วีไอกับการทำบุญ

lucky

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

มีใครเคยไปทำบุญแล้วแอบขอให้ “รวยหุ้น” มั้ยครับ?

ที่จริงการทำบุญแล้วขอให้รวยหุ้น น่าจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไรนักสำหรับ “วีไอพันธุ์แท้” เพราะวีไอคือนักลงทุนที่ลงทุนโดยใช้ความรู้ พวกเขาเข้าซื้อหุ้นด้วยความเชื่อที่ว่า เงินที่จ่ายไปเป็น “ราคา” นั้น น้อยกว่า “มูลค่า” ของหุ้น ซึ่งก็คือ “ส่วนหนึ่งของกิจการ” ที่ได้รับมา

ดังนั้น หากลงทุนแบบมีหลักการ เรื่องของโชคน่าจะมีความจำเป็นน้อย ถ้าจะว่ากันแบบขำๆ การทำบุญแล้วขอให้ “ถูกหวย” ยังมีเหตุผลมากกว่าด้วยซ้ำ เนื่องจากการจะถูกหวยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของปัจจัยที่เราควบคุมอะไรแทบไม่ได้เลย

ยกเว้นว่าถ้าเป็นนักเก็งกำไร เข้าเร็ว ออกเร็ว หรือชอบเล่นหุ้นปั่น แบบนั้น “โชค” น่าจะสำคัญพอตัวเลยล่ะ

นึกถึงโฆษณาหนึ่ง ช่วงนี้เห็นถี่มาก ที่เป็นเฮียเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นช่วยจ่ายเงินแทนเด็กที่ขโมยยาไปให้แม่ และแถมเกาเหลาให้ถุงนึง ก่อนที่จะได้รับการตอบแทนบุญคุณในอีก 30 ปีต่อมา

ที่จริงเหมือนผมเคยอ่านเจอเรื่องคล้ายๆ กันนี้จาก fwd mail หรืออะไรสักอย่างนานมาแล้ว ก็ทำออกมาได้น่าประทับใจดีครับ

มีเรื่องดีๆ อยากเล่าให้ฟัง คือปัจจุบันผมได้ไปช่วยงานของมูลนิธิแห่งหนึ่ง ตั้งขึ้นเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งโดยไม่คิดค่ารักษา มูลนิธินี้จะประชุมใหญ่กัน 3 เดือนครั้ง ที่หน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ซึ่งผมก็เป็นกรรมการมูลนิธิอยู่ด้วย

ทุกๆ ครั้งที่ไปประชุม ผมจะเจอพี่คนหนึ่ง เขาเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยของหน่วยงานแห่งนั้น ในวันประชุม พี่เขาจะมาช่วยงานตั้งแต่เช้าตรู่ ช่วยเตรียมน้ำชากาแฟ-ของว่าง ให้กับกรรมการที่ไปเข้าร่วมประชุม ได้ยินจากพี่ที่เป็นกรรมการมูลนิธิด้วยกันว่า บางครั้งพี่เขาก็ออกเงินตัวเอง ซื้อขนมนมเนยเลี้ยงคนอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเขาก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร

มีวันหนึ่ง ผมไปร่วมประชุมตามปกติ พอเจอพี่เขา ผมก็ทักทาย ก่อนจะนั่งลงข้างๆ จนมีผู้ใหญ่ที่นั่งร่วมโต๊ะกันทักขึ้นมาว่า ดีแล้วที่นั่งข้างพี่เขา จะได้แบ่ง “ความโชคดี” มาบ้าง

ผมจึงถามขึ้นมาว่า พี่เขาโชคดีอะไรหรือ? คนที่นั่งร่วมโต๊ะจึงช่วยกันเล่าว่า พี่เขาถูกล็อตเตอรี่ “รางวัลที่ 1” ได้เงินมา “4 ล้านกว่าบาท” 

ผมได้ยินแล้วก็ร้องอู้หู ในใจก็พลอยรู้สึกยินดีกับเขาด้วย ยังคิดว่านี่ถ้าไม่ถาม คงไม่มีทางรู้ เพราะดูพี่เขาก็ยังทำตัวเหมือนเดิมทุกอย่าง มาช่วยเตรียมการงานบุญเหมือนเคย ไม่ได้มีท่าทีดีใจหรือผิดปกติอะไรเลย ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งได้รับ “ลาภก้อนโต” มาแท้ๆ

ผมเชื่อว่า การทำบุญกุศลที่ดี ต้องอย่าหวังผลตอบแทนอะไรเป็นอันขาด มิเช่นนั้นยิ่งทำจะยิ่งทุกข์ โดยส่วนตัวผมชอบทำกุศลชนิดที่ทำแล้วรู้สึก “สุขใจ” และ “ตอบโจทย์” บางอย่างในชีวิตของเราได้ แล้วจะรู้สึกเลยว่าชีวิตเรามีความหมายขึ้นอีกมาก ส่วนเรื่องโชคเรื่องลาภนั้นอย่าได้ไปคิด เรากำหนดอะไรไม่ได้ มันจะมาหาใคร คนนั้นก็ได้ไป

วันนี้พักเรื่องเงินๆ ทองๆ มาชวนคุยเรื่องสบายๆ บ้าง คงไม่ว่ากันนะครับ

คุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน?

whatsurtype

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ถ้าบริษัทที่คุณถือหุ้นอยู่ มีข่าวว่าจะไปซื้อกิจการอื่น หรือมีข่าวว่าจะถูกซื้อกิจการ แล้วคุณ…

1. ไม่สนพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น ถ้าคิดว่าหุ้นจะขึ้นก็ซื้อเพิ่ม ถ้าคิดว่าจะตกก็ขายทิ้ง – คุณคือ “นักเก็งกำไร” (The Speculator)

2. สงสัยแค่ว่าจะได้ปันผลลดลงมั้ย ถ้าไม่ลดก็ไม่มีปัญหา ถือต่อไป – คุณคือ “นักลงทุนดาษดื่น” (The General and Can-be-found-anywhere Investor)

3. ติดตามข่าว ฟังกูรูวิเคราะห์ แล้วค่อยเลือกเชื่อข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด – คุณคือ “นักลงทุนระดับกลาง” (The Intermediate Investor)

4. ติดตามข่าว ฟังกูรูวิเคราะห์ แต่ยังไม่เชื่อใครทั้งนั้น แล้วเอาตัวเลข เอาข้อมูลมาวิเคราะห์เอง ก่อนจะได้ข้อสรุปเป็นของตัวเอง – คุณคือ “นักลงทุนผู้ชาญฉลาด” (The Intelligent Investor)

แบบทดสอบย่อยๆ นี้ ออกจะหยาบอยู่พอสมควร แต่ผมคิดว่ามันช่วยจำแนกคนในตลาดหุ้นที่เราเห็นๆ กันได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

เหตุที่ผมยกกรณีการ “ซื้อ-ขายกิจการ” เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่จะแบ่งประเภทคนได้ง่ายที่สุด โดยดูจากการ “ตอบสนอง” (React) ต่อข่าวสารที่เกิดขึ้น

เอาจำพวกแรกก่อนนะครับ “นักเก็งกำไร” อันนี้มีอยู่มากมายในตลาดหุ้น และมีอยู่ในทุกๆ ช่วงอายุ คนกลุ่มนี้ชอบซื้อๆ ขายๆ ตัวไหนคิดว่าจะขึ้นก็เข้าไปซื้อ ซื้อแล้วขึ้นต่อก็ขายทิ้งทำกำไร ซื้อแล้วลงก็ขายตัดขาดทุน

ธรรมชาติของนักเก็งกำไร พอมีข่าวการเทคโอเวอร์ และคิดว่าหุ้นต้องขึ้นแหงๆ พวกเขาจึงโดดเข้าไปเก็บโดยพลัน แต่ตรงกันข้าม ถ้าคิดว่าการเทคโอเวอร์นั้นจะทำให้หุ้นตก พวกเขาก็รีบขายทิ้ง

คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันให้มากความมังครับ นักเก็งกำไรเป็นกลุ่มคนที่พบเห็นกันได้ทั่วไป และคิดว่าน่าจะเป็นคน “ส่วนใหญ่” ในตลาด

อีกประเภทหนึ่งคือ “นักลงทุนดาษดื่น” อันนี้ผมขอยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนที่บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ เจ้าของมินิมาร์ทชื่อดัง กำลังเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัทค้าส่งสัญชาติฮอลแลนด์

จำได้ดีว่า ในการประชุมผู้ถือหุ้น ผู้บริหารบริษัท รวมทั้ง “เจ้าสัว” ได้ยกเรื่องของ “เงินปันผล” ขึ้นมา เพื่อโน้มน้าวให้ผู้ถือหุ้นตัวเล็กๆ เห็นชอบกับดีลดังกล่าว โดยยืนยันว่า เงินปันผลที่จะได้รับ จะไม่ลดลงแน่นอน มีแต่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผ่านสองปีแรกไปแล้ว

พูดเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก หลายครั้งมาก

เพียงแค่ได้ฟัง ผมก็รู้ทันทีว่า ผู้บริหาร “จับจุดถูก” รู้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับ “เงินปันผล” เป็นหลัก พวกเขาอาจสนใจบ้างว่าตัวธุรกิจจะดีร้ายอย่างไร แต่ไม่ได้สนใจเท่ากับว่าจะมีดอกผลมาถึงกระเป๋าของตัวเองเท่าไร คือ “มองสั้น” เป็นหลัก

คนที่คิดเช่นนี้มีอยู่เยอะมาก จึงถือเป็น “นักลงทุนดาษดื่น” คือไปประชุมที่ไหนๆ ก็เจอ แม้จะไม่เยอะเท่ากับกลุ่มแรก คือ “นักเก็งกำไร”

อย่างไรก็ตาม มีหลายคนที่อยู่ในทั้งจำพวกที่ 1 และ 2 ไปพร้อมๆ กัน คือเก็งกำไรด้วย แต่ตัวไหน(เขาบอกว่า)พื้นฐานดี ก็ถือยาวหน่อย รอรับปันผล

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่า ทั้งสองกลุ่ม คือนักเก็งกำไร และนักลงทุนดาษดื่น มีการ “ทับซ้อน” (Overlap) กันอยู่ในระดับหนึ่ง

พัฒนาขึ้นมาอีก คือกลุ่มที่ 3 “นักลงทุนระดับกลาง” คนกลุ่มนี้มีความ “พยายาม” ที่จะหาข้อมูลให้ลึกซึ้งไปกว่าการ “เก็งกำไร” หรือการ “รอกินปันผล” แต่ความรู้ของพวกเขายังไม่ “สุกงอม” พอที่จะศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเอง

พอมีข่าวว่าจะมีการซื้อ-ขายกิจการ จึงอาศัยฟังเอาจาก “เซียน” และบรรดากูรูนักวิเคราะห์อีกทีหนึ่ง จากนั้นจึง “เลือก” ที่จะ “เชื่อ” ในข้อมูลที่ตัวเองคิดว่าน่าเชื่อถือที่สุด แล้วทำตามนั้น

ต้องถือว่า “นักลงทุนระดับกลาง” ทำได้ไม่เลวเลยนะครับ รู้จักศึกษา รู้จักฟัง รู้จักอ่าน แล้วคิดตาม อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังอาจพลาดพลั้งได้ หากเลือกที่จะเชื่อ “ผิดคน” ทั้งนี้เพราะยังคิดด้วยตัวเองไม่เป็น ด้วยความที่ “พื้นยังไม่แน่นพอ”

กลุ่มสุดท้าย พวกนี้มีความรู้ค่อนข้างมาก หรืออย่างน้อยก็ต้องมีพื้นพอสมควร ที่สำคัญกว่าก็คือ พวกเขามี “หัวใจ” แห่งการเป็น “นักลงทุนพันธุ์แท้” พวกเขาเลือกที่จะวิเคราะห์และศึกษาตัวเลขต่างๆ เลือกที่จะอ่านงบการเงิน เลือกที่จะติดตามข่าวสาร แล้วเอามาวิเคราะห์ด้วยสติปัญญาความสามารถของตัวเอง

พอมีข่าวว่าจะมีการซื้อขายกิจการ จะเป็นบวกหรือเป็นลบ จะดีหรือไม่ดี พวกเขาจึงคิดเองได้ อาจจะฟังกูรูบ้าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจด้วยตัวเอง

คนกลุ่มนี้คือ “นักลงทุนผู้ชาญฉลาด” หรือ The Intelligent Investor

การเป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาดนั้น อย่าคิดว่ามีเพียง “สมอง” แล้วจะทำได้นะครับ บางคนฉลาดปราดเปรื่อง บางคนทำงานด้านการเงินการธนาคารมาแท้ๆ แต่ก็เป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาดไม่ได้ เนื่องจากไม่สนใจ หรือจิตใจไม่เข้มแข็ง จึงใฝ่ไปในทางเก็งกำไร หรือไม่ก็มุมานะพยายามไม่พอ จึงเลือกที่ซื้อหุ้นที่ใครๆ เขาบอกว่าดี แล้วรอรับปันผลเอาสบายใจกว่า

ดังนั้น การจะเป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาด จึงต้องมีทั้ง “สติปัญญา” และ “ความมุ่งมั่น” จึงจะบรรลุถึงได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าถามผม ผมให้น้ำหนักกับ “ความมุ่งมั่น” มากที่สุด เพราะผมเชื่อว่า คนเราลองถ้ามีหัวจิตหัวใจที่มุ่งมั่น จะยากยังไงเดี๋ยวก็ทำได้ เหมือนที่ ดร.ซุนยัดเซน ว่าไว้

“ถ้าคิดว่าทำได้ ต่อให้ยากขนาดย้ายภูเขาถมทะเล ยังไงก็ทำเสร็จจนได้ ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ ต่อให้ง่ายแค่พลิกฝ่ามือก็ไม่มีวันสำเร็จ”

หลายคนที่เป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาด ล้วนผ่านมาแล้วทั้ง Stage ของการเป็น “นักเก็งกำไร” “นักลงทุนดาษดื่น” และ “นักลงทุนระดับกลาง” แต่ด้วยความตั้งอกตั้งใจ จึงกลายมาเป็นนักลงทุนระดับสุดท้าย คือ “นักลงทุนผู้ชาญฉลาด” ในที่สุด

คนเราไม่มีทาง “เก่ง” กันได้ในชั่วข้ามคืน ถ้าอยากจะรวยยั่งยืน ก็ต้องมุมานะพยายาม อย่ายอมแพ้ ต้องคิดว่า “เราทำได้”

เพราะ “ทางลัด” สู่ความสำเร็จในการลงทุนนั้น ไม่มีอยู่จริงหรอกครับ

วีไอระดับบริษัท

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

ในฐานะของนักลงทุนรายย่อย ผมคิดว่าหลายท่านที่เป็น Value Investor หรือ VI คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า เราต้องซื้อหุ้นที่มี “ราคา” ต่ำกว่า “มูลค่า” กล่าวได้ว่าสิ่งนี้เป็นหัวใจสำคัญของการเป็นวีไอ

สิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ถือเป็นเรื่องเสริม ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล การถือยาว การเติบโต ฯลฯ ถ้าเราลงทุนโดยเน้นสิ่งเหล่านี้ แต่ไม่ได้สนใจประเมินมูลค่าหุ้นหรือประเมินไม่เป็น แบบนั้นก็ไม่ใช่วีไอ และนี่ก็เป็นสาเหตุที่เราเรียกการลงทุนแบบนี้ว่า Value Investment …

ไม่ใช่ Dividend Investment, Long-term Investment หรือ Growth Investment!

บางคนคิดว่า Value Investment (ย่อว่า VI เหมือนกัน) เป็นเรื่องของนักลงทุนที่จะซื้อขายหุ้น แต่ที่จริงแนวคิดนี้สามารถเอาไปใช้ในระดับบริษัทได้ด้วย … และถ้ามันอยู่ใน “สายเลือด” ของบริษัทไหน นักลงทุนวีไอเองก็ไม่ควรพลาดศึกษาบริษัทนั้นด้วยเช่นกัน

บริษัทก็เป็น VI ได้

หลายท่านเห็นภาพชัดเจนแล้วว่า นักลงทุนบุคคลสามารถทำตัวเป็นวีไอได้โดยการประเมินมูลค่าหุ้น และใช้ประโยชน์จากการที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง พวกเขาอาจสงสัยว่า อ้าว! แล้วบริษัทจะประเมินมูลค่าหุ้นไปทำไมล่ะ? ผมจะอธิบายอย่างนี้ครับ

ในการดำเนินธุรกิจ บริษัทจะต้องตัดสินใจในกิจกรรมต่างๆ เช่น การวิจัยตลาด การผลิต การหาลูกค้า หรือแม้แต่การขยายกิจการก็ตาม กิจกรรมพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่มี “มูลค่า” ในตัวเอง เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปแล้วบริษัทก็จะไม่ได้ประเมินมูลค่าหุ้น หากแต่ประเมินมูลค่าของกิจกรรมเหล่านี้แทน

โดยปกติถ้าเป็นโครงการใหญ่ที่ต้องมีการตัดสินใจ เช่น การเปิดสายการผลิตใหม่ หรือการโหมจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย บริษัทก็มักจะมีการประเมินความคุ้มค่าของโครงการกันก่อนอยู่แล้ว แต่บางกิจกรรมที่ผู้บริหารมองว่า “ทำแน่” อย่างนี้ก็อาจทำเลย โดยไม่ต้องสั่งลูกน้องให้ไปประเมินความคุ้มค่าของโครงการมาอีก

ในจุดนี้ผู้บริหารที่มีหัวใจเป็น VI จะมีความได้เปรียบ เพราะพวกเขาสามารถประมาณได้ด้วยประสบการณ์ว่ากิจกรรมใดมีคุณค่าหรือมูลค่าสูง เมื่อเทียบกับ resource ที่ต้องใช้ ซึ่ง resource นี้ก็ไม่ได้คิดแต่ที่เป็นตัวเงิน แต่ว่าคิดไปถึงเวลา ความเหนื่อยยากของทีมงาน และการเสียโอกาสที่จะไปสร้างสรรค์งานอย่างอื่นด้วย

แม้ในส่วนที่ต้องพิจารณาความคุ้มค่าของโครงการ พวกเขาก็ยังคงใช้แนวคิดของวีไอ โดยใช้การประเมินอย่างระมัดระวังและใช้ “มูลค่าขั้นต่ำ” ที่จะได้รับจากโครงการ หากถึงกระนั้นแล้วมูลค่าก็ยังคงสูงคุ้มค่าน่าพอใจ พวกเขาจึงค่อยลงมือทำ

สิ่งนี้เหมือนกับที่นักลงทุนวีไอคำนวณมูลค่าหุ้นแบบอนุรักษ์นิยม แล้วก็นั่งรอจนกว่าราคาหุ้นจะต่ำกว่ามูลค่าไปมากๆ ถึงจะเข้าซื้อ อย่างที่เราเรียกกันว่ามี “Margin of Safety” ในระดับที่น่าพอใจนั่นเอง และในเมื่อพวกเขาซื้อในจุดที่ downside แทบไม่มีแล้ว ผลตอบแทนของพวกเขาจึงสูงได้ ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงต่ำ

รอคอยโอกาสดี

ทั้งนี้ผมไม่ได้หมายความว่า บริษัทควรนั่งจับเจ่าและรอคอยจนกว่าจะมีโครงการที่ดีสุดยอดผ่านเข้ามา เพราะความเข้มงวดของบริษัทที่เป็นวีไอย่อมปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หากเป็นการดำเนินงานปกติ ก็อาจมองหา Margin of Safety ที่ไม่ต้องมากนัก แต่ถ้าเป็นโครงการยักษ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง แบบนี้ก็ควรมองหา Margin of Safety ที่มากหน่อย

นอกจากการดำเนินงานของบริษัทแล้ว ในบางกรณีบริษัทก็อาจทำตัวเป็น “นักลงทุน” ได้ด้วยเหมือนกัน อย่างเช่น การลงทุนในทรัพย์สิน หรือการเข้าซื้อกิจการ เป็นต้น

โดยปกติเรามักเห็นบริษัทออกมา “ช้อปปิ้ง” ในขณะที่กิจการกำลังเฟื่องฟู (คล้ายๆ กับที่ผู้คนชอบออกมาจับจ่ายใช้สอยเงินในช่วงที่รายได้ดีหรือเพิ่งได้โบนัส) ซึ่งก็มักเป็นช่วงที่เศรษฐกิจดีและกิจการอื่นๆ ก็เฟื่องฟูอยู่ด้วยเหมือนกัน การออกมาซื้อกิจการในช่วงเวลานี้จึงมักเป็นการซื้อ “ของดีราคาแพง” ซึ่งไม่ใช่แนวคิดของวีไอเลย

ในทางตรงข้าม บริษัทที่มีความเป็นวีไอจะเก็บเงินเอาไว้ก่อนในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจดี โดยอาจเก็บเป็นเงินสด เงินลงทุนระยะสั้น หรือไม่เช่นนั้นก็เอาไปลดหนี้ การกระทำเช่นนี้เป็นการเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับโอกาสที่จะผ่านเข้ามา และเมื่อโอกาสนั้นผ่านเข้ามาจริงๆ พวกเขาก็จะมีเงินสดเอาไว้ช้อปปิ้ง “ของดีราคาถูก” หรืออย่างน้อยก็มีวงเงินกู้เอาไว้ใช้ในสถานการณ์ดังกล่าวได้

บมจ. เฮ้าส์ เอ็นเนอร์จี

ขอยกกรณีสมมติ บมจ. เฮ้าส์ เอ็นเนอร์จี ซึ่งเป็นเจ้าของเหมืองถ่านหินหลายแห่งในประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี ในช่วงที่ราคาถ่านหินเพิ่งจะบูมไปกับราคาน้ำมันด้วย (ก่อนที่จะตกสวรรค์ลงมาเหมือนกัน) เฮ้าส์ เพิ่งซื้อกิจการถ่านหินรายใหญ่รายหนึ่งในประเทศออสเตรเลียและก่อหนี้ก้อนใหญ่ขึ้นมา ซึ่งถ้าจะว่ากันตามจริงนี่ก็เป็นการลงทุนที่ไม่ขี้เหร่เท่าไหร่นัก และในเวลานั้นเฮ้าส์ก็เป็นบริษัทที่มีหนี้สินน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาราคาถ่านหินก็ตกต่ำ ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจโลกและในส่วนของธุรกิจพลังงานเองที่มีการนำ “เชลล์แก๊ส” มาใช้ จนใครๆ ก็บอกว่าถ่านหินจบเห่แล้ว และแม้ว่าเฮ้าส์จะสามารถผลิตถ่านหินได้มากขึ้น แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นในด้านปริมาณเท่านั้น เพราะเมื่อขายได้ราคาต่ำ รายได้ก็หดหาย กำไรก็ลดลง สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผู้ผลิตถ่านหินทุกราย ไม่ใช่แค่เฮ้าส์เท่านั้น นอกจากนี้บางเหมืองที่มีต้นทุนสูงก็จำใจต้องปิดตัวลง

ในเวลานี้หากผู้บริหารของเฮ้าส์มีแนวคิดแบบวีไอมาก่อนหน้า พวกเขาอาจมีเงินสดและวงเงินกู้ยืมจำนวนมาก เพื่อเอามา “ช้อปปิ้ง” เหมืองถ่านหินที่มีคุณภาพดี มี facility พร้อม และมีต้นทุนต่ำ ภายใต้สมมติฐานว่าถ่านหินจะยังเป็นพลังงานจำเป็นของโลกใบนี้ต่อไป ซึ่งก็มีโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้น

ผมเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นวิศวกรในแวดวงนี้ และเห็นตรงกันว่า ถ่านหินส่วนมากขุดขึ้นมาแล้วก็ถูกส่งไปที่โรงไฟฟ้า และการจะเปลี่ยน (convert) ประเภทโรงไฟฟ้า เช่น จากโรงไฟฟ้าถ่านหินไปเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้แก๊สหรือน้ำมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งต้นทุนก็คงสูงจนไม่คุ้มที่จะทำ สรุปก็คือ โรงไฟฟ้าโรงไหนที่ใช้ถ่านหินก็คงจะต้องใช้ต่อไป

นั่นหมายความว่า demand ของถ่านหินในอนาคตอย่างน้อยๆ ก็ไม่น่าจะลดลง ส่วน supply ส่วนเกินก็น่าจะค่อยๆ ถูกดูดซับไป (อย่าลืมว่าบางเหมืองที่สู้ต้นทุนไม่ได้ก็ปิดดำเนินการไปบ้างแล้ว) เมื่อทั้งสองฝั่งเกิดสมดุลมากขึ้น ราคาถ่านหินก็น่าจะมีเสถียรภาพได้

ดังนั้น หากเฮ้าส์สามารถออกไปช้อปปิ้งกิจการดีๆ ในช่วงเวลานี้ บางทีนี่จะเป็นการ “ตีแตก” ในระดับบริษัท เหมือนอย่างที่ ดร.นิเวศน์ เคยทำได้มาแล้วในระดับบุคคลก็เป็นได้ … แต่ก็น่าเสียดายที่มันไม่ได้เกิดขึ้น

การซื้อหุ้นคืนของเฮ้าส์         

อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งดีๆ ที่ บมจ. เฮ้าส์ เอ็นเนอร์จี ลงมือทำ นั่นคือ “การซื้อหุ้นคืน” ซึ่งเป็นแอ็คชั่นที่เรียกได้ว่า วีไอ๊… วีไอ

การซื้อหุ้นคืนเป็นการที่บริษัทออกมาซื้อหุ้นของตัวเองเสมือนว่าเป็นผู้เล่นรายหนึ่งในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ราคาหุ้นตกต่ำลงมากจนถือได้ว่า “ต่ำเกินไป” ในสายตาของผู้บริหาร และดูไปแล้วก็น่าจะมี Margin of Safety ที่มากพอสมควร ดังนั้นแทนที่จะไปลงทุนอย่างอื่นให้ได้ผลตอบแทนดีๆ ก็ลงทุนในหุ้นของบริษัทตัวเองที่รู้จักตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างดีก็แล้วกัน… ผลก็คือ

1) demand ของหุ้นในตลาดสูงขึ้นและส่งผลดีต่อราคา โดยราคาหุ้นอาจจะดีขึ้น หรือถ้าตกก็คงตกเบาลง ขณะเดียวกันหุ้นที่ถูกบริษัทซื้อไปก็จะถูกดูดซับออกจากตลาด นั่นหมายความว่า supply ของหุ้นจะลดลงด้วยในอนาคต

2) หุ้นที่ถูกซื้อคืน เรียกว่า treasury stocks เป็นส่วนที่ไม่มีสิทธิ์รับเงินปันผล กล่าวได้ว่า “คนแย่งเค้ก” ของเรามีน้อยลง และในทำนองเดียวกัน เมื่อจำนวนหุ้นลดลง ตัวหารก็ลดลง กำไรต่อหุ้นหรือ EPS ก็เพิ่มขึ้น

3) เป็นการจัดโชว์สองอย่างพร้อมๆ กัน อย่างแรกเป็นการ “โชว์ป๋า” เพื่อบอกว่าตัวเองมีเงินสดมาก และอย่างที่สองเป็นการ “โชว์เก๋า” ส่งสัญญาณบอกนักลงทุนว่าราคาหุ้นในตลาดต่ำเกินจริง ทำนองว่า นี่ไง ฉันเองยังควักเงินซื้อเลย!

การซื้อหุ้นคืนจึงเป็นทั้งการช่วยพยุงราคาหุ้น, เพิ่มคุณค่าหุ้น และจัด โชว์ป๋า+โชว์เก๋า ไปพร้อมๆ กัน ที่สำคัญเป็นการซื้อของดีราคาถูกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะชื่นชอบบริษัทที่มีการซื้อหุ้นคืนอย่างมาก

ว่ากันตามจริงแล้ว การซื้อหุ้นคืนดีกว่าการจ่ายเงินปันผลเสียด้วยซ้ำ เพราะการจ่ายเงินปันผล เราได้รับเงินแค่ครั้งเดียว (แถมยังเสียภาษีด้วย) แต่การลดตัวหารได้อย่างถาวรจะส่งผลดีตลอดไป แถมการลงมือในจังหวะที่หุ้นมีราคาถูก ทำให้บริษัทไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายแพงมาก ทั้งยังลดภาระเงินปันผลจ่ายในอนาคตลงได้บางส่วนอีกด้วย

การซื้อหุ้นคืนด้วยเหตุผลที่เหมาะสม ณ ราคาที่เหมาะสม เป็นการกระทำของผู้บริหารที่มีจิตวิญญาณของวีไอ แต่เราก็ต้องสังเกตดีๆ ด้วยว่า มันเกิดจากการใคร่ครวญอย่างรอบคอบ หรือเป็นแค่การสร้างข่าวเพื่อพยุงราคาหุ้น ซึ่งการจะตอบได้นั้น เราต้องศึกษารายละเอียดของการซื้อให้ดี

ลงทุนแบบ VI กับบริษัทที่เป็น VI  

บริษัทที่มีความเป็นวีไออย่างชัดเจนที่สุดก็คือ เบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์ ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

เบิร์กไชร์เป็นบริษัทที่เข้าถือหุ้นบริษัทอื่นๆ ในขณะที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง แต่เนื่องจากเบิร์กไชร์เองก็จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) เพราะฉะนั้นตัวของมันเองก็มีโอกาสซื้อขายกันต่ำกว่ามูลค่าได้ด้วยเหมือนกัน และหากว่าคุณสามารถคว้าโอกาสนั้นไว้ได้ ผลตอบแทนของคุณก็จะเจ๋งยิ่งกว่าวอร์เรน บัฟเฟตต์ เสียอีก (อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานั้นๆ)

ลองคิดดูว่าจะมีอะไรดีไปกว่าการลงทุนแบบวีไอในบริษัทที่เป็นวีไอเสียอีกล่ะ!?

สำหรับพวกเราที่อยู่ในตลาดหุ้นไทยคงไม่ต้องคิดไปไกลถึงเบิร์กไชร์หรอก เยี่ยมๆ มองๆ หากิจการชั้นดีที่คิดและทำแบบวีไอ จากนั้นก็รอซื้อเมื่อมี Margin of Safety ที่น่าพอใจ…

 แค่นี้ก็หรูแล้วครับ