Tap Dancing to Work ภาคภาษาไทย พร้อมเปิดตัว

tapdancingthai2

ตอนนี้หนังสือ “Tap Dancing to Work” ภาคภาษาไทย ในชื่อไทยว่า “เต้นรำไปทำเงิน” แปลโดยคุณชัชวนันท์ สันธิเดช และคุณสุภศักดิ์ จุลละศร สองทีมงาน Club VI สำเร็จเสร็จสิ้นออกมาเป็นรูปเล่มเรียบร้อยแล้วนะครับ

หลายคนบอกว่า นี่คือหนังสือลงทุนที่เป็นที่จับตามองที่สุดเล่มหนึ่งของปีนี้เลยทีเดียว

ขอขอบพระคุณพี่เวป พรชัย รัตนนนทชัยสุข แฟนพันธุ์แท้วอร์เรน บัฟเฟตต์ และหนึ่งในผู้ถือหุ้นเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ กับ พี่โจ อนุรักษ์ บุญแสวง นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ที่ให้เกียรติเขียนคำนิยมให้ด้วยครับ

ในวันพฤหัสที่ 17 ต.ค. เวลา 12.00-13.00 น. จะมีงานเปิดตัวหนังสือ ณ เวทีกลาง ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยผู้แปลทั้งสองคนจะไปพูด และจะไปแจกลายเซ็นต่อที่บู๊ธ L06 สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ ผู้สนใจไปพบกันได้ครับ

*******************

เต้นรำไปทำเงิน

ทุกเรื่องราวเกี่ยวกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ตั้งแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักจนกลายมาเป็นนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

หนังสือเล่มนี้จะทำให้เราได้เห็นถึงการผจญภัยในโลกธุรกิจของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เห็นถึงพัฒนาการความคิด การลงทุน การตัดสินใจ หรือแม้แต่การบริหารธุรกิจที่เรามักจะไม่ค่อยได้เห็นในตัวของบัฟเฟตต์บ่อยนัก ทั้งหมดมีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ แม้แต่ความผิดพลาดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ อะไรที่ทำนายไว้แล้วเป็นจริง อะไรที่ทำนายไว้แล้วไม่เป็นจริง สิ่งเหล่านี้ได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้แล้วเช่นกัน 

ในหนังสือประกอบไปด้วย – บทความเกี่ยวกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ ของนิตยสาร Fortune ตั้งแต่ปี 1966 – 2012 – ข้อเขียนของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เอง – จดหมายถึงผู้ถือหุ้น ซึ่งคัดเฉพาะส่วนที่สำคัญ – จดหมายที่บิลล์ เกตส์ เขียนถึงวอร์เรน บัฟเฟตต์ – พลาดไม่ได้! กับบทสนทนา บทสัมภาษณ์ และการเป็นวิทยากรบนเวทีเดียวกันของบิลล์ เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์

******************

วีไอกับการทำบุญ

lucky

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

มีใครเคยไปทำบุญแล้วแอบขอให้ “รวยหุ้น” มั้ยครับ?

ที่จริงการทำบุญแล้วขอให้รวยหุ้น น่าจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไรนักสำหรับ “วีไอพันธุ์แท้” เพราะวีไอคือนักลงทุนที่ลงทุนโดยใช้ความรู้ พวกเขาเข้าซื้อหุ้นด้วยความเชื่อที่ว่า เงินที่จ่ายไปเป็น “ราคา” นั้น น้อยกว่า “มูลค่า” ของหุ้น ซึ่งก็คือ “ส่วนหนึ่งของกิจการ” ที่ได้รับมา

ดังนั้น หากลงทุนแบบมีหลักการ เรื่องของโชคน่าจะมีความจำเป็นน้อย ถ้าจะว่ากันแบบขำๆ การทำบุญแล้วขอให้ “ถูกหวย” ยังมีเหตุผลมากกว่าด้วยซ้ำ เนื่องจากการจะถูกหวยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของปัจจัยที่เราควบคุมอะไรแทบไม่ได้เลย

ยกเว้นว่าถ้าเป็นนักเก็งกำไร เข้าเร็ว ออกเร็ว หรือชอบเล่นหุ้นปั่น แบบนั้น “โชค” น่าจะสำคัญพอตัวเลยล่ะ

นึกถึงโฆษณาหนึ่ง ช่วงนี้เห็นถี่มาก ที่เป็นเฮียเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นช่วยจ่ายเงินแทนเด็กที่ขโมยยาไปให้แม่ และแถมเกาเหลาให้ถุงนึง ก่อนที่จะได้รับการตอบแทนบุญคุณในอีก 30 ปีต่อมา

ที่จริงเหมือนผมเคยอ่านเจอเรื่องคล้ายๆ กันนี้จาก fwd mail หรืออะไรสักอย่างนานมาแล้ว ก็ทำออกมาได้น่าประทับใจดีครับ

มีเรื่องดีๆ อยากเล่าให้ฟัง คือปัจจุบันผมได้ไปช่วยงานของมูลนิธิแห่งหนึ่ง ตั้งขึ้นเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งโดยไม่คิดค่ารักษา มูลนิธินี้จะประชุมใหญ่กัน 3 เดือนครั้ง ที่หน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ซึ่งผมก็เป็นกรรมการมูลนิธิอยู่ด้วย

ทุกๆ ครั้งที่ไปประชุม ผมจะเจอพี่คนหนึ่ง เขาเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยของหน่วยงานแห่งนั้น ในวันประชุม พี่เขาจะมาช่วยงานตั้งแต่เช้าตรู่ ช่วยเตรียมน้ำชากาแฟ-ของว่าง ให้กับกรรมการที่ไปเข้าร่วมประชุม ได้ยินจากพี่ที่เป็นกรรมการมูลนิธิด้วยกันว่า บางครั้งพี่เขาก็ออกเงินตัวเอง ซื้อขนมนมเนยเลี้ยงคนอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเขาก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร

มีวันหนึ่ง ผมไปร่วมประชุมตามปกติ พอเจอพี่เขา ผมก็ทักทาย ก่อนจะนั่งลงข้างๆ จนมีผู้ใหญ่ที่นั่งร่วมโต๊ะกันทักขึ้นมาว่า ดีแล้วที่นั่งข้างพี่เขา จะได้แบ่ง “ความโชคดี” มาบ้าง

ผมจึงถามขึ้นมาว่า พี่เขาโชคดีอะไรหรือ? คนที่นั่งร่วมโต๊ะจึงช่วยกันเล่าว่า พี่เขาถูกล็อตเตอรี่ “รางวัลที่ 1” ได้เงินมา “4 ล้านกว่าบาท” 

ผมได้ยินแล้วก็ร้องอู้หู ในใจก็พลอยรู้สึกยินดีกับเขาด้วย ยังคิดว่านี่ถ้าไม่ถาม คงไม่มีทางรู้ เพราะดูพี่เขาก็ยังทำตัวเหมือนเดิมทุกอย่าง มาช่วยเตรียมการงานบุญเหมือนเคย ไม่ได้มีท่าทีดีใจหรือผิดปกติอะไรเลย ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งได้รับ “ลาภก้อนโต” มาแท้ๆ

ผมเชื่อว่า การทำบุญกุศลที่ดี ต้องอย่าหวังผลตอบแทนอะไรเป็นอันขาด มิเช่นนั้นยิ่งทำจะยิ่งทุกข์ โดยส่วนตัวผมชอบทำกุศลชนิดที่ทำแล้วรู้สึก “สุขใจ” และ “ตอบโจทย์” บางอย่างในชีวิตของเราได้ แล้วจะรู้สึกเลยว่าชีวิตเรามีความหมายขึ้นอีกมาก ส่วนเรื่องโชคเรื่องลาภนั้นอย่าได้ไปคิด เรากำหนดอะไรไม่ได้ มันจะมาหาใคร คนนั้นก็ได้ไป

วันนี้พักเรื่องเงินๆ ทองๆ มาชวนคุยเรื่องสบายๆ บ้าง คงไม่ว่ากันนะครับ

คุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน?

whatsurtype

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ถ้าบริษัทที่คุณถือหุ้นอยู่ มีข่าวว่าจะไปซื้อกิจการอื่น หรือมีข่าวว่าจะถูกซื้อกิจการ แล้วคุณ…

1. ไม่สนพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น ถ้าคิดว่าหุ้นจะขึ้นก็ซื้อเพิ่ม ถ้าคิดว่าจะตกก็ขายทิ้ง – คุณคือ “นักเก็งกำไร” (The Speculator)

2. สงสัยแค่ว่าจะได้ปันผลลดลงมั้ย ถ้าไม่ลดก็ไม่มีปัญหา ถือต่อไป – คุณคือ “นักลงทุนดาษดื่น” (The General and Can-be-found-anywhere Investor)

3. ติดตามข่าว ฟังกูรูวิเคราะห์ แล้วค่อยเลือกเชื่อข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด – คุณคือ “นักลงทุนระดับกลาง” (The Intermediate Investor)

4. ติดตามข่าว ฟังกูรูวิเคราะห์ แต่ยังไม่เชื่อใครทั้งนั้น แล้วเอาตัวเลข เอาข้อมูลมาวิเคราะห์เอง ก่อนจะได้ข้อสรุปเป็นของตัวเอง – คุณคือ “นักลงทุนผู้ชาญฉลาด” (The Intelligent Investor)

แบบทดสอบย่อยๆ นี้ ออกจะหยาบอยู่พอสมควร แต่ผมคิดว่ามันช่วยจำแนกคนในตลาดหุ้นที่เราเห็นๆ กันได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

เหตุที่ผมยกกรณีการ “ซื้อ-ขายกิจการ” เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่จะแบ่งประเภทคนได้ง่ายที่สุด โดยดูจากการ “ตอบสนอง” (React) ต่อข่าวสารที่เกิดขึ้น

เอาจำพวกแรกก่อนนะครับ “นักเก็งกำไร” อันนี้มีอยู่มากมายในตลาดหุ้น และมีอยู่ในทุกๆ ช่วงอายุ คนกลุ่มนี้ชอบซื้อๆ ขายๆ ตัวไหนคิดว่าจะขึ้นก็เข้าไปซื้อ ซื้อแล้วขึ้นต่อก็ขายทิ้งทำกำไร ซื้อแล้วลงก็ขายตัดขาดทุน

ธรรมชาติของนักเก็งกำไร พอมีข่าวการเทคโอเวอร์ และคิดว่าหุ้นต้องขึ้นแหงๆ พวกเขาจึงโดดเข้าไปเก็บโดยพลัน แต่ตรงกันข้าม ถ้าคิดว่าการเทคโอเวอร์นั้นจะทำให้หุ้นตก พวกเขาก็รีบขายทิ้ง

คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันให้มากความมังครับ นักเก็งกำไรเป็นกลุ่มคนที่พบเห็นกันได้ทั่วไป และคิดว่าน่าจะเป็นคน “ส่วนใหญ่” ในตลาด

อีกประเภทหนึ่งคือ “นักลงทุนดาษดื่น” อันนี้ผมขอยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนที่บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ เจ้าของมินิมาร์ทชื่อดัง กำลังเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัทค้าส่งสัญชาติฮอลแลนด์

จำได้ดีว่า ในการประชุมผู้ถือหุ้น ผู้บริหารบริษัท รวมทั้ง “เจ้าสัว” ได้ยกเรื่องของ “เงินปันผล” ขึ้นมา เพื่อโน้มน้าวให้ผู้ถือหุ้นตัวเล็กๆ เห็นชอบกับดีลดังกล่าว โดยยืนยันว่า เงินปันผลที่จะได้รับ จะไม่ลดลงแน่นอน มีแต่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผ่านสองปีแรกไปแล้ว

พูดเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก หลายครั้งมาก

เพียงแค่ได้ฟัง ผมก็รู้ทันทีว่า ผู้บริหาร “จับจุดถูก” รู้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับ “เงินปันผล” เป็นหลัก พวกเขาอาจสนใจบ้างว่าตัวธุรกิจจะดีร้ายอย่างไร แต่ไม่ได้สนใจเท่ากับว่าจะมีดอกผลมาถึงกระเป๋าของตัวเองเท่าไร คือ “มองสั้น” เป็นหลัก

คนที่คิดเช่นนี้มีอยู่เยอะมาก จึงถือเป็น “นักลงทุนดาษดื่น” คือไปประชุมที่ไหนๆ ก็เจอ แม้จะไม่เยอะเท่ากับกลุ่มแรก คือ “นักเก็งกำไร”

อย่างไรก็ตาม มีหลายคนที่อยู่ในทั้งจำพวกที่ 1 และ 2 ไปพร้อมๆ กัน คือเก็งกำไรด้วย แต่ตัวไหน(เขาบอกว่า)พื้นฐานดี ก็ถือยาวหน่อย รอรับปันผล

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่า ทั้งสองกลุ่ม คือนักเก็งกำไร และนักลงทุนดาษดื่น มีการ “ทับซ้อน” (Overlap) กันอยู่ในระดับหนึ่ง

พัฒนาขึ้นมาอีก คือกลุ่มที่ 3 “นักลงทุนระดับกลาง” คนกลุ่มนี้มีความ “พยายาม” ที่จะหาข้อมูลให้ลึกซึ้งไปกว่าการ “เก็งกำไร” หรือการ “รอกินปันผล” แต่ความรู้ของพวกเขายังไม่ “สุกงอม” พอที่จะศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเอง

พอมีข่าวว่าจะมีการซื้อ-ขายกิจการ จึงอาศัยฟังเอาจาก “เซียน” และบรรดากูรูนักวิเคราะห์อีกทีหนึ่ง จากนั้นจึง “เลือก” ที่จะ “เชื่อ” ในข้อมูลที่ตัวเองคิดว่าน่าเชื่อถือที่สุด แล้วทำตามนั้น

ต้องถือว่า “นักลงทุนระดับกลาง” ทำได้ไม่เลวเลยนะครับ รู้จักศึกษา รู้จักฟัง รู้จักอ่าน แล้วคิดตาม อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังอาจพลาดพลั้งได้ หากเลือกที่จะเชื่อ “ผิดคน” ทั้งนี้เพราะยังคิดด้วยตัวเองไม่เป็น ด้วยความที่ “พื้นยังไม่แน่นพอ”

กลุ่มสุดท้าย พวกนี้มีความรู้ค่อนข้างมาก หรืออย่างน้อยก็ต้องมีพื้นพอสมควร ที่สำคัญกว่าก็คือ พวกเขามี “หัวใจ” แห่งการเป็น “นักลงทุนพันธุ์แท้” พวกเขาเลือกที่จะวิเคราะห์และศึกษาตัวเลขต่างๆ เลือกที่จะอ่านงบการเงิน เลือกที่จะติดตามข่าวสาร แล้วเอามาวิเคราะห์ด้วยสติปัญญาความสามารถของตัวเอง

พอมีข่าวว่าจะมีการซื้อขายกิจการ จะเป็นบวกหรือเป็นลบ จะดีหรือไม่ดี พวกเขาจึงคิดเองได้ อาจจะฟังกูรูบ้าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจด้วยตัวเอง

คนกลุ่มนี้คือ “นักลงทุนผู้ชาญฉลาด” หรือ The Intelligent Investor

การเป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาดนั้น อย่าคิดว่ามีเพียง “สมอง” แล้วจะทำได้นะครับ บางคนฉลาดปราดเปรื่อง บางคนทำงานด้านการเงินการธนาคารมาแท้ๆ แต่ก็เป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาดไม่ได้ เนื่องจากไม่สนใจ หรือจิตใจไม่เข้มแข็ง จึงใฝ่ไปในทางเก็งกำไร หรือไม่ก็มุมานะพยายามไม่พอ จึงเลือกที่ซื้อหุ้นที่ใครๆ เขาบอกว่าดี แล้วรอรับปันผลเอาสบายใจกว่า

ดังนั้น การจะเป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาด จึงต้องมีทั้ง “สติปัญญา” และ “ความมุ่งมั่น” จึงจะบรรลุถึงได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าถามผม ผมให้น้ำหนักกับ “ความมุ่งมั่น” มากที่สุด เพราะผมเชื่อว่า คนเราลองถ้ามีหัวจิตหัวใจที่มุ่งมั่น จะยากยังไงเดี๋ยวก็ทำได้ เหมือนที่ ดร.ซุนยัดเซน ว่าไว้

“ถ้าคิดว่าทำได้ ต่อให้ยากขนาดย้ายภูเขาถมทะเล ยังไงก็ทำเสร็จจนได้ ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ ต่อให้ง่ายแค่พลิกฝ่ามือก็ไม่มีวันสำเร็จ”

หลายคนที่เป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาด ล้วนผ่านมาแล้วทั้ง Stage ของการเป็น “นักเก็งกำไร” “นักลงทุนดาษดื่น” และ “นักลงทุนระดับกลาง” แต่ด้วยความตั้งอกตั้งใจ จึงกลายมาเป็นนักลงทุนระดับสุดท้าย คือ “นักลงทุนผู้ชาญฉลาด” ในที่สุด

คนเราไม่มีทาง “เก่ง” กันได้ในชั่วข้ามคืน ถ้าอยากจะรวยยั่งยืน ก็ต้องมุมานะพยายาม อย่ายอมแพ้ ต้องคิดว่า “เราทำได้”

เพราะ “ทางลัด” สู่ความสำเร็จในการลงทุนนั้น ไม่มีอยู่จริงหรอกครับ