลย โดยไม่ต้องสั่งลูกน้องให้ไปประเมินความคุ้มค่าของโครงการมาอีก

ในจุดนี้ผู้บริหารที่มีหัวใจเป็น VI จะมีความได้เปรียบ เพราะพวกเขาสามารถประมาณได้ด้วยประสบการณ์ว่ากิจกรรมใดมีคุณค่าหรือมูลค่าสูง เมื่อเทียบกับ resource ที่ต้องใช้ ซึ่ง resource นี้ก็ไม่ได้คิดแต่ที่เป็นตัวเงิน แต่ว่าคิดไปถึงเวลา ความเหนื่อยยากของทีมงาน และการเสียโอกาสที่จะไปสร้างสรรค์งานอย่างอื่นด้วย

แม้ในส่วนที่ต้องพิจารณาความคุ้มค่าของโครงการ พวกเขาก็ยังคงใช้แนวคิดของวีไอ โดยใช้การประเมินอย่างระมัดระวังและใช้ “มูลค่าขั้นต่ำ” ที่จะได้รับจากโครงการ หากถึงกระนั้นแล้วมูลค่าก็ยังคงสูงคุ้มค่าน่าพอใจ พวกเขาจึงค่อยลงมือทำ

สิ่งนี้เหมือนกับที่นักลงทุนวีไอคำนวณมูลค่าหุ้นแบบอนุรักษ์นิยม แล้วก็นั่งรอจนกว่าราคาหุ้นจะต่ำกว่ามูลค่าไปมากๆ ถึงจะเข้าซื้อ อย่างที่เราเรียกกันว่ามี “Margin of Safety” ในระดับที่น่าพอใจนั่นเอง และในเมื่อพวกเขาซื้อในจุดที่ downside แทบไม่มีแล้ว ผลตอบแทนของพวกเขาจึงสูงได้ ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงต่ำ

รอคอยโอกาสดี

ทั้งนี้ผมไม่ได้หมายความว่า บริษัทควรนั่งจับเจ่าและรอคอยจนกว่าจะมีโครงการที่ดีสุดยอดผ่านเข้ามา เพราะความเข้มงวดของบริษัทที่เป็นวีไอย่อมปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หากเป็นการดำเนินงานปกติ ก็อาจมองหา Margin of Safety ที่ไม่ต้องมากนัก แต่ถ้าเป็นโครงการยักษ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง แบบนี้ก็ควรมองหา Margin of Safety ที่มากหน่อย

นอกจากการดำเนินงานของบริษัทแล้ว ในบางกรณีบริษัทก็อาจทำตัวเป็น “นักลงทุน” ได้ด้วยเหมือนกัน อย่างเช่น การลงทุนในทรัพย์สิน หรือการเข้าซื้อกิจการ เป็นต้น

โดยปกติเรามักเห็นบริษัทออกมา “ช้อปปิ้ง” ในขณะที่กิจการกำลังเฟื่องฟู (คล้ายๆ กับที่ผู้คนชอบออกมาจับจ่ายใช้สอยเงินในช่วงที่รายได้ดีหรือเพิ่งได้โบนัส) ซึ่งก็มักเป็นช่วงที่เศรษฐกิจดีและกิจการอื่นๆ ก็เฟื่องฟูอยู่ด้วยเหมือนกัน การออกมาซื้อกิจการในช่วงเวลานี้จึงมักเป็นการซื้อ “ของดีราคาแพง” ซึ่งไม่ใช่แนวคิดของวีไอเลย

ในทางตรงข้าม บริษัทที่มีความเป็นวีไอจะเก็บเงินเอาไว้ก่อนในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจดี โดยอาจเก็บเป็นเงินสด เงินลงทุนระยะสั้น หรือไม่เช่นนั้นก็เอาไปลดหนี้ การกระทำเช่นนี้เป็นการเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับโอกาสที่จะผ่านเข้ามา และเมื่อโอกาสนั้นผ่านเข้ามาจริงๆ พวกเขาก็จะมีเงินสดเอาไว้ช้อปปิ้ง “ของดีราคาถูก” หรืออย่างน้อยก็มีวงเงินกู้เอาไว้ใช้ในสถานการณ์ดังกล่าวได้

บมจ. เฮ้าส์ เอ็นเนอร์จี

ขอยกกรณีสมมติ บมจ. เฮ้าส์ เอ็นเนอร์จี ซึ่งเป็นเจ้าของเหมืองถ่านหินหลายแห่งในประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี ในช่วงที่ราคาถ่านหินเพิ่งจะบูมไปกับราคาน้ำมันด้วย (ก่อนที่จะตกสวรรค์ลงมาเหมือนกัน) เฮ้าส์ เพิ่งซื้อกิจการถ่านหินรายใหญ่รายหนึ่งในประเทศออสเตรเลียและก่อหนี้ก้อนใหญ่ขึ้นมา ซึ่งถ้าจะว่ากันตามจริงนี่ก็เป็นการลงทุนที่ไม่ขี้เหร่เท่าไหร่นัก และในเวลานั้นเฮ้าส์ก็เป็นบริษัทที่มีหนี้สินน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาราคาถ่านหินก็ตกต่ำ ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจโลกและในส่วนของธุรกิจพลังงานเองที่มีการนำ “เชลล์แก๊ส” มาใช้ จนใครๆ ก็บอกว่าถ่านหินจบเห่แล้ว และแม้ว่าเฮ้าส์จะสามารถผลิตถ่านหินได้มากขึ้น แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นในด้านปริมาณเท่านั้น เพราะเมื่อขายได้ราคาต่ำ รายได้ก็หดหาย กำไรก็ลดลง สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผู้ผลิตถ่านหินทุกราย ไม่ใช่แค่เฮ้าส์เท่านั้น นอกจากนี้บางเหมืองที่มีต้นทุนสูงก็จำใจต้องปิดตัวลง

ในเวลานี้หากผู้บริหารของเฮ้าส์มีแนวคิดแบบวีไอมาก่อนหน้า พวกเขาอาจมีเงินสดและวงเงินกู้ยืมจำนวนมาก เพื่อเอามา “ช้อปปิ้ง” เหมืองถ่านหินที่มีคุณภาพดี มี facility พร้อม และมีต้นทุนต่ำ ภายใต้สมมติฐานว่าถ่านหินจะยังเป็นพลังงานจำเป็นของโลกใบนี้ต่อไป ซึ่งก็มีโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้น

ผมเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นวิศวกรในแวดวงนี้ และเห็นตรงกันว่า ถ่านหินส่วนมากขุดขึ้นมาแล้วก็ถูกส่งไปที่โรงไฟฟ้า และการจะเปลี่ยน (convert) ประเภทโรงไฟฟ้า เช่น จากโรงไฟฟ้าถ่านหินไปเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้แก๊สหรือน้ำมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งต้นทุนก็คงสูงจนไม่คุ้มที่จะทำ สรุปก็คือ โรงไฟฟ้าโรงไหนที่ใช้ถ่านหินก็คงจะต้องใช้ต่อไป

นั่นหมายความว่า demand ของถ่านหินในอนาคตอย่างน้อยๆ ก็ไม่น่าจะลดลง ส่วน supply ส่วนเกินก็น่าจะค่อยๆ ถูกดูดซับไป (อย่าลืมว่าบางเหมืองที่สู้ต้นทุนไม่ได้ก็ปิดดำเนินการไปบ้างแล้ว) เมื่อทั้งสองฝั่งเกิดสมดุลมากขึ้น ราคาถ่านหินก็น่าจะมีเสถียรภาพได้

ดังนั้น หากเฮ้าส์สามารถออกไปช้อปปิ้งกิจการดีๆ ในช่วงเวลานี้ บางทีนี่จะเป็นการ “ตีแตก” ในระดับบริษัท เหมือนอย่างที่ ดร.นิเวศน์ เคยทำได้มาแล้วในระดับบุคคลก็เป็นได้ … แต่ก็น่าเสียดายที่มันไม่ได้เกิดขึ้น

การซื้อหุ้นคืนของเฮ้าส์         

อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งดีๆ ที่ บมจ. เฮ้าส์ เอ็นเนอร์จี ลงมือทำ นั่นคือ “การซื้อหุ้นคืน” ซึ่งเป็นแอ็คชั่นที่เรียกได้ว่า วีไอ๊… วีไอ

การซื้อหุ้นคืนเป็นการที่บริษัทออกมาซื้อหุ้นของตัวเองเสมือนว่าเป็นผู้เล่นรายหนึ่งในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ราคาหุ้นตกต่ำลงมากจนถือได้ว่า “ต่ำเกินไป” ในสายตาของผู้บริหาร และดูไปแล้วก็น่าจะมี Margin of Safety ที่มากพอสมควร ดังนั้นแทนที่จะไปลงทุนอย่างอื่นให้ได้ผลตอบแทนดีๆ ก็ลงทุนในหุ้นของบริษัทตัวเองที่รู้จักตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างดีก็แล้วกัน… ผลก็คือ

1) demand ของหุ้นในตลาดสูงขึ้นและส่งผลดีต่อราคา โดยราคาหุ้นอาจจะดีขึ้น หรือถ้าตกก็คงตกเบาลง ขณะเดียวกันหุ้นที่ถูกบริษัทซื้อไปก็จะถูกดูดซับออกจากตลาด นั่นหมายความว่า supply ของหุ้นจะลดลงด้วยในอนาคต

2) หุ้นที่ถูกซื้อคืน เรียกว่า treasury stocks เป็นส่วนที่ไม่มีสิทธิ์รับเงินปันผล กล่าวได้ว่า “คนแย่งเค้ก” ของเรามีน้อยลง และในทำนองเดียวกัน เมื่อจำนวนหุ้นลดลง ตัวหารก็ลดลง กำไรต่อหุ้นหรือ EPS ก็เพิ่มขึ้น

3) เป็นการจัดโชว์สองอย่างพร้อมๆ กัน อย่างแรกเป็นการ “โชว์ป๋า” เพื่อบอกว่าตัวเองมีเงินสดมาก และอย่างที่สองเป็นการ “โชว์เก๋า” ส่งสัญญาณบอกนักลงทุนว่าราคาหุ้นในตลาดต่ำเกินจริง ทำนองว่า นี่ไง ฉันเองยังควักเงินซื้อเลย!

การซื้อหุ้นคืนจึงเป็นทั้งการช่วยพยุงราคาหุ้น, เพิ่มคุณค่าหุ้น และจัด โชว์ป๋า+โชว์เก๋า ไปพร้อมๆ กัน ที่สำคัญเป็นการซื้อของดีราคาถูกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะชื่นชอบบริษัทที่มีการซื้อหุ้นคืนอย่างมาก

ว่ากันตามจริงแล้ว การซื้อหุ้นคืนดีกว่าการจ่ายเงินปันผลเสียด้วยซ้ำ เพราะการจ่ายเงินปันผล เราได้รับเงินแค่ครั้งเดียว (แถมยังเสียภาษีด้วย) แต่การลดตัวหารได้อย่างถาวรจะส่งผลดีตลอดไป แถมการลงมือในจังหวะที่หุ้นมีราคาถูก ทำให้บริษัทไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายแพงมาก ทั้งยังลดภาระเงินปันผลจ่ายในอนาคตลงได้บางส่วนอีกด้วย

การซื้อหุ้นคืนด้วยเหตุผลที่เหมาะสม ณ ราคาที่เหมาะสม เป็นการกระทำของผู้บริหารที่มีจิตวิญญาณของวีไอ แต่เราก็ต้องสังเกตดีๆ ด้วยว่า มันเกิดจากการใคร่ครวญอย่างรอบคอบ หรือเป็นแค่การสร้างข่าวเพื่อพยุงราคาหุ้น ซึ่งการจะตอบได้นั้น เราต้องศึกษารายละเอียดของการซื้อให้ดี

ลงทุนแบบ VI กับบริษัทที่เป็น VI  

บริษัทที่มีความเป็นวีไออย่างชัดเจนที่สุดก็คือ เบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์ ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

เบิร์กไชร์เป็นบริษัทที่เข้าถือหุ้นบริษัทอื่นๆ ในขณะที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง แต่เนื่องจากเบิร์กไชร์เองก็จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) เพราะฉะนั้นตัวของมันเองก็มีโอกาสซื้อขายกันต่ำกว่ามูลค่าได้ด้วยเหมือนกัน และหากว่าคุณสามารถคว้าโอกาสนั้นไว้ได้ ผลตอบแทนของคุณก็จะเจ๋งยิ่งกว่าวอร์เรน บัฟเฟตต์ เสียอีก (อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานั้นๆ)

ลองคิดดูว่าจะมีอะไรดีไปกว่าการลงทุนแบบวีไอในบริษัทที่เป็นวีไอเสียอีกล่ะ!?

สำหรับพวกเราที่อยู่ในตลาดหุ้นไทยคงไม่ต้องคิดไปไกลถึงเบิร์กไชร์หรอก เยี่ยมๆ มองๆ หากิจการชั้นดีที่คิดและทำแบบวีไอ จากนั้นก็รอซื้อเมื่อมี Margin of Safety ที่น่าพอใจ…

 แค่นี้ก็หรูแล้วครับ

ทางสองแพร่งแห่งปันผล (The Dividend Dilemma)

dividend dilemma

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เรื่องของ “เงินปันผล” ใครๆ ก็ชอบครับ คนที่ถือหุ้นไว้ ต่างก็อยากได้ผลตอบแทนเป็น “ตัวเงิน” ใครๆ ก็ปรารถนาที่จะได้เงินสดมาอยู่ในกระเป๋าตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

อาจารย์เทพ รุ่งธนาภิรมย์ เปรียบเทียบหุ้นที่จ่ายปันผลดีๆ ว่าเป็น “ห่านทองคำ” ที่จะออก “ไข่” ในรูปของ “เงินสด” ให้เรามีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจนและเห็นภาพอย่างยิ่ง

นักลงทุนระยะยาวบางคน เน้นเลือกหุ้นที่จ่ายปันผลหนักๆ (Dividend Stock) เท่านั้น คือโตมากน้อยไม่เป็นไร แต่ปันผลต้องดีไว้ก่อน ไม่งั้นไม่สน

ในขณะที่คนดังหลายคนในแวดวงการลงทุน ก็แนะนำให้นักลงทุนเลือกซื้อหุ้นตัวนั้นตัวนี้ บ้างก็เชียร์ “หุ้นสื่อสาร” บ้างก็เชียร์ “หุ้นปูนซีเมนต์” โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะ “ปันผลดี”

เดี๋ยวนี้ แม้แต่ตลาดหลักทรัพย์ ยังมีดัชนี SETHD โดย HD ในที่นี้ย่อมาจาก “High Dividend” เอาไว้สำหรับคนที่ซื้อหุ้นเพื่อหวังเก็บดอกผลโดยเฉพาะ

การซื้อหุ้นโดยหวังปันผลนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดครับ แต่ผมอยากเตือนว่า อย่าเน้นแต่ปันผล แล้วละเลยหรือให้ความสนใจกับปัจจัยอื่นๆ น้อยเกินไป เพราะนั่นอาจทำให้เรา “ก้าวพลาด” ได้

โดยส่วนตัว ผมไม่ค่อยเชื่อในการเลือกหุ้นที่ยึดเอาแต่ “ปันผลสูงๆ” เป็นหลัก เพราะมันคือการดูแต่ “ผล” โดยไม่สนใจ “เหตุ

ต้องไม่ลืมว่า “ปันผล” มาจาก “กำไร” ครับ ถ้าเราอยากได้เงินสดไปนานๆ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาว เราก็ต้องเลือกบริษัทที่ “เหตุ” ดี คือกิจการแข็งแกร่ง มีการเติบโตของกำไรที่ดี และจ่ายปันผลในระดับที่เหมาะสม ไม่เขียมจนเกินไป หรือกั๊กไว้เองหมด

วิธีก็คือ ให้ดูที่ “นโยบายการจ่ายปันผล” (มีอยู่ใน Settrade.com) เป็นหลัก เช่น อาจตั้งเกณฑ์ไว้ว่า บริษัทไหนมีนโยบายจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 40-50% อย่างนี้ถือว่า “ผ่าน”

แต่ถ้าดูเฉพาะตัวเลขปันผลงวดล่าสุด หรือดูแต่หุ้นใน SETHD แปลว่าท่านกำลังดูแต่ “ปัจจุบัน” ไม่มอง “อนาคต”

บางคนไม่คิดอะไรเลย หุ้นตัวไหนปันผล 8-10% ก็เข้าซื้อทันที แบบนี้ต้องระวังให้ดีนะครับ

บางบริษัทปันผลเยอะ แต่เงินที่เอามาปันผลนั้น ไม่ได้มาจากกำไรจากการดำเนินงานปกติ ทว่าเป็น “กำไรพิเศษ” ที่ได้ครั้งเดียวจบ เลยทำให้มีตังค์มาจ่ายปันผลมากหน่อย อีก 10 ปีข้างหน้า อาจจะไม่มีโอกาสปันอย่างนี้อีกเลยก็ได้ จบแล้วจบเลย

ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2555 หลายบริษัทได้รับเงินค่าชดเชยจากบริษัทประกัน สำหรับความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ซึ่งถือเป็น “กำไรพิเศษ” ที่ไม่มีความยั่งยืน และทำให้บริษัทจ่ายปันผลออกมาได้เยอะผิดปกติ ซึ่งถ้าขืนดูแต่อัตราเงินปันผลในรอบปีที่ผ่านมา ก็จะทำให้มองภาพผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงได้

ที่แย่กว่าก็คือ บางบริษัทเคยเป็น “หุ้นปันผล” ชั้นดีมาก่อน เราดูสถิติการจ่ายปันผลที่ผ่านมาก็ยังสวยอยู่ แต่หารู้ไม่ว่า นั่นเป็นการ “ปันสั่งลา” กล่าวคือ ผู้บริหารซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ตั้งใจปันผลออกมาเยอะๆ เพราะต้องการ “หยิบเงินออกจากลิ้นชัก” ให้มากที่สุด เนื่องจากรู้ว่าธุรกิจกำลังตกต่ำลง ชนิดยากจะกลับมาได้ จึงตัดสินใจ “ถอนเงินออก” หลังจากนั้นบริษัทก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ โงหัวไม่ขึ้นอีกเลย

นี่ยังไม่นับพวกบริษัทห่วยๆ ที่กู้มาจ่ายปันผล เพื่อ “เลี้ยง” หรือ “กระตุ้น” ราคาหุ้นนะ บริษัทพวกนี้อันตรายมาก และมีอยู่จริงในตลาดหุ้นไทยนี่แหล่ะ

คนจำนวนมากเชื่อว่า “หุ้นที่จ่ายปันผลดี” คือการลงทุนแบบ “Super Defensive” ประมาณว่า “ชัวร์” ที่สุดแล้ว จึงเข้าไปซื้อ เพราะคิดว่า “ไม่เสี่ยง” สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ บางคนถึงกับขาดทุนยับเยิน เพราะตามองแต่ประโยชน์ในระยะสั้น โดยละเลยพื้นฐานทางธุรกิจไป

ชีช้ำมั้ยล่ะครับ? อุตส่าห์ซื้อเพราะกลัว “เสี่ยง” กลับต้องเจ๊งเพราะมันเสี่ยงยิ่งกว่าเสียอีก

มีอีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจครับ บางบริษัทมีเงินสดเยอะ แต่ไม่ค่อยปันผลเป็นเงิน กลับปันเป็น “หุ้น” หรือที่เรียกว่า “หุ้นปันผล” (Stock Dividend) เสียมากกว่า เพราะต้องการกันเงินไว้ลงทุนต่อ ซึ่งทำให้นักลงทุนที่เน้นเงินปันผลไม่สนใจ

แต่สำหรับผม หากเจอแบบนี้ ผมจะดูก่อนครับว่า ที่ไม่ปันเป็นเงิน แต่ปันเป็นหุ้นนั้น เขาเอาเงินสดที่กันไว้ไปสร้างการเติบโตได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

ถ้าบริษัทเอาเงินไปสร้าง Growth ได้ปีละ 20-30 % ต่อให้ไม่ได้เงินสดมาเข้ากระเป๋า ผมก็ไม่บ่น เพราะถึงได้เงินมา ก็ไม่รู้จะเอาไปลงทุนอะไรให้โตได้เร็วขนาดนั้น สุดท้ายก็ต้องกลับไปซื้อหุ้นของเขาอยู่ดี

ปัจจัยทีใช้ตัดสินใจก็คือ ถ้าไม่ปันผลเป็นเงิน หรือปันเป็นหุ้น คุณต้องเอาเงินที่กันไว้ไปใช้สร้างการเติบโตได้จริง ..ถ้าคุณเก่งจริง ผมยอมครับ

ในทางตรงข้าม สำหรับบางบริษัท ด้วยธรรมชาติของธุรกิจแล้ว แทบไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนใหญ่ๆ เลย แต่กลับปันผลออกมาน้อยมาก จนน่าสงสัยว่าผู้บริหารตั้งใจผ่องถ่ายเงินสดไปใช้ส่วนตัว โดยไม่อยากให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยๆ อย่างเราเข้าไปมีส่วนแบ่งด้วยหรือเปล่า?

โดยสรุปแล้ว เรื่องของ “เงินปันผล” นี่ เป็นเสมือน “ทางสองแพร่ง” (Dilemma) ของการลงทุน ซึ่งแต่ละคนมีมาตรฐานต่างๆ กันไปครับ ไม่มีใครผิดใครถูก แล้วแต่ความชอบส่วนตัว และขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละบุคคล เป็นเรื่องที่ว่ากันไม่ได้

แค่อยากฝากทิ้งท้ายไว้ว่า เรากำลังซื้อ “หุ้น” ไม่ใช่ซื้อ “พันธบัตร” ปันผลไม่ใช่ “อัตราดอกเบี้ย” ที่เขา fix ไว้ การจะพิจารณาซื้อหุ้นตัวไหน จึงไม่ควรดูแค่ “บรรทัดสุดท้าย” แต่ต้องเข้าใจต้นสายปลายเหตุให้ถ่องแท้

ต้อง “มองไกล” อย่า “มองใกล้” ต้องมอง “ประโยชน์ในระยะยาว” อย่าหวังแต่ “ประโยชน์ตรงหน้า” จึงจะประสบความสำเร็จในการลงทุน และสร้างกระแสเงินสดเข้ากระเป๋าได้ไปนานๆ ครับ

———————-

ข้อควรระวัง – Dividend Stock คือ หุ้นที่จ่ายปันผลดีๆ ส่วน Stock Dividend หรือ ตัวหุ้นที่บริษัทจ่ายออกมาเป็นการปันผลแทนเงินสด อย่าสับสนเป็นอันขาดนะครับ เพราะมันตรงข้ามกันเลย Dividend Stock มักจะไม่มี Stock Dividend ส่วนพวก Stock Dividend ก็มักไม่ได้มาจาก Dividend Stock ขืนสับสนตรงนี้ แย่แน่