เพราะ “ง่าย” จึง “ชนะ”

easy

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คนบางคนชอบทำอะไรให้ยากๆ เพื่อให้ตัวเองดูเก่ง ดู “มีภูมิ”

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์เหมือนกัน สมัยเรียนมหาวิทยาลัย อาจารย์บางคนเป็นด็อกเตอร์ เป็นศาสตราจารย์  ดีกรีทางวิชาการสูงส่ง แต่สอนไม่ค่อยรู้เรื่อง ใช้ศัพท์แสงอะไรแต่ละอย่าง ฟังแล้วไม่เข้าใจ เหมือนแกอยู่บนหอคอยงาช้าง แต่ก็ดูท่าทางแกจะภูมิใจที่คนฟังแกไม่เข้าใจ

ในขณะที่อาจารย์บางคน ไม่ใช่ด็อกเตอร์ ไม่ได้มีคุณวุฒิวัยวุฒิอะไรมากนัก แต่สอนสนุก เข้าใจง่าย แถมยังคุยได้ ปรึกษาได้ ไม่น่ากลัว แบบนี้เด็กชอบ

ดูพวกติวเตอร์ดังๆ สิครับ คนพวกนั้นรวยขึ้นมาเป็นร้อยล้านพันล้านได้อย่างไร? เป็นเพราะพวกเขาใช้ศัพท์แสงหรูๆ ที่ต้องปีนบันไดฟังหรือเปล่า? … เปล่าเลย ที่พวกเขารวยได้ เพราะสามารถสอน“เรื่องยาก” ให้กลายเป็น “เรื่องง่าย” ต่างหาก

จะเห็นได้ว่า แม้โลกวิชาการ จะให้รางวัลกับคนที่ทำ “เรื่องง่าย” ให้เป็น “เรื่องยาก” แต่ในโลกธุรกิจ “ผู้ชนะตัวจริง” คือคนที่ทำให้ชีวิตของคนอื่น “ง่ายลง”

สมัยก่อน คอมพิวเตอร์เคยเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับคนส่วนใหญ่ หน้าจอดำๆ มีตัวหนังสือ-ตัวเลข วิ่งไปวิ่งมาเต็มไปหมด จะใช้งานอะไรก็ต้องคีย์คำสั่งเป็นคำๆ

แต่แล้ว ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ของไมโครซอฟท์ ได้ทำให้คอมพิวเตอร์เป็นอะไรที่ Friendly ขึ้นมาก จากหน้าจอดำ กลายเป็นกราฟฟิคสีสวยๆ มีภาพ Icon เห็นแล้วก็เข้าใจได้ทันทีว่าโปรแกรมไหนใช้ทำอะไร

การ “ปลดล็อค” ให้คนเลิกกลัวคอมพิวเตอร์นี้เอง ทำให้ ทำให้บิล เกตส์ กลายเป็นอภิอัครมหาเศรษฐีจนถึงทุกวันนี้

ฝ่าย Apple คู่แข่งของไมโครซอฟท์ ที่ร่ำรวยจนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization หรือ Market Cap.) อันดับต้นๆ ของโลกได้ ก็เพราะผลิตภัณฑ์อย่าง Mac, iPhone, iPad ล้วน “ใช้ง่าย” มีสไตล์ (แต่ iTune นี่ คนโลว์เทคอย่างผมไม่ชอบนะ ขอ Copy-Paste อย่างเดียวได้มั้ย แหะๆ)

หรืออย่างห้าง Wal-Mart หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก (ติดอันดับ 1-2 ของ Fortune 500 มาหลายปี) ที่รวยได้ขนาดนี้ ก็เพราะรู้จักเอาของกินของใช้มาขายราคาถูกๆ รวมกันอยู่ที่เดียว ซื้อหากันได้ง่ายๆ ไอเดียจากมันสมองของคุณทวด แซม วอลตัน ทั้งนั้น

แล้วเมืองไทยเราล่ะครับ มีธุรกิจอะไรเป็นตัวอย่างที่ดีได้บ้าง?

ที่นึกออกตอนนี้ คือ 7-11 ร้านสะดวกซื้อที่ทำให้ชีวิตเราง่ายมาก เดินเข้าไปซื้อของตอนตี 1 – ตี 2 ก็ได้ หยิบเลือกได้ตามสบาย ไม่ต้องโดนอาแปะมองค้อนเอาเหมือนร้านโชห่วยสมัยก่อน

หรืออย่าง โฮมโปร ทำให้เราซื้ออุปกรณ์ในบ้านได้ง่ายๆ ทุกอย่างมารวมกันอยู่จุดเดียว จะซื้อราวตากผ้าก็มี ซื้อตู้เย็นก็มี เดี๋ยวนี้เรียกมาล้างแอร์ ล้างเครื่องซักผ้าที่บ้านยังได้เลย ไม่แพงด้วย

หรือไม่อย่างนั้น ดูหนังสือขายดีแต่ละเล่มสิครับ ไม่ใช่หนังสือวิชาการที่คนเขียนไอคิว 180 อะไรเลย แต่เป็นหนังสือที่ “อ่านง่าย” ด้วยกันทั้งนั้น

rich dad1-2อาทิ หนังสือชุด “Rich Dad” ของโรเบิร์ต คิโยซากิ ที่ขายดีถล่มทลายไปทั่วโลก (ผมเองก็มีส่วนร่วมแปลหนังสือชุดนี้เป็นภาษาไทยด้วยนะ อิอิ) ทั้งๆ ที่หลายคนมองว่าตัวโรเบิร์ตเองเป็นคนเขียนหนังสือไม่เก่ง ใช้ภาษาก็ง่ายจนไม่น่าจะเอามาเขียนเป็นหนังสือได้ แต่ “ความง่าย” นั้น คือสิ่งที่คนชอบ เมื่อบวกกับไอเดียที่โดนใจ หนังสือของเขาจึงขายได้กว่า 25 ล้านเล่ม ติดอันดับหนังสือขายดีที่สุดตลอดกาลไปแล้ว

(แต่ในวงการหนังสือบ้านเรา ต้องระวังพวกง่ายแต่ “มั่ว” หรือพวกง่ายแต่ “กลวง” ด้วยนะครับ ยิ่งพวกชอบก็อปของชาวบ้านมา ยิ่งต้องระวังให้หนัก เดี๋ยวนี้มีเยอะมาก)

แม้แต่สุดยอดนักลงทุนโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ เหตุที่คนทั่วโลก โดยเฉพาะวีไออย่างเราๆ ชื่นชอบแก นอกจากเรื่องของความสำเร็จในการลงทุนแล้ว น่าจะเป็นเพราะปู่บัฟฟ์เป็นคนประเภทที่ พูดอะไรก็เข้าใจ “ง๊ายง่าย” เปรียบเทียบอะไรแต่ละอย่างนี่ เห็นภาพลอยชัดขึ้นมาเลยทีเดียว

จากทั้งหมดที่ได้กล่าวมา ผมขอสรุปออกมาเป็นหลักในการเลือกซื้อหุ้นของวีไอเพียงข้อเดียว แต่เป็นหลักที่ใช้ได้เสมอ ใช้ได้ตลอดกาล นั่นคือ…

จงมองหาบริษัทที่ทำให้ชีวิตของผู้คน “ง่ายลง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้า “ความง่าย” นั้น เป็นสิ่งที่บริษัทอื่นๆ “ยากที่จะทำได้” นั่นยิ่งเยี่ยมเลย

อย่างธุรกิจที่ทำให้เราซื้อข้าวเหนียวหมูย่างหรือซาลาเปาหมูสับได้ตอนตี 2 หรือธุรกิจที่ทำให้เราซื้อเตาแก๊สกับไม้แขวนเสื้อได้ในที่เดียวกัน ดังได้ยกตัวอย่างไปแล้ว เป็นต้น

สุดท้ายที่ต้องฝากไว้ก็คือ ท่านอย่าเข้าใจผิดว่าการทำอะไรๆ ให้ง่ายนั้น เป็น “ของหมูๆ”  นะครับ …ไม่ใช่เลย

การทำ “เรื่องยาก” ให้เป็น “เรื่องง่าย” เป็นสิ่งที่ต้องใช้ความพยายาม ต้องทุ่มเท โดยตัวเราเอง หรือตัวผู้บริหารบริษัท ต้อง “คิดให้มากๆ” ว่าจะทำอย่างไรให้มันง่าย

ถ้าใคร หรือบริษัทไหน ยอมทำในสิ่งที่ “ยาก” เพื่อให้ชีวิตของผู้คนทั่วไป “ง่าย” รับรองว่าความสำเร็จ เงินทอง อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

เรียกว่า เพราะ “ง่าย” จึง “ชนะ” นั่นเองครับ 

Moneyball บทพิสูจน์ “วีไอ” ชนะได้ทุกเกม

Moneyball11

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

มีใครเคยดูหนังเรื่อง Moneyball บ้างครับ?

ผมว่าคนทั่วไปที่เคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่วนใหญ่ก็น่าจะชอบอยู่แล้ว ยิ่งถ้าท่านเป็นวีไอ ดีกรีความประทับใจของท่านก็ยิ่งน่าจะมากกว่าคนอื่นๆ

Moneyball เป็นหนังที่สร้างขึ้นมาจากเรื่องจริง (มีดัดแปลงเนื้อเรื่องและชื่อตัวละครบางตัวเพียงเล็กน้อย) เป็นเรื่องราวในวงการเบสบอลอาชีพ พระเอกของเรื่อง คือ “บิลลี่ บีน” (แบรด พิตต์) ผู้จัดการทีม โอ๊คแลนด์ แอตเลติคส์ ทีมดังใน Major League Baseball

บีน เคยเป็นผู้เล่นอาชีพระดับแถวหน้ามาก่อน ในปี 1980 เขาถูกหลายๆ ทีมหมายมั่นปั้นมือว่าจะเลือกเป็น First pick ก่อนจะไปลงเอยในฐานะผู้เล่นของ New York Mets ซึ่งในปีนั้นได้เลือกผู้เล่นเป็นทีมแรก

แต่แล้ว บีนกลับไม่ประสบความสำเร็จในฐานะนักเบสบอล จนต้องผันตัวมาเป็น Scout (แมวมอง) โดยมาร่วมงานกับ โอ๊คแลนด์ แอตเลติคส์ และไต่เต้าสู่ตำแหน่งผู้จัดการทีมในอีกหลายปีต่อมา

ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เขาเกิดความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงทีม หลังจากโอ๊คแลนด์ไม่ประสบความสำเร็จมาหลายฤดูกาล เพราะเจ้าของทีมไม่ยอมทุ่มเงินเหมือนทีมยักษ์ใหญ่อื่นๆ

บีนตัดสินใจที่จะ “ปฏิวัติ” (Revolutionize) ทีม โดยใช้หลักที่เรียกกันว่า “Sabermetrics” ซึ่งหมายถึง การใช้สถิติในการวิเคราะห์ผู้เล่น

ผู้ที่คิดค้นหลักการนี้ คือ บิล เจมส์ นักสถิติ นักประวัติศาสตร์ และนักเขียนเกี่ยวกับเบสบอล หลักการของเขา ทำให้วิเคราะห์ออกมาได้ว่าเหตุใดแต่ละทีมจึงชนะหรือแพ้ และช่วยให้ค้นพบ “มูลค่า” ที่แท้จริงของผู้เล่นได้  (เปรียบได้กับ เบนจามิน เกรแฮม ของวอลล์สตรีท ยังไงยังงั้น)

ปีเตอร์ แบรนด์ บัณฑิตหนุ่มจากเยล ผู้ช่วยที่บีนดึงตัวมาทำทีม และเป็นคนที่แนะนำให้เขารู้จักกับหลัก Sabermetrics ชี้ให้บีนเห็นว่า มีผู้เล่นมากมายในลีกอาชีพ ที่ถูกประเมินมูลค่าต่ำไป ผู้เล่นบางคน ค่าตัวถูกนิดเดียว แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจ บ้างก็ถูกบดบังด้วยเหตุผลไร้สาระบางประการ เช่น “มีท่าวิ่งเหมือนเป็ด”

ฉากหนึ่งที่ผมชอบมากในหนังเรื่อง Moneyball คือตอนที่ แบรนด์ เรียก บีน ไปดู วีดีโอเทปการเล่นของ แชด แบรดฟอร์ด ผู้เล่นตำแหน่ง “พิตเชอร์สำรอง” หรือ Relief Pitcher (พิตเชอร์ คือ ผู้เล่นที่เป็นคนขว้างลูก ส่วน Relief Pitcher คือพิตเชอร์สำรอง เอาไว้ขว้างแทนเวลามือหนึ่งเจ็บ หรือเล่นไม่ดี หรือถูกเปลี่ยนตัวออกตามแท็คติก)

ปีเตอร์บอกบิลลี่ว่า แบรดฟอร์ด คือ ผู้เล่นที่ถูกประเมินค่าต่ำเกินไปมากที่สุด (Most undervalued player) ในวงการเบสบอล ทั้งๆ ที่จุดอ่อนของเขามีอย่างเดียว คือ เขามีท่าขว้างบอลที่ “ตลก” ทำให้ทีมใหญ่ๆ ไม่สนใจ และหากได้ตัวแบรดฟอร์ดมา เขาจะไม่ใช่เพียงพิตเชอร์สำรองที่เก่งที่สุดของทีมเรา แต่จะเป็นพิตเชอร์ที่เก่งที่สุดในวงการเบสบอล เลยทีเดียว

ที่สำคัญคือ จาก “มูลค่าแท้จริง” ของแบรดฟอร์ด ซึ่งควรจะอยู่ที่ 3 ล้านเหรียญ เราสามารถซื้อตัวเขา ด้วยค่าตัวเพียง 237,000 เหรียญเท่านั้น!!

หลังจาก  บีน ตัดสินใจซื้อ “ผู้เล่นเน้นคุณค่า” มาร่วมทีมหลายคน คณะที่ปรึกษาของทีมต่างก็ตกตะลึง หลายคนไม่เข้าใจว่าเขากำลังทำอะไรอยู่

การ “ฝ่ากระแสหลัก” ครั้งนั้น ทำให้บีนโดนมองว่า “บ้า” และจะฉุดทีมลงเหวในท้ายที่สุด แม้แต่เฮดโค้ชของทีมก็ไม่เชื่อฟัง ไม่ยอมใช้ “ผู้เล่นเน้นคุณค่า” ที่บีนซื้อมา ดึงดันจะใช้แต่ผู้เล่นระดับสตาร์ลงสนาม

สุดท้าย บีน ต้องใช้ “ไม้แข็ง” เขาตัดสินใจไล่คณะที่ปรึกษาของทีมที่ขวางทางเขาออก และ “โละ” ผู้เล่นระดับสตาร์หลายคน เพื่อให้ผู้เล่นที่เขาซื้อตัวมาได้ลงเล่น ทีมจะได้เดินไปในทิศทางที่เขาต้องการ 

เมื่อเห็นบิลลี่ “กล้า” ขนาดนั้น ปีเตอร์ ซึ่งเป็นคนเอาแนวคิดนี้มาเสนอเขาเอง ยังเตือนว่า “ที่ทำอยู่นี่ แน่ใจแล้วหรือ?” บิลลี่ย้อนถามปีเตอร์ว่า “แล้วนายมั่นใจหรือเปล่าว่าเรามาถูกทาง?” ปีเตอร์บอกว่า “ถูกแน่นอน เพียงแต่เราจะอธิบายกับคนอื่นได้ยาก” 

บิลลี่จึงบอกว่า “ถ้างั้น นั่นไม่ใช่ปัญหาเลย ปัญหาของคนเรา หลายครั้งไม่ได้อยู่ที่การทำในสิ่งที่ถูก แต่อยู่ที่ต้องคิดว่าจะ “อธิบาย” กับคนอื่นยังไง ซึ่งมันไร้สาระมาก” 

สุดท้าย บีน ก็ทำสำเร็จ หลังจากแพ้อยู่หลายเกม โอ๊คแลนด์ก็คว้าชัยชนะติดต่อกัน 20 ครั้ง เป็นสถิติใหม่ในรอบ 100 ปี ของวงการเบสบอล จนตัวเขาถูกทาบทามให้ไปเป็นผู้จัดการทั่วไปของ Boston Red Sox ทีมยักษ์ใหญ่  ด้วยค่าจ้างมหาศาลกว่า 12 ล้านเหรียญต่อปี

ทว่าบีนก็ปฏิเสธไป ด้วยเหตุผลว่า ตัวเขาอุตส่าห์เอาชนะ “เงิน” ได้แล้ว และไม่อยากพ่ายแพ้ต่อ “เงิน” อีกครั้งหนึ่ง (เห็นมั้ยว่า “แนว” ขนาดไหน)

หากจะเปรียบไป หลัก Sabermetrics ก็คือ Value Investment ดีๆ นี่เอง มันคือการวิเคราะห์ตัวเลข วิเคราะห์สถิติ มุ่งค้นหามูลค่าผู้เล่น ไม่ได้แตกต่างวีไอพันธุ์แท้ ที่มุ่งวิเคราะห์-ประเมินมูลค่าหุ้นเลยแม้แต่น้อย

บทเรียนจากหนังเรื่องนี้ ทำให้เราได้รู้ว่า หลัก Value Investment นั้น ใช้ได้ในหลากหลายสถานการณ์ ในแทบทุกการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นโลกของการลงทุน หรือแม้กระทั่งเกมกีฬา

สิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือ ผู้ที่นำมันไปใช้ ต้องตระหนักด้วยว่า ตัวเองกำลังเดิน “สวนกระแส” แต่เป็นการ “สวน” อย่าง “มั่นคง” ด้วย “หลักวิชาการ”

หากมุ่งมั่นที่จะเป็นวีไอ ก็ต้องมั่นใจ อย่าหวั่นไหวไปตามฝูงชน พึงยึดโยงอยู่กับพื้นฐาน แล้วจะ “ชนะ” ได้ในท้ายที่สุดครับ 

————————

ภาพประกอบ จาก en.wikipedia.org

เรขาคณิตของการเจ๊งหุ้น

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

นักเล่นหุ้นส่วนมากคุ้นเคยกับหลักการ “buy low, sell high” หรือ “ซื้อถูก ขายแพง” ด้วยเหตุนี้พอหุ้นที่หมายตามีราคาลดลง พวกเขาก็จะเข้าซื้อและหวังว่าจะไปขายทำกำไรในอนาคต

กลยุทธ์การเข้าซื้อเมื่อหุ้น “ย่อตัว” และขายออกไปเมื่อมัน “เด้ง” สามารถใช้ได้ดีในยามที่ราคาหุ้นเป็นไซด์เวย์ (sideway) คือ แกว่งตัวอยู่ในกรอบ หรือถ้าเป็นขาขึ้นก็ยิ่งดี เพราะเวลาเด้ง มันจะได้เด้งยาวๆ ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ หากจะกล่าวว่า นี่คือกลยุทธ์พื้นฐานของนักเล่นหุ้นส่วนมากในตลาดก็คงจะไม่ผิดนัก

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้อาจทำให้เกิดหายนะได้ หากว่าเรา “อ่านเกมไม่ขาด” แถมยังใช้กลยุทธ์ “เฉลี่ยต้นทุน” เสียอีกด้วย 

ผมจะยกตัวอย่างพร้อมแสดงให้เห็นด้วยเรขาคณิต ว่าหายนะเกิดขึ้นได้อย่างไร…และบางทีคุณอาจตกใจที่ผลลัพธ์มัน “โหดร้าย” กว่าที่คิด

ตัวอย่าง บมจ.ภูผาถ่านหิน

บมจ.ภูผาถ่านหิน เป็นยักษ์ใหญ่ในแวดวงพลังงาน ชนิดที่ทุกโบรกเกอร์ต้องออกบทวิเคราะห์ และมีมุมมองเป็นบวกทั้งในแง่ความแข็งแกร่งและผลกำไร หากเราย้อนดูราคาหุ้นของภูผาถ่านหินจะพบว่าอยู่ในช่วงขาขึ้น

1

เมื่อมองย้อนไปในอดีต นักลงทุนต่างคิดว่า บมจ.ภูผาถ่านหิน เป็นกิจการชั้นยอด เพราะยอดขายและกำไรของบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถ้าจะวัดกันด้วยอัตราส่วนทางการเงิน ค่า ROE (Return on Equity) ก็สูงกว่า 30% ค่าพีอี (Price-to-Earning) ก็ค่อนข้างต่ำเพียง 10 เท่า เรียกว่าเข้าตำราน่าซื้อทุกอย่าง พวกเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาในราคาหุ้นอย่างที่เห็น และยิ่งเห็นก็ยิ่งมั่นใจ

ฉะนั้น พอราคาหุ้นย่อตัวลงมาที่ 700 บาท พี่อ้น นักลงทุนมือใหม่เลยเข้าซื้อไว้ก่อน 100 หุ้น และครั้นราคาหุ้นตกลงมาที่ 650 บาท เขาก็จัดไปอีก 100 หุ้น เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสที่ได้ซื้อหุ้นดีราคาถูก

สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครเตือนพี่อ้น คือ โดยธรรมชาติของธุรกิจแล้ว กำไรของบริษัทขึ้นอยู่กับ “ถ่านหิน” ซึ่งจัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และถูกกำหนดราคาโดยตลาดโลก กล่าวได้ว่าถ่านหินมี “วัฏจักร” ของมัน และนั่นก็หมายความว่า บริษัทเองก็มีวัฏจักรของมันด้วยเช่นกัน และแม้บริษัทจะเก่งกาจเพียงใดก็ไม่อาจหลีกพ้นความจริงในข้อนี้

นี่คือสิ่งที่ “ตัวเลข” ไม่ได้บอกไว้!

การที่เขาโผล่เข้ามาแล้วเห็นขาขึ้นพอดี ทำให้คิดไปว่า ราคาหุ้นที่ลดลงเป็นแค่การย่อตัวของหุ้น … ทั้งที่จริงมันกำลังเข้าสู่ขาลง!

ถัวเฉลี่ยขาลง

นักลงทุนรายนี้คิดอยู่เสมอว่า หากเขาดึงต้นทุนให้ต่ำลงได้ โอกาสที่จะได้กำไรก็ย่อมจะสูงขึ้น ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาพยายามซื้อหุ้นเพิ่ม เพื่อเฉลี่ยต้นทุนให้ต่ำลง

ฟังดูเผินๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหายใช่ไหมครับ แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้ เพราะหุ้นตัวนี้กำลังอยู่ในขาลง และนี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

2

การซื้อหุ้นขาลง แม้เราจะได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำลง แต่ต้นทุนเฉลี่ยของเราก็ไม่ได้ลดลงเร็วเท่ากับราคาหุ้น เหตุเพราะว่ามีหุ้นล็อตแรกๆ ที่ซื้อไว้เมื่อตอนราคาสูงคอยเป็นตัวถ่วงอยู่

มิหนำซ้ำพอราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาถึงจุดหนึ่ง ซึ่งผมเรียกว่าเป็น “surrender price” หรือ จุดยอมแพ้ อาจจะด้วยเงินหมดหรือถอดใจก็ตามที

การซื้อหุ้นเพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนก็สิ้นสุดลง นักลงทุนส่วนมากจะไม่ยอมขายหุ้นทิ้งเพื่อคัทลอส แต่กลับยอมถือหุ้น “ติดดอย” และรอคอยจนกว่าราคาหุ้นจะดีดกลับขึ้นมาเท่าทุน พวกเขาถึงจะยอมขายหุ้นเหล่านั้นไป

เรขาคณิตของการซื้อหุ้นถัวเฉลี่ย

อธิบายผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นถัวเฉลี่ยในกรณีข้างต้นได้ดังนี้

3

เราอาจคิดว่า อู้หู! แทนที่จะขาดทุนสองหมื่น ไปๆ มาๆ พี่อ้นขาดทุนถึงห้าหมื่นบาท แต่… มันยังไม่จบครับ กล่องสี่เหลี่ยมที่ผมเรียงให้ดูมีลักษณะคล้าย สามเหลี่ยมขั้นบันได สังเกตว่าผมเรียงกล่องให้ดูถึงแค่ surrender price เท่านั้น ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของหายนะเลยด้วยซ้ำ

4

หากเราไล่นับกล่องสี่เหลี่ยมก็จะพบว่า เมื่อถึงวันที่ราคาหุ้นภูผาถ่านหินลงมาอยู่ที่ 350 บาท ผลขาดทุนทั้งหมดจะเท่ากับ 50000 + 60000 = 110,000 บาท ทั้งที่แรกเริ่มเดิมทีเขาลงทุนด้วยเงินแค่ 70,000 บาทเท่านั้น! และเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการซื้อหุ้นเพิ่มของเขานั่นเอง

เพื่อความชัดเจนผมจะชี้ให้เห็นเป็นกรณีไปนะครับ

กรณีแรก ซื้อล็อตแรกครั้งเดียว (100 หุ้น) แล้วทนถือเรื่อยมา ไม่มีการซื้อถัว

ต้นทุนของพี่อ้นจะอยู่ที่ 700 บาท และเมื่อราคาหุ้นตกลงเรื่อยมาจนอยู่ที่ 350 บาท เขาก็จะขาดทุน 50% คิดเป็นตัวเงิน (700 – 350) x 100 = 35,000 บาท

กรณีที่สอง เข้าซื้อรวม 4 ครั้ง ครั้งละ 100 หุ้น แล้วทนถือต่อมา

ต้นทุนเฉลี่ยจะอยู่ที่ 625 บาท ซึ่งเมื่อราคาหุ้นตกลงมาที่ 350 บาท เขาก็จะขาดทุน 44% คิดเป็นตัวเงิน (625 – 350) x 400 = 110,000 บาท

สิ่งที่ผมอยากให้สังเกต คือ แม้พี่อ้นจะลดเปอร์เซ็นต์การขาดทุนจาก 50% เหลือ 44% ได้ด้วยการซื้อหุ้นถัวเฉลี่ย แต่ในแง่จำนวนเงินที่ขาดทุนกลับเพิ่มทะลักล้นจาก 35,000 ไปเป็น 110,000 บาท

ยิ่งอัดเพิ่ม ยิ่งตายอนาถ

วิธีหนึ่งที่นักลงทุนหลายท่านชอบปฏิบัติกัน คือ ยิ่งหุ้นตกยิ่งซื้อมาก นัยว่าต้องการ “เกทับ” และเอาคืนให้เร็วที่สุด เป็นต้นว่าเริ่มซื้อครั้งแรก 100 หุ้น พอหุ้นตกลงมาก็เลยซื้อเพิ่ม 200 หุ้น และพอหุ้นตกมาอีก คราวนี้อัดเต็มๆ 400 หุ้น เป็นต้น

การ “อัดเพิ่ม” ในลักษณะนี้ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของเราลดลงมาเร็วกว่าปกติ ซึ่งก็หมายความว่า หากราคาหุ้นมีการเด้งขึ้น โอกาสที่เราจะกลับไปเท่าทุนก็มีมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่หุ้นเป็นขาลง การ “เด้งขึ้น” ของราคาหุ้นย่อมจะสั้นกว่าการ “ทรุดลง” …

ไอเดียเด็ดๆ ที่ว่าจะรอขายตอนหุ้นเด้งขึ้นนั้น บางครั้งมันก็เด้งเพียงแค่นิดเดียว ก่อนที่จะทรุดยาวต่อไป โดยมากไอเดียจึงเป็นได้แค่ไอเดียเท่านั้น

การซื้อหุ้นอัดเพิ่มโดยไม่คำนึงถึงแนวโน้มผลประกอบการในระยะยาว จัดได้ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะแทนที่เราจะเสียหายเพียงแค่ 100 หุ้น เราอาจต้องเสียหายเป็นพันๆ หุ้นเลยก็ได้ ถ้าอัดเพิ่มครั้งแล้วครั้งเล่า ราคาหุ้นก็ยังคงดิ่งลงนอกจากนี้ เนื่องจากคนเราย่อมมี resource ที่จำกัด (ซึ่งในที่นี้ก็คือเงิน)

การพยายามซื้อถัวเฉลี่ยด้วยวิธี “อัดเพิ่ม” ยังจะทำให้เราไปถึง surrender price เร็วขึ้น และนั่นก็ทำให้ “พื้นที่สี่เหลี่ยม” ใหญ่ขึ้น ผลขาดทุนโดยรวมก็จะยิ่งมากขึ้น

5

จากตัวอย่างการอัดเพิ่มนี้ ถ้าเรานับกล่องสี่เหลี่ยมใต้ surrender price เราจะนับได้ถึง 28 กล่อง และหากนับรวมทั้งหมดจะได้ 39 กล่อง! แต่อันที่จริงแค่เทียบรูปนี้กับรูปก่อนหน้าก็พอกะด้วยสายตาได้ว่า การอัดเพิ่มทำให้จำนวนกล่องของเรามากขึ้น และยิ่งจำนวนกล่องเยอะก็แปลว่ายิ่งขาดทุนมาก

การอัดหุ้นเพิ่มยิ่ง “มาก” และ “เร็ว” เท่าไหร่ก็ยิ่งตายอนาถเท่านั้น… จริงอยู่เราอาจขายหุ้นล็อตหลัง (ที่มีจำนวนมาก) ในจังหวะที่ราคาหุ้นเด้งขึ้น เพื่อทำกำไรสั้นๆ เอามาหักลบกับผลขาดทุนรวม แต่หากภาพรวมของหุ้นเป็น “ขาลง” เบ็ดเสร็จแล้วโอกาสเจ๊งมีมากกว่าเจ๊า

โดยส่วนตัวผมขอแนะนำว่า “ซื้อได้ถ้าเห็นว่าดี แต่อย่าซื้อเพื่อเฉลี่ยต้นทุน”