HMPRO

HMPRO

บริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO เป็นโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ ขายอุปกรณ์เกี่ยวกับบ้านแบบครบวงจร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2544

ความแข็งแกร่ง

โฮมโปรเน้นสินค้าประเภท Home Improvement ซึ่งมีความเฉพาะทางและช่วยลดแรงปะทะกับผู้เล่นในธุรกิจเกี่ยวกับบ้านอีกหลายราย การที่โฮมโปรขยายสาขาไปมากแล้ว ทำให้คู่แข่งทั้งหน้าเก่า-ใหม่ ไล่ตามได้ยาก บริษัทสามารถบริหารกระแสเงินสดและสินค้าคงเหลือได้ดี ทั้งยังมีส่วนต่างกำไรสูงถึงราว 25% ซึ่งถือว่าดีเยี่ยมเมื่อเทียบกับโมเดิร์นเทรดทั่วไป นอกจากนี้ การที่โฮมโปรขายของให้กับ End-user ไม่ใช่โครงการบ้านจัดสรรหรือผู้รับเหมา จะช่วยลดผลกระทบในช่วงขาลงของธุรกิจอสังหาฯ หรือเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

การเติบโต

โฮมโปรขยายสาขาอย่างต่อเนื่องมาตลอด โดยภายในปี 2554 จะมีสาขารวมราว 45 สาขา ในส่วนของยอดขายและกำไรก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ROE ของบริษัทล่าสุดอยู่ในระดับ 28 – 29% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก แม้จะครองส่วนแบ่งตลาดในสัดส่วนที่สูงอยู่แล้ว แต่ฝ่ายบริหารก็ยังมุ่งมั่นที่จะสร้างความเติบโตอยู่เสมอ ข้อเสียคือโฮมโปรมักจ่ายปันผลเป็นหุ้น ทั้งที่เป็นธุรกิจค้าปลีกซึ่งมีกระแสเงินสดดี จึงน่าสังเกตว่าการจ่ายหุ้นปันผลดังกล่าวเป็นการหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินสดออกจากตัวบริษัทหรือไม่ นอกจากนี้การจ่ายปันผลเป็นหุ้นยังทำให้เกิดแรงกดดันต่อราคาหุ้นและกำไรต่อหุ้นในอนาคตอีกด้วย

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

ผู้บริหาร

โฮมโปรเป็นการขยายไลน์ธุรกิจของกลุ่มแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ซึ่งผู้บริหารมีทั้งความสามารถและประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนาน บริษัทให้ความสำคัญกับนโยบายด้านความเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรมและมีการจัดประชุมเพื่อติดตามผลการดำเนินงานและปัจจัยเสี่ยงทุกๆ 2 สัปดาห์ อีกทั้งชื่อของประธานกรรมการบริษัทฯ คือคุณอนันต์ อัศวโภคิน การันตีได้ทั้งในแง่ศักยภาพของผู้บริหารและความโปร่งใส

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

 

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ HMPRO

39.9 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

CPALL

บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เป็นบริษัทในเครือซีพี ธุรกิจหลักของบริษัทคือ ร้านสะดวกซื้อ 7-eleven ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของคนไทยทั้งประเทศ และมีธุรกิจย่อยอยู่ในเครือหลายธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนช่วยส่งเสริมธุรกิจหลัก เช่น บริการรับชำระค่าบริการ (บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทาน เช่น ขนมจีบ ซาลาเปา ข้าวกล่อง ฯลฯ ซึ่งวางขายอยู่ในเซเว่น (บริษัท ซี.พี. ค้าปลีกและการตลาด จำกัด) และอื่นๆ อีกหลายบริษัท

ความแข็งแกร่ง

ซีพีออลล์ มีแบรนด์ร้านสะดวกซื้อที่ได้รับความนิยมสูงมาก คือ “7-eleven” ครองส่วนแบ่งตลาดมินิมาร์ทในเมืองไทยกว่า 50% สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ด้วยการขยายสาขาอย่างรวดเร็วและเครือข่ายที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทำให้คู่แข่งในประเทศยากจะไล่ตามได้ทัน ทั้งยังเป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีกระแสเงินสดดีมาก แม้อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์จะค่อนข้างสูง แต่นั่นกลับแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการเงินสด นอกจากนี้ บริษัทฯยังสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีอย่างยิ่ง โดยภาพรวมแล้ว ความแข็งแกร่งของซีพีออลล์จึงอยู่ในขั้น “ดีมาก”

ค่าทดสอบ 81 เต็ม 100

การเติบโต

ซีพีออลล์ ตั้งเป้าว่าจะขยายให้ครบ 7,000 สาขาภายในปี 2013 หลังจากที่จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นมาตลอด สำหรับยอดขายและกำไรของบริษัทถือว่ายอดเยี่ยม เพราะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ในประเทศจะผันผวนอย่างไร (ทั้งนี้ ตั้งแต่ขายห้างโลตัสในประเทศจีนที่ประสบผลขาดทุนสูงทิ้งในปี 2008) ส่วนต่างกำไรของบริษัทก็อยู่ในระดับที่ดีอย่างยิ่ง และมีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาดตกบกพร่อง ในแง่ของการเติบโตของซีพีออลล์ จึงแทบหาที่ติไม่เจอจริงๆ

ค่าทดสอบ 100 เต็ม 100

ผู้บริหาร

CEO ของบริษัทคือคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้บริหารมือฉมังอันดับต้นๆ ของเมืองไทย แม้ปัจจุบันคุณก่อศักดิ์จะลดบทบาทในการบริหารงานลงไป แต่ก็มีคุณปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล MD และคณะที่บริหารงานเต็มเวลา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นบริษัทในเครือซีพี ซึ่งมีธุรกิจในเครือมากมาย ทำให้เรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนมีโอกาสเกิดขึ้นได้

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ CPALL

57.2 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

 

“คำเดียว” สู่สุดยอดความสำเร็จ

สมัยนี้ มีหนังสือพวก Self-development ออกมามากมาย โดยมากก็แนะนำวิธีต่างๆ นานา ว่าจะประสบความสำเร็จได้ต้องทำเช่นโน้นเช่นนี้

ผมอ่านหนังสือเรื่อง “SNOWBALL” ซึ่งเป็นชีวประวัติของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ สุดยอดนักลงทุนเกือบจบแล้ว บังเอิญมาถึงตอนสำคัญที่สนุกและน่าสนใจมากๆ เลยอดไม่ได้ที่จะยกมาเล่าให้ฟังกัน

เป็นเรื่องราวการพบกันครั้งแรก ของสองมหาบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน คือ ตัวของปู่บัฟเฟตต์เอง ซึ่งในปี 2010 ความมั่งคั่งอยู่ในอันดับที่ 3 ของโลก (หลังจากครองอันดับ 2 มาหลายปีดีดัก) และ บิลล์ เกตส์ อภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์

คิดดูก็แล้วกันครับว่า จากประชากรทั่วพื้นพิภพ 5,000 ล้านคน เมื่อคนที่รวยที่สุดในโลก 2 คนมาเจอกัน มันจะน่าดูชมขนาดไหน !!

ทั้ง เกตส์ และ บัฟเฟตต์ มาพบกันในปาร์ตี้เล็กๆ ที่บ้านของพ่อแม่ บิลล์ เกตส์ ที่ตัว บิลล์ เป็นคนสร้างให้เอง โดยหนึ่งในคนที่ชักนำให้ทั้งคู่มารู้จักกันก็คือ แคเธอรีน เกรแฮม ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ นสพ.วอชิงตัน โพสต์ เพื่อนซี้ของบัฟเฟตต์

ก่อนที่ทั้งคู่จะเจอกัน ใครๆ ก็กังวลครับ เพราะบัฟเฟตต์นั้น ขึ้นชื่อเรื่องความ “เนิร์ด” คือเข้าสังคมได้ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ในโลกของแก มีแต่ “การลงทุน” ล้วนๆ อะไรที่อยู่นอกเหนือจากนี้ แกไม่รับรู้ทั้งสิ้น ที่สำคัญ แกไม่เคยแตะต้องสิ่งที่เรียกว่า “คอมพิวเตอร์” เลย

ขณะที่ บิลล์ เกตส์ เอง ก็ไม่เบา คนใกล้ชิดจะรู้เลยว่า หากเกตส์คุยกับใครแค่ 1-2 นาที แล้วรู้สึกว่าคนๆนั้นน่าเบื่อ หรือพูดอะไรที่เขาไม่ได้สนใจ เขาจะหยุดคุยทันที โดยไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งนั้น

ก่อนที่ เกตส์ จะได้พบกับ บัฟเฟตต์ เกตส์บอกกับแม่ของตัวเองว่า “ผมไม่รู้จักหรอก ไอ้คนที่วันๆ เอาแต่ลงทุนกับเลือกหุ้นนั่นน่ะ” และเชื่อไหมครับ วันที่เกตส์ไปพบบัฟเฟตต์ เขาถึงกับนั่งเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวไป เผื่อว่าน่าเบื่อ จะได้หนีออกจากปาร์ตี้ได้ทันที ไม่ต้องรีรออะไร

ปรากฏว่า เมื่อ 2 มหาเศรษฐีได้มาเจอกัน เหตุการณ์กลับราบรื่นเกินคาด คนทั้งสองเริ่มสนทนากัน โดยหลีกเลี่ยงสิ่งที่เรียกว่า “Small Talk” หรือ “อารัมภบท” ไม่ต้องถามว่า “อากาศดีไหม?” “ยุ่งไหม?”…

วอร์เรนเจอหน้าเศรษฐีรุ่นน้องก็ยิงหมัดตรงทันทีด้วยคำถามว่า…IBM เป็นไงบ้าง มีอนาคตไหม? เป็นคู่แข่งไมโครซอฟท์หรือเปล่า? บริษัทคอมพิวเตอร์ทำไมไม่ยั่งยืนเอาเสียเลย?

ฝ่ายเจ้าพ่อไมโครซอฟท์ก็สวนทันที ด้วยคำถามว่า ธุรกิจหนังสือพิมพ์เป็นอย่างไรบ้าง? (เกตส์เป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ขณะที่เบิร์กไชร์ของบัฟเฟตต์เป็นเจ้าของ นสพ.วอชิงตัน โพสต์)

เชื่อไหมครับ คนสองคนที่เหมือนอยู่กันคนละโลก คนหนึ่งรวยขึ้นมาจาก “ไฮเทค” อีกคนรวยขึ้นมาจาก “โลว์เทค” ล้วนๆ ปรากฏว่าทั้งคู่กลับเข้ากันได้อย่างรวดเร็วในเวลาแค่ “2 นาที” บัฟเฟตต์บอกว่า เขาและเกตส์ “คุย คุย และก็คุย” โดยไม่สนใจโลกรอบข้างอีกต่อไป

ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ เกตส์ และ บัฟเฟตต์ กลายเป็น “แฝดสยาม” (บัฟเฟตต์ใช้คำว่า Siamese Twin จริงๆนะครับ ผมไม่ได้พูดเอง) ครอบครัวของคนทั้งสองกลายเป็นมิตรที่แนบแน่น และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บัฟเฟตต์ตัดสินใจผ่องถ่ายขุมทรัพย์หลายหมื่นล้านเหรียญ ให้กับ “มูลนิธิบิลล์แอนด์เมลิดา เกตส์” เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์และผู้ยากไร้ ถือว่าเป็นการบริจาคมูลค่ามหาศาลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว

นี่เป็นเรื่องราวของคนสองคนที่ประสบความสำเร็จ ที่แม้จะมีวิถีชีวิตต่างกันสุดขั้ว อายุห่างกันคราวพ่อกับลูก แต่กลับเป็นมหามิตรที่แนบแน่น ไร้อุปสรรค และเมื่อเศรษฐีใจบุญสองคนมาจับมือกัน จึงช่วยเหลือโลกนี้ได้อย่างมากมายเหลือคณานับ

เมื่อมีคนไปสัมภาษณ์เขาทั้งสอง ว่ามีเคล็ดลับอย่างไร จึงได้กลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 1 และ 2 ของโลก เชื่อไหมครับ ทั้งสองคนพูดมาคำเดียว และเป็นคำตอบเดียวกันเสียด้วย ลองทายสิครับ ว่าคำๆ นั้นคืออะไร….

“FOCUS” ครับ!!

มุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ ทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองถนัด ทำให้ดีที่สุด อย่าเสียสมาธิกับสิ่งรอบตัว อย่าเสียสมาธิกับคำคน ที่มาบอกว่าคุณต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้

เกตส์ อยู่กับคอมพิวเตอร์ เขาไม่เคยเล่นที่ดิน ไม่เคยสร้างคอนโดฯ บัฟเฟตต์อยู่กับการลงทุน เขาเลือกแต่ธุรกิจที่ตัวเองรู้จัก ขนาดบิลล์ เกตส์ บอกแล้วบอกอีกให้เขาซื้อหุ้นเด็ด 2 ตัว คือ Microsoft กับ Intel ยังไงๆ เขาก็ไม่ยอมซื้อ ไม่ใช่เขาไม่เชื่อเกตส์นะครับ แต่เขาเชื่อตัวเองมากกว่า ไม่ทำอะไรที่ตัวเองไม่ถนัด นี่แหล่ะครับ “Focus” ของจริง

ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ หาเงินจนเหนื่อย มีเวลาเมื่อไร ลองหยุดถามตัวเองบ้างนะครับว่า ท่าน “Focus” พอหรือยัง ทุกวันนี้ งานการที่ทำอยู่ เป็นสิ่งที่ชอบจริงหรือไม่ “มุ่งเน้น” พอหรือไม่ เรากำลังเสียเวลากับสิ่งที่ไม่รัก กับสิ่งที่ไม่ถนัดไปมากเท่าไร

ถ้ายังเน้นไม่พอ ค่อยๆ ตัดออกไปทีละอย่าง คนอื่นพูดมากนักก็หาสำลีอุดหูเสียบ้าง ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งครับว่า หูของคนเรา หาก “ฟัง” อยู่ตลอดเวลา สมองจะ “คิด” ได้ไม่ดีเท่าหูที่ไม่ได้ยินเสียง

ลองฟังเสียงคนอื่นให้น้อยลง ฟังเสียงในใจตัวเองให้มากขึ้น ชอบอะไรก็ทำ และทำให้ “เนื้อๆ” “เน้นๆ” ไปเลย

หากจะถามว่าทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ ก็ในเมื่อคนรวยที่สุดสองคนในโลกพูดออกมาคำเดียวกัน “Focus” ถ้าไม่เชื่อก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว คงไม่มีอะไรบังเอิญขนาดนี้หรอกครับ