เรื่องเล่าของแวนโก๊ะ “อย่ามองข้ามคุณค่า”

456px-Van_Gogh_-2m_Ohr

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh) เป็นจิตรกรชาวดัตช์ ยุคโพสต์อิมเพรสชั่นนิสต์ ภาพที่เขาวาดเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความ “สวยงามแบบดิบๆ” แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา และใช้ “สี” ได้อย่างโดดเด่น มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อแวดวงศิลปะในศตวรรษที่ 20

หากจะเปรียบกับการลงทุนในหุ้นแล้ว ภาพวาดของ แวน โก๊ะ เปรียบเสมือน “หุ้นคุณค่าชั้นดี” ที่ตลาดไม่เคย “พบมูลค่า” ของมัน ตลอดเวลาที่เขายังมีลมหายใจ

ดังนั้น แม้ฝีมือจะเป็นเอกอุของโลก (โดยที่ตัวเขาเองอาจไม่ทราบ) แวน โก๊ะ กลับต้องเผชิญแต่ความยากจนข้นแค้น เป็นศิลปินไส้แห้งตลอดชีวิต ก่อนตัดสินใจปลิดชีพตัวเองด้วยการยิงตัวตายในวันที่ 29 ก.ค. 1890 ขณะอายุเพียง 37 ปี

“ความมั่งคั่ง” ที่ผลงานของ แวน โก๊ะ ก่อให้เกิดขึ้น สุดท้ายแล้วกลับตกอยู่ในมือของคนอื่นโดยที่ตัวเขาเองไม่เคยได้สัมผัสมันเลย

เรื่องราวของ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (ขอเรียกว่า แวน โก๊ะ) ตลอดจนผลงานและความรู้สึกนึกคิดของเขา เป็นที่รับรู้ของคนยุคต่อมา ผ่านจดหมายที่เขาเขียนติดต่อกับ ธีโอ แวน โก๊ะ (Theo Van Gogh) น้องชาย (ขอเรียกว่าธีโอ) ซึ่งมีอาชีพเป็นดีลเลอร์ขายงานศิลปะ

ธีโอเป็นคนเดียวที่ให้การสนับสนุนแวน โก๊ะ โดยให้กำลังใจพี่ชายด้วยความปรารถนาดีอยู่ตลอดเวลา และคอยส่งเงินให้ใช้เป็นประจำ

ในปี 1888 ธีโอได้รับมรดกมาเป็นเงินจำนวนหนึ่ง เขาจึงแบ่งเงินจำนวนนี้เพื่อช่วยเหลือพี่ชายที่กำลังตกยาก

นอกจากนี้ ด้วยคำขอของ แวน โก๊ะ ธีโอได้แบ่งเงินอีกส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือ พอล โกแกง (Paul Gau guin) เพื่อนจิตรกรคนสนิทของ แวน โก๊ะ โดยธีโอจ่ายเงินให้โกแกงเพื่อแลกกับภาพเขียนของเขาจำนวน 12 ภาพต่อปี หรือพูดง่ายๆ ก็คือจ่าย “เงินเดือน” ให้กับโกแกง โดยจ้างให้วาดภาพให้เดือนละภาพนั่นเอง

Vincent_Willem_van_Gogh_138

 

ต่อมา ธีโอได้แนะนำให้แวน โก๊ะและโกแกงย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพื่อที่จะได้ช่วยกันแชร์ค่าใช้จ่าย ซึ่งแวน โก๊ะและโกแกงก็ทำตาม

เมื่อมาอยู่ร่วมกัน แวน โก๊ะกับโกแกงเริ่มมีเรื่องระหองระแหงบ่อยครั้งตามประสาลิ้นกับฟัน ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ แวน โก๊ะเริ่มมีอาการทางจิต ซึ่งทำให้เขาทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การที่แวน โก๊ะตระหนักว่าความสัมพันธ์อันร้าวฉานระหว่างเขากับโกแกง คงทำให้ความฝันที่จะได้เปิดสตูดิโอร่วมกับเพื่อนรักคนนี้เลือนรางเต็มทน ก็ยิ่งทำให้เขาเป็นทุกข์ขึ้นไปอีก

ท่ามกลางความสับสน ว้าเหว่ จนกลายเป็นซึมเศร้านี้เอง แวน โก๊ะได้วาดภาพขึ้นมาสองภาพ ภาพหนึ่งเป็นภาพที่ชื่อว่า “เก้าอี้ของแวน โก๊ะ” (Van Gogh’s Chair) บนเก้าอี้นั้นมีไปป์และยาเส้นของเขาวางอยู่

ว่ากันว่าเก้าอี้ตัวนี้มีสัญญะบ่งถึงตัวตนที่แท้จริงของ แวน โก๊ะ โดยมันได้ถอดเอาภาวะอารมณ์ของเขาในเวลานั้นออกมา ทำให้เป็นเก้าอี้ที่ดูแตกต่างและมีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง ก่อนจะกลายเป็นภาพเขียนที่โด่งดังไปทั่วโลก

Van_Gogh_-_Paul_Gauguins_Stuhl_(Der_leere_Stuhl)

 

อีกภาพหนึ่งที่แวน โก๊ะวาดในเวลาไล่เลี่ยกัน คือภาพ “เก้าอี้ของโกแกง” (Gauguin’s Chair) เก้าอี้ตัวนี้ต่างจากตัวแรกตรงที่ดูหรูหรามีระดับกว่า ไม่เหมือนเก้าอี้ของแวน โก๊ะที่ดูเรียบง่าย

เก้าอี้ของโกแกง เป็นสีน้ำตาลเข้ม มีที่เท้าแขน บนที่นั่งมีหนังสือและเทียนที่จุดแล้ววางอยู่ โดยแวน โก๊ะได้ใช้ภาพนี้เป็นสัญลักษณ์แทนตัวของโกแกง

ทว่ายังไม่ทันที่จะวาดเสร็จ อาการทางประสาทของ แวน โก๊ะ ก็กำเริบอย่างรุนแรงจนไม่สามารถทำงานต่อได้ อย่างไรก็ตาม เมื่ออาการทุเลาลงแล้ว เขาก็ได้กลับมาวาดรูปเก้าอี้ของตัวเองจนสมบูรณ์ แต่ภาพเก้าอี้ของโกแกงนั้นถูกทิ้งไว้ โดย แวน โก๊ะ ไม่ได้กลับมาวาดต่ออีกเลย ตราบจนวันที่เขาตาย

เรื่องราวของ แวน โก๊ะ น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับทุกคน ว่าในโลกนี้ ยังมี “มูลค่า” ซุกซ่อนอยู่เสมอ เราจึงไม่ควรมองข้ามสิ่งใกล้ๆ ตัว หรืออะไรก็ตามที่เราเห็นเพียงผ่านๆ มิเช่นนั้นอาจพลาดโอกาสงามๆ ไป

ในทางตรงกันข้าม หากเรากำลังทำงานที่มีคุณค่า แต่คนอื่นมองไม่เห็นความงดงามของมัน ก็ขอจงมุ่งมั่นศรัทธา ตั้งหน้าตั้งตาทำต่อไปอย่าล้มเลิก

ไม่แน่ว่าสักวัน ตลาดอาจ “ค้นพบ” และทำให้มันกลายเป็น “คุณค่าอันยิ่งใหญ่” เกินกว่าที่เราเคยคิดฝันก็เป็นได้

ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ “[The World’s Greatest Art] Van Gogh”, หนังสือ “ธีโอน้องรัก: จดหมายจาก วินเซนต์ แวน โกะ”, เว็บไซต์ wikipedia

เจ้าหนี้การค้า ลูกหนี้การค้า และหนี้สูญ, “สัญญาณเตือนภัย” ของกิจการ

By Club VI

เมื่อเปิดงบการเงินของแทบทุกบริษัท เรามักพบรายการ “เจ้าหนี้การค้า” และ “ลูกหนี้การค้า” จนชินตา บางคนอาจมองข้ามไปด้วยซ้ำ เพราะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา บริษัทไหนๆ ก็มี

ในการกู้ยืมทุกประเภท เงินจะถูกส่งผ่านจาก “เจ้าหนี้” ไปสู่ “ลูกหนี้” ซึ่งทุกคนต่างก็ทราบดี แต่สำหรับ “หนี้การค้า” นั้น มีความแตกต่างออกไป

แม้หนี้ทางการค้าจะเป็น “หนี้สิน” อย่างหนึ่ง แต่มันไม่ได้มาจากการ “กู้ยืมเงิน” เหตุเพราะหนี้ประเภทนี้เกิดจากธรรมชาติของการประกอบธุรกิจ ที่ย่อมมีการซื้อขายของกัน เช่น ซื้อวัตถุดิบ ขายสินค้า ฯลฯ และส่วนมากมักซื้อขายกันด้วย “เงินเชื่อ” จนเกิดเป็นหนี้การค้าขึ้นมา

หนี้การค้าเป็นหนี้ที่ไม่มีดอกเบี้ย เพราะจุดประสงค์ของมันคือเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำธุรกิจ ไม่ใช่เพราะต้องการกู้ยืมเงินกัน กล่าวคือ แทนที่จะควักเงินสดจ่ายกันทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ก็ให้บันทึกรวบรวมเอาไว้ก่อน พอถึงกำหนดก็ค่อยมาเคลียร์กันทีเดียว สะดวกกว่ามาก

ปกติแล้ว บริษัทที่ซื้อขายของกันจะตกลงกันว่าจะให้เครดิตกี่วัน เช่น 15 วัน 30 วัน 60 วัน ฯลฯ โดยให้ผู้ซื้อเอาของไปก่อน พอถึงกำหนดชำระค่อยเอาเงินมาจ่ายผู้ขาย หรือจะจ่ายก่อนก็ได้

ด้วยความที่ซื้อของมาแล้วแต่ยังไม่ได้ชำระเงิน ผู้ซื้อจึงต้องบันทึกจำนวนเงินที่เป็นภาระผูกพันดังกล่าว เป็นรายการ “เจ้าหนี้การค้า” ซึ่งจะบอกว่าเรามี “เจ้าหนี้” ที่ต้องเอาเงินไปใช้เขาอยู่เท่าไร

ในส่วนของ “ผู้ขาย” เมื่อยังไม่ได้เงิน ก็ต้องบันทึกจำนวนเงินนั้นเป็น “ลูกหนี้การค้า” ซึ่งหมายถึงเรายังมี “ลูกหนี้” ให้ต้องตามเก็บอยู่เท่านั้นเท่านี้

ดังนั้น ธุรกิจที่มี “ระยะเวลาเรียกเก็บหนี้สั้น” แต่ “ระยะเวลาจ่ายหนี้ยาว” ก็ย่อมได้เปรียบ เพราะได้กระแสเงินสดเข้ามาเร็ว แต่จ่ายออกไปช้า พูดง่ายๆ คือได้เงินมาหมุนก่อน

ธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจค้าปลีก ที่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าบ้านเราชอบนักชอบหนา ยิ่งได้เปรียบกว่านั้นอีก เพราะขายสินค้าเป็นเงินสด ส่งผลให้มีลูกหนี้การค้าน้อยมาก แต่มีระยะเวลาการจ่ายหนี้นานถึง 3-6 เดือน จึงมีเงินสดไว้ใช้ไม่เคยขาดมือ ทำให้หลายบริษัทสามารถจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเสมอ

จะเห็นได้ว่า “เจ้าหนี้การค้า” และ “ลูกหนี้การค้า” เป็นรายการอันเกิดจากการดำเนินงานตามปกติของธุรกิจ   การมีเจ้าหนี้การค้าไม่ได้แปลว่าบริษัทไปกู้เงินใครมา ในทางตรงข้าม การมีลูกหนี้การค้าก็ไม่ได้แปลว่าบริษัทเอาเงินไปปล่อยกู้แต่อย่างใด

และเนื่องจาก เจ้าหนี้การค้า เป็นภาระผูกพัน มันจึงถูกจัดอยู่ใน “งบแสดงฐานะการเงิน” (ที่แต่เดิมเรียกงบดุลนั่นแหล่ะ) เป็นประเภทหนึ่งของ “หนี้สิน” ในขณะที่ ลูกหนี้การค้า เป็นจำนวนเงินที่รอเปลี่ยนเป็นเงินสด มันจึงถูกจัดเป็น “สินทรัพย์” อยู่ในงบแสดงฐานะการเงินเช่นกัน

ขั้นต่อไป มาดูกันเถอะครับว่า เราจะวิเคราะห์มันอย่างไรได้บ้าง

โดยทั่วไป การจะบอกว่าบริษัทหนึ่งๆ ควรมี “เจ้าหนี้การค้า” และ “ลูกหนี้การค้า” มากน้อยแค่ไหนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากกิจการแต่ละประเภทย่อมมีลักษณะและนโยบายที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น เราสามารถดูคร่าวๆ ได้จากตัวเลขของปีก่อนหน้าว่ารายการทั้งสองมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากจนผิดสังเกตหรือไม่

ปกติแล้วการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้และลูกหนี้การค้าควรสอดคล้องกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น ทว่าหากนักลงทุนพบเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดสังเกตหรือน่าสงสัย ก็ควรพลิกดูในหมายเหตุประกอบงบการเงินเพื่อหาคำตอบ หากรู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลก็ควรตั้งข้อสงสัยและหาข้อมูลเพิ่มเติม

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญก็คือ รายการที่บริษัทมีกับ “กิจการที่เกี่ยวข้อง” ไม่ว่าจะเป็น “บริษัทลูก” หรือ “บริษัทที่มีกรรมการร่วม” ก็ตาม

ตัวอย่างเช่น อาจมีกรรมการตัวแสบของบริษัท A เอาบริษัท B ซึ่งตัวเองมีเอี่ยวอยู่ด้วยทำทีมาซื้อของ บริษัท A จึงบันทึกรายการเป็น “ลูกหนี้การค้า” จากนั้นบริษัท B ก็หอบของหนีหายไป พอครบกำหนดก็ไม่มาจ่ายเงิน

ครั้นเวลาผ่านไป บริษัท A จึงจำต้องตัดลูกหนี้เป็น “หนี้สูญ” ปล่อยให้ภาระตกอยู่บนบ่าของนักลงทุนอย่างเราๆ ส่วนบริษัท B ของกรรมการรายนั้นก็เอาของไปขายได้เงินใช้สบาย (ที่พูดนี่มีจริงนะครับ…ไม่ใช่ไม่มี เจอกันมาเยอะแล้ว)

พูดถึง “หนี้สูญ” นี่คือสิ่งที่นักลงทุนพึงระวังให้จงหนัก โดยต้องตรวจสอบว่าบริษัทมีสัดส่วนลูกหนี้การค้าที่เกินกำหนดชำระเงินไปแล้วมากน้อยเพียงใด หากมีมากย่อมเป็นสัญญาณที่ไม่ดี เพราะถ้าตามเก็บไม่ได้จริงๆ ลูกหนี้การค้าเหล่านั้นก็จะถูกตัดเป็นหนี้สูญ ซึ่งถือเป็นความเสียหายของบริษัท

การที่ลูกหนี้การค้าถูกตัดเป็นหนี้สูญ หรือถูกหักเป็น “ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ” (หมายถึงหนี้ที่ยังไม่สูญ แต่มีโอกาสจะสูญ) หมายความว่า “สินทรัพย์” ที่บริษัทเป็นเจ้าของอยู่กำลังลดน้อยถอยลง ซึ่งคงไม่ดีแน่ๆ จริงไหมครับ

ทั้งนี้ ลูกหนี้การค้าที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน เป็น “ลูกหนี้การค้าสุทธิ” ซึ่งหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น แม้เราเปิดดูงบแสดงฐานะการเงินผ่านๆ แล้วเหมือนไม่มีอะไร เป็นไปได้ว่าในปีที่ผ่านมาอาจมีการหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไปแล้วเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้อเท็จจริงตรงนี้เราไม่อาจทราบได้เลยถ้าไม่เปิดดูในหมายเหตุประกอบงบการเงิน

ก่อนจบ ขอทวนอีกครั้งว่า ในส่วนของ “ลูกหนี้การค้า” เราต้องจับตามองว่ามันเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เรียบร้อยดีหรือไม่ ส่วน “เจ้าหนี้การค้า” เราต้องดูว่าบริษัทไปซื้ออะไรมาเยอะเกินไปหรือเปล่า สอดคล้องกับยอดขายหรือไม่ ยังค้างเป็น “สินค้าคงเหลือ” อยู่หรือไม่ ถ้าบริษัทไปซื้อของมามากๆ แต่ขายไม่ออก ไปกองเป็นสินค้าคงเหลือบานเบอะก็คงไม่เข้าท่าแน่นอน

เห็นหรือยังครับว่า เรื่องของเจ้าหนี้-ลูกหนี้การค้า มีประเด็นที่ต้องใส่ใจอยู่หลายต่อหลายจุด นักลงทุนจึงควรทำตัวเป็นนักสืบ ลองแกะงบไปเรื่อยๆ เมื่อนั้นท่านอาจพบ “สัญญาณเตือนภัย” อันบ่งบอกถึงความผิดปกติที่ซุกซ่อนอยู่ก็เป็นได้ครับ

ชาร์ลี มังเกอร์ ที่สอง..ที่โลกต้องจดจำ

Charlie_Munger

ชาร์ลี มังเกอร์

(1924-ปัจจุบัน)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ชาร์ลี มังเกอร์ เป็นรองประธานบริหารของเบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ เขาเป็นคู่หูของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก และเป็นผู้ร่วมก่อร่างสร้างเบิร์คไชร์จนกลายเป็นมหาอาณาจักรการลงทุนที่ยิ่งใหญ่

มังเกอร์เกิดเมื่อปี 1924 ที่โอมาฮา เช่นเดียวกับบัฟเฟตต์ โดยเขาแก่กว่าวอร์เรน 6 ปี สมัยวัยรุ่น เขาเคยทำงานในร้านขายของชำของคุณปู่ของวอร์เรน และถูกใช้งานหนักมาก แต่ก็ได้เรียนรู้เรื่องธุรกิจมากมายจากการรับจ็อบที่ร้านของครอบครัวบัฟเฟตต์ในครั้งนั้น

คู่หูของบัฟเฟตต์ผู้นี้ เป็นคนเฉลียวฉลาดและเชื่อมั่นในตัวเอง อุปนิสัยติดดิน กินง่ายอยู่ง่ายเช่นเดียวกับปู่บัฟฟ์ ที่ต่างกันคือปู่มังก์มีบุคลิกโผงผาง พูดจาขวานผ่าซากจนหลายคนมองว่าหยาบคาย ต่างจากบัฟเฟตต์ที่สุภาพ พูดจาดี และน่าคบหากว่า

หลังจบมัธยมฯ มังเกอร์เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนในสาขาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ แต่แล้วเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เขาก็ต้องพักการเรียนและถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในกองทัพเช่นเดียวกับคนหนุ่มในยุคนั้น โดยประจำการอยู่ที่อลาสก้าในตำแหน่งนักอุตุนิยมวิทยา พอสงครามยุติลง เขาไม่ได้กลับไปเรียนที่มิชิแกน แต่เบนเข็มไปเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คณะนิติศาสตร์ และจบปริญญาตรีในปี 1948 ด้วยดีกรีเกียรตินิยม

หลังจากจบฮาร์วาร์ด มังเกอร์ร่วมกับเพื่อนอีก 6 คน ตั้งสำนักงานกฎหมายของตัวเอง ชื่อ มังเกอร์, โทลส์ แอนด์ โอลสัน โดยตัวเขาเป็นทนายความด้านอสังหาริมทรัพย์ พอถึงปี 1965 เขาวางมือจากการด้านกฎหมาย และหันมาทำงานด้านการลงทุนเต็มตัว โดยร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริษัทการลงทุน

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยเขียนเล่าไว้ว่า ตั้งแต่ปี 1962-75 บริษัทการลงทุนของมังเกอร์ทำผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 19.8% ต่อปี ขณะที่ ดาวโจนส์ ให้ผลตอบแทนเพียง 5% จนฐานะของมังเกอร์ในเวลานั้น ถือว่าเข้าขั้น “เศรษฐี” เลยทีเดียว

นั่นหมายความว่า ชาร์ลี มังเกอร์ “เก่ง” และ “รวย” ตั้งแต่ก่อนที่จะมาเจอบัฟเฟตต์ ไม่ใช่รวยเพราะมาทำงานกับปู่บัฟฟ์เหมือนที่หลายคนเข้าใจ

ที่จริงแล้ว การพบกันครั้งแรกของมังเกอร์และบัฟเฟตต์เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1959 ระหว่างที่มังเกอร์ยังทำงานด้านกฏหมายอยู่ โดยเพื่อนของพวกเขานัดให้มารับประทานอาหารกลางวันกัน ปรากฏว่าทั้งสองถูกชะตากันตั้งแต่แรกพบ และรู้สึกทันทีว่าอีกฝ่ายมีอะไรที่คล้ายคลึงกับตนเอง

บัฟเฟตต์พยายามหว่านล้อมมังเกอร์ว่าเขาน่าจะทำอย่างอื่นกับชีวิตแทนที่จะเป็นนักกฏหมาย โดยชี้ให้เห็นว่าการลงทุนเป็นอาชีพที่ดีและทำเงินได้เยอะกว่ามาก เป็นไปได้ว่าคำแนะนำของบัฟเฟตต์ครั้งนั้นน่าจะมีอิทธิพลให้มังเกอร์เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักลงทุนเต็มตัวในเวลาต่อมา

หลังจากนั้น ทั้งคู่ยังติดต่อกันเป็นครั้งคราว ก่อนจะมาร่วมงานกันอย่างเป็นทางการในปี 1978  โดยบัฟเฟตต์ชวนให้มังเกอร์มารับตำแหน่งรองประธานของเบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ซึ่งตัวเขาเป็นประธานอยู่

พอได้มาร่วมงานกัน มังเกอร์และบัฟเฟตต์กลายเป็นสองคน สองคม ต่างรู้อกรู้ใจ เติมเต็มความคิดซึ่งกันและกัน ทำงานเข้าขา จนเบิร์คไชร์เติบใหญ่ต่อเนื่องกลายเป็นองค์กรขนาดยักษ์อันดับต้นๆ ของโลก ต้องถือว่าเป็นคู่หูที่ฟ้าลิขิตให้มาเจอกันโดยแท้

ที่สำคัญที่สุดคือ มังเกอร์ได้ทำให้บัฟเฟตต์ มาถึง “จุดก้าวกระโดด” สำคัญของชีวิต โดยเขาเป็นผู้ทำให้ “เทพเจ้าแห่งโอมาฮา” สลัดตัวเองหลุดจากกฏเกณฑ์ในการเลือกหุ้นอันเข้มงวดของเบนจามิน เกรแฮม และหันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนมากขึ้น อันเป็นแนวทางของฟิลิป ฟิชเชอร์ กูรูการลงทุนอีกคนหนึ่ง อันถือเป็นการ “เปิดโลกใหม่” ให้กับบัฟเฟตต์เลยก็ว่าได้

หลายคนมองว่า หากไม่ได้มังเกอร์ บัฟเฟตต์คงพลาดโอกาสงามๆ ในการลงทุนอีกมาก ซึ่งรวมถึง โคคา โคล่า, พีแอนด์จี ฯลฯ แม้บัฟเฟตต์เองยังยอมรับว่า เขาเป็น “หนี้ความรู้” มังเกอร์ โดยบอกว่าตัวเขาคง “จน” กว่านี้เยอะ ถ้าฟังแต่ เบนจามิน เกรแฮม เพียงคนเดียว

หลักในการลงทุนข้อใหญ่ๆ ของมังเกอร์ ค่อนข้างคล้ายคลึงกับบัฟเฟตต์ โดยให้เน้นธุรกิจที่มีคุณภาพ มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ฐานะทางการเงินดี มีความสามารถในการทำกำไร มีส่วนต่างแห่งความปลอดภัย มีผู้บริหารที่เก่งและซื่อสัตย์

ทั้งนี้ มังเกอร์เป็นคนทำให้บัฟเฟตต์เลิกค้นหา “บริษัทระดับปานกลางในราคาถูก” แต่ให้หา “บริษัทยอดเยี่ยม ในราคายุติธรรม” อันเป็นหลักคิดที่พิสูจน์แล้วว่าถูกต้องอย่างยิ่ง

ทุกวันนี้ มังเกอร์ยังทำงานกับบัฟเฟตต์ด้วยความสนุกสนานในออฟฟิศเล็กๆ ของเบิร์คไชร์ ในโอมาฮา เหมือนที่เป็นมาตลอดหลายสิบปี บัฟเฟตต์บอกว่า เขาและมังเกอร์จะทำงานต่อไปจนกว่าจะจำกันและกันไม่ได้

นอกจากนี้ ในการประชุมประจำปีของเบิร์คไชร์ทุกครั้ง มังเกอร์จะนั่งเคียงข้างบัฟเฟตต์บนเวที ต่อหน้านักลงทุนหลายหมื่นคนที่หลั่งไหลกันมาจากทั่วโลก เพื่อตอบคำถามและพบปะกับพวกเขาเหล่านั้นเป็นเวลาหลายต่อหลายชั่วโมง

แม้ว่า “ที่สอง” มักไม่ค่อยเป็นที่จดจำของผู้คน แต่หากไม่มี “ที่สอง” อย่างมังเกอร์ ก็อาจไม่มี “ที่หนึ่ง” อย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันนี้ก็เป็นได้

นั่นทำให้เราควรยกย่อง ชาร์ลี มังเกอร์ รองประธานของเบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ในฐานะ “ที่สอง ที่โลกต้องจดจำ” และจารึกชื่อของเขาไว้ในทำเนียบสุดยอดนักลงทุนโลกอย่างเต็มภาคภูมิ!!

ข้อมูลอ้างอิง: 4 Investment Gurus, The Great Investors, The Essays of Warren Buffett, Wikipedia

ภาพประกอบ : Moneynews.com