แสนล้านกับ Makro “เราเห็นอะไร”

Makro_2012-02-15_12-59-12

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ข่าวเรื่อง แม็คโคร (MAKRO) ประกาศขายกิจการนี่ ฮือฮาไม่น้อยเลยนะครับ

แม้ว่าผู้บริหารของแม็คโครจะออกมาปฏิเสธ แต่หลายกระแสยืนยันว่า คราวนี้ “ของจริง” แน่นอน

และแว่วๆ ว่า ราคาที่เสนอขายกันนั้น สูงลิบลิ่วถึงกว่า “หนึ่งแสนล้านบาท”

คงเป็นด้วยราคานี้มั้งครับ ทำให้ผู้ที่ถูกทาบทามให้มาซื้อกิจการ ไม่ว่าจะเป็น BJC (กลุ่มเสี่ยเจริญ), ซีพี, กลุ่มเซ็นทรัล หรือ บิ๊กซี ต่างก็พูดคล้ายๆ กันว่า “น่าสนใจ” แต่ “แพง”

ไม่แพงได้ไง ลองคิดดูนะครับ แม็คโคร มีสาขาประมาณ 60 สาขา สมมุติว่าขายทั้งกิจการ “หนึ่งแสนล้านบาท” ก็เท่ากับสาขาละประมาณ “1,600 ล้านบาท”

เมื่อเอาตัวเลข “หนึ่งแสนล้านบาท” มาพิจารณาดู ผมว่ามันค่อนข้าง “ล้อ” กับ Market Cap. ปัจจุบันของแม็คโคร ซึ่งอยู่ที่ 129,600 ล้านบาท

(ราคาปิด MAKRO ณ 5 เม.ย. 2556 = 540 บ./หุ้น, มีหุ้นทั้งหมด 240 ล้านหุุ้น : 540 X 240 ล.= 129,600 ล.)

และเมื่อเอา “129,600 ล้าน” หารด้วยจำนวนสาขาโดยประมาณ คือ “60” เท่ากับว่า “Mr.Market” ให้ราคาแม็คโคร สูงถึงกว่า “2,100 ล้านบาท” ต่อสาขา

เห็นตัวเลขแล้ว แทบร้อง “อู้หู” เลยนะครับ

นี่เรายังไม่รู้นะครับว่า ที่ Potential Buyer ทั้งหลาย บอกว่า “แพงเกิ๊น” นั้น ที่จริงเป็นแค่ “วิธีเจรจา” หรือพวกเขารู้สึกว่าแพงไปจริงๆ

เป็นไปได้ว่าสุดท้ายแล้ว กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจจะยอมควักกระเป๋าซื้อกิจการแม็คโครด้วยราคาเหยียบ “แสนล้าน” จริงๆ ก็ได้

ก็ลองดูเมื่อครั้งก่อนสิครับ ใครจะคิดว่า บิ๊กซีจะกล้าซื้อคาร์ฟูร์ด้วยราคาถึง “35,000 ล้าน” แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในมุมของ VI รายย่อยอย่างเราๆ ก็น่าคิดนะครับ..

ถ้าเราจ่ายเงินซื้อหุ้น MAKRO ที่ราคา 540 บาท แปลว่าเรากำลังซื้อศูนย์จำหน่ายสินค้า ด้วยราคา “2,100 ล้านบาท ต่อสาขา”

VI เก่งๆ คนไหนคิดดีแล้วยังกล้าเข้าไปซื้อ คงต้องมั่นใจมากๆ ทีเดียว (ส่วนนักเก็งกำไรคงไม่แคร์อยู่แล้ว ขอให้ซื้อแล้วขึ้นเป็นพอ)

ประเด็นที่ผมมองว่าน่าสนใจก็คือ การเสนอขายกิจการครั้งนี้ เป็นการพิสูจน์ที่ดียิ่ง ว่า ไอ้หุ้น Modern Trade ทั้งหลายที่ราคา “เฟ้อ” อยู่ตอนนี้นั้น ตัวกิจการมันมี Potential ขนาดนั้นจริงหรือไม่!!

ก็ถ้าคนที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกัน เขายังไม่กล้าซื้อ “จิ๊กซอว์ราคาแพง” ชิ้นนี้ หากนักลงทุนคนไหนยังกล้าเข้าไปซื้อ ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ครับว่า ..

“แล้วเราเห็นอะไร?”

————————

อ้างอิง: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 5-11 เม.ย. หน้า 12

 

จาก 26 ก.ย. 54 ถึง 22 มี.ค. 56 กับปรากฏการณ์ “SET โหด สลัด”

-60

 โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มือใหม่หลายคนที่เพิ่งเข้าตลาด คงได้ลิ้มรสความรู้สึกของวัยรุ่นตอน “อกหัก” ครั้งแรก

หลายคนเพิ่งเข้ามา “เล่นหุ้น” ช่วงต้นปี 56 เพราะทนความเย้ายวนไม่ไหว หลังจากเห็นคนรอบข้างได้กำไรจากหุ้นกันถ้วนหน้า ซึ่งในระยะแรกก็ไม่ผิดหวัง เพราะแค่ ม.ค. เดือนเดียว ดัชนีหุ้นไทยที่ “ขึ้น” มาเป็นปีๆ ก็ “วิ่งต่อ” อีก 83 จุด

มือใหม่หลายคนได้กำไรกว่า 10% ในเวลาแค่หนึ่งเดือน เรียกได้ว่าเอาเงินกลับไปฝากแบงก์อย่างที่เคยทำ ไม่รู้ต้องรอกี่ปีถึงจะได้เท่านี้

ถ้าเปรียบเป็นความรัก คงเหมือนช่วงคบกันใหม่ๆ มองไปทางไหนโลกก็เป็นสีชมพูไปหมด

แต่แล้ว พอเข้าสู่ช่วงกลางเดือน มี.ค. ได้เกิดปรากฏการณ์ “SET โหด สลัด” จากการที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง 119 จุด ภายในเวลาแค่ 5 วัน ระหว่างวันที่ 18-22 มี.ค.

โดยเฉพาะศุกร์ที่ 22 มี.ค. วันทำการสุดท้ายของสัปดาห์ SET ร่วงลงถึง 50.55 จุด ติดลบระหว่างวันสูงสุดถึง 64.80 จุด มูลค่าซื้อขายวันเดียวกว่า “หนึ่งแสนล้านบาท” สูงที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยมีตลาดหลักทรัพย์มา 38 ปี

ครั้งล่าสุดที่เกิดเรื่องราว “โหดสลัด” เช่นนี้ ต้องย้อนไปเมื่อวันที่ “26 กันยายน 2554” ซึ่งดัชนีปรับตัวลดลง 90.22 จุด หรือลบ 9.41% ระหว่างวัน ก่อนจะปิดตลาดที่ติดลบ 54.10 จุด หรือลบ 5.98% โดยในวันนั้นมี Circuit Breaker หรือคำสั่งพักการซื้อขายด้วย

จาก “26 ก.ย. 54” ถึง “22 มี.ค 56” เวลาผ่านมาเกือบปีครึ่ง จึงเกิดเหตุการณ์โหดๆ อีกครั้ง ดัชนีติดลบวันเดียวกว่า 50 จุด แม้ระหว่างวันจะลบสูงสุดแค่ 64 จุด ไม่ใช่ 90 จุดเหมือนครั้งก่อน และไม่มี Circuit Breaker แต่สุดท้าย ตลาดก็ปิดโดยปรับตัวลดลง 50.55 จุด ลบน้อยกว่าวันที่ 26 ก.ย.54 ที่ติดลบ 54.10 จุด ไม่ถึง 4 จุด

ทำเอาคนในแวดวงการลงทุนคาดเดากันไปต่างๆ นานา ว่าสาเหตุที่ทำให้ตลาดร่วงติดต่อกันหลายวัน ถ้าเป็นนักมวยก็เหมือนโดนรัวหมัดชุดชนิดไม่ทันตั้งตัว… คืออะไรกันแน่?!!

เท่าที่ฟังหลายฝ่ายพูดกันไปพูดกันมา ผมพอจะสรุปออกมาได้เป็น 4 ข้อหลัก ดังนี้

1. ความวิตกเรื่องเกณฑ์การเพิ่มหลักประกันของตลาดหลักทรัพย์ และมาตรการดูแลค่าเงินบาทของแบงก์ชาติ ที่ไม่รู้จะออกมาในรูปไหน

2. วิกฤตการเงินในไซปรัส

3. ความกังวลว่าจะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี และความเป็นไปได้ที่ พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้าน จะถูกระงับ

4. คนที่ใช้มาร์จิ้นซื้อขายหุ้น โดน Force Sell ทำให้ตลาดยิ่งร่วงหนัก (ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ออกมาแถลงในเย็นวันที่ 22 มี.ค. ว่าไม่จริง ทว่าหลายคนก็ยังเชื่อว่าจริง)  

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่น่าตลกก็คือ ปกติ “เหตุ” ต้องมาก่อน “ผล” แต่ในตลาดหุ้น ไม่ว่าจะครั้งนี้หรือครั้งไหนๆ “ผล” มักเกิดขึ้นก่อน แล้ว “เหตุ” ค่อยตามมา

ผมเปิดโทรทัศน์เห็นนักวิเคราะห์หลายคนนั่งพูดอยู่หน้าจอ ต่างคนต่างพยายามหา “เหตุ” มาอธิบาย “ผล” ที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งก็คือตัวเลขสีแดงเถือกที่วิ่งอยู่ตรงหน้า แต่ไม่มีใครกล้าฟันธงว่ามันมาจากอะไรแน่

ทั้งที่ไม่กี่วันก่อนหน้า บางคนยังบอกว่า 1,800 จุด แค่เอื้อมอยู่เลย

เพื่อที่จะอธิบายในเรื่องนี้ ผมขอยกคำพูดของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ต้นแบบวีไอไทย ที่ได้เตือนถึงความร้อนแรงของตลาดหุ้นไทยมาหลายหนแล้ว ดร.นิเวศน์ กล่าวไว้ในรายการวิทยุทาง FM 96.5 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ว่า …

“มันเป็นกฎเรียกว่า Regression to the Mean.. หมายความว่า มันมักจะกลับมาสู่ราคากลางๆ เมื่อราคามันขึ้นไปสูง สักพักหนึ่งก็กลับมาสู่ราคาที่เป็นค่าเฉลี่ย เป็นอย่างนี้ พอมันตกลงมาต่ำสุดๆ ต่ำกว่าปกติมากๆ สักระยะหนึ่ง เดี๋ยวมันก็ขึ้นมา โดยไม่ต้องไปดู เศรษฐกิจเป็นยังไง การคลังเป็นยังไง ปวดหัว คิดไปคิดมามันปวดหัว มีปัจจัยร้อยแปด Regression to the Mean มันไม่ต้องพูดเหตุผล … ถ้าคุณไปถึงจุดหนึ่ง ดีมากๆ ถึงจุดหนึ่ง เดี๋ยวมันมีเหตุผลมาเอง…ว่าทำไมมันจะตก”

นั่นคือคำกล่าวของอาจารย์นิเวศน์ส่งท้ายปีที่แล้ว

“Regression to the Mean” (บ้างก็เรียกว่า Regression towards the Mean หรือ Reversion to the Mean) ความหมายก็คือ มัน “ตก” เพราะมัน “ขึ้น” มามากแล้ว ไม่ต้องคิดหาเหตุผลให้ปวดกบาล

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาจารย์นิเวศน์ไม่ได้บอกว่าตลาดจะไปต่อไม่ได้แล้วนะครับ และคงไม่มีใครกล้าฟันธงเช่นกัน มันอาจวิ่งต่อถึง 1700-1800 จุด หรือมากกว่านั้น หรืออาจจะพักฐานไปอีกนานก็ได้ ไม่มีใครรู้ ผมเองก็ไม่ทราบ

แม้ว่าถ้ามองสั้นๆ แค่ไม่กี่วัน ตลาดขณะนี้อาจดูเหมือน ‘ไม่ปกติ’ แต่หากมองในภาพกว้าง นี่แหล่ะคือ ‘ปกติ’ ของตลาด

สิ่งที่จริงแท้แน่นอนที่สุดก็คือ “สูงสุดคืนสู่สามัญ” ขึ้นมามากแล้ว ยังไงก็ต้องลง จะเป็นเมื่อไรเท่านั้น

“VI พันธุ์แท้” ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนแก่กล้า คงไม่รู้สึกกังวลอะไร ส่วนใหญ่น่าจะชอบใจเสียด้วยซ้ำ ยิ่งลงยิ่งดี เพราะถือเงินรอมานานแล้ว หลายคนบ่นว่าอยากจะ Take Action เต็มแก่

แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาด หรือแม้แต่มือเก่าที่เป็น “เม่า” ขอให้ถือเอาปรากฏการณ์นี้เป็นบทเรียน และก้าวย่างอย่างระมัดระวังมากขึ้น

หากไม่มั่นใจ ขอให้เตือนตัวเองว่าต้องกระทำการบนพื้นฐานของ “เหตุผล” แล้วท่านจะปลอดภัย ไม่ว่าในเวลาสงบหรือช่วงโกลาหลครับ

‘วีไอ’ กับ ‘กำไร’ ที่ได้ตั้งแต่ซื้อ

beach-2952391_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เป็นที่ทราบกันดีว่า หลักของนักลงทุนเน้นมูลค่า หรือ VI คือ ซื้อกิจการที่ดี มีคุณภาพ ราคาไม่แพง โดยเมื่อเข้าซื้อแล้ว มักไม่มีกำหนดว่าจะขายหุ้นทิ้งเมื่อไร

ด้วยเหตุนี้ VI หลายท่านคงเคยเจอคำถามจากคนทั่วไปคล้ายๆ กันว่า ถ้าไม่ขายหุ้นแล้วจะได้อะไร”  หรือไม่ก็ถ้าไม่ขาย แล้วจะกำไรได้อย่างไร”

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า “กำไร” ควรอยู่ในรูปของ “เงินสด” เท่านั้น ถ้ายังไม่ได้เงินสดมาไว้ในมือ คือยังไม่ได้กำไร

ความเชื่อที่ว่า จะ realize กำไรได้ก็ต่อเมื่อได้เงินสด เป็นการ  “สร้างข้อจำกัด” ให้กับตัวเองอย่างมาก

ความฝังใจว่า ไม่ขาย = ไม่ได้เงินสด =ไม่ได้กำไร” เป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้ในตลาด เต็มไปด้วย “นักเก็งกำไร” ที่พร้อมจะขายหุ้นเพื่อให้ได้เงินมาเก็บไว้ แล้วเอาไปซื้อหุ้นตัวต่อไป และต่อๆ ไป ไม่มีจบสิ้น

ต่างจาก VI ที่ ได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อ”

คำกล่าวว่า “ได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อ” หลายท่านคงเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ แต่แท้ที่จริงแล้ว มันหมายความว่าอย่างไรแน่? หรือเป็นเพียงคำพูดเท่ๆ แต่กินไม่ได้?

อธิบายอย่างนี้ครับ .. คนเป็น VI จะ “เก่ง” หรือ “ไม่เก่ง” นั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการ “หามูลค่า” เชิงปริมาณ

หากเรามั่นใจว่า กิจการที่เล็งจะซื้อ ขายอยู่ ณ ราคาต่ำกว่ามูลค่าพอสมควร หรือมี Margin of Safety ค่อนข้างมาก เราก็สมควรที่จะเข้าไปซื้อ

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราประเมินแล้วว่า หุ้นของบริษัท A มีมูลค่าแท้จริงอยู่ที่ 8-10 บาท แต่ราคาขณะนั้นอยู่ที่ 6 บาท

เช่นนี้ การเข้าซื้อหุ้นของบริษัท A จึงแปลว่า เรากำลังเอา สินทรัพย์ มูลค่า 6 บาท” ในรูปของ “เงินสด” ไปแลกกับ สินทรัพย์มูลค่าอย่างน้อย 8 บาท” ในรูปของ “หุ้นบริษัท A” ถูกต้องไหมครับ?

การนำสินทรัพย์มูลค่า 6 บาท ไปเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์มูลค่าอย่างน้อย 8 บาท ทำให้ “ความมั่งคั่ง” หรือ wealth ของเรา เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 บาททันที”!! 

ซื้อหมื่นหุ้น ก็รวยขึ้นอย่างน้อย 2 หมื่นบาท ซื้อแสนหุ้น ก็รวยขึ้นอย่างน้อย 2 แสนบาท ซื้อล้านหุ้น ก็รวยขึ้นอย่างน้อย 2 ล้านบาท ตั้งแต่ตอนซื้อ!!

นี่แหล่ะครับ คือ “กำไร” … เป็นกำไรจาก “มูลค่า” ที่ไม่ใช่เงินสด”

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เอง ก็ลงทุนด้วยหลักคิดเช่นนี้ อาทิ ตอนที่เขาเข้าซื้อ “วอชิงตัน โพสต์” บริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ในปี 1973

ปู่บัฟฟ์บอกว่า “คุณตลาด” เอา WPC มาขายให้ ด้วยราคาทั้งกิจการเพียง 80 ล้านเหรียญ ทั้งๆ ที่มูลค่าโดยเนื้อแท้ที่ปู่คำนวณได้นั้นสูงถึง 400 ล้านเหรียญ เรียกได้ว่า แค่ “ซื้อ” ก็ได้กำไรอื้อซ่าแล้ว (แต่แกไม่ได้ซื้อทั้งบริษัทนะครับ ซื้อเท่าที่จะหาหุ้นได้)

ที่ทำได้เช่นนี้ เพราะบัฟเฟตต์เป็นคนที่หามูลค่าและอ่านกิจการได้เก่งที่สุดในโลก

อาจกล่าวได้ว่า การ “หามูลค่าหุ้น” เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินความสามารถของ VI  ใครหาเก่ง ก็มีโอกาสได้กำไรเหนาะๆ ตั้งแต่ตอนซื้อ ใครหาไม่เก่ง วัดค่าไม่เป็น ก็ต้องไปอ่านที่คนอื่นเขาเขียนวิเคราะห์ไว้ เหมือนยืมจมูกคนอื่นหายใจ ผิดหรือถูกก็ไม่รู้

(วิธีหามูลค่าหุ้นนั้นมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิธีง่ายๆ หรือวิธีขั้นสูงที่บัฟเฟตต์ใช้อย่าง DCF ซึ่งเราอธิบายไว้แล้วอย่างละเอียดในหนังสือ “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้” สนใจลองหาซื้ออ่านกันดูนะครับ)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านที่ยังหามูลค่าไม่เป็นก็ไม่ต้องเสียกำลังใจนะครับ กระซิบนิดหนึ่งว่า ในทางปฏิบัติแล้ว นักลงทุนเก่งๆ เขาไม่ได้ลงทุนตามตัวเลขอย่างเดียวหรอก แต่เขามองกิจการในเชิงคุณภาพประกอบด้วย ซึ่งน่าจะมีน้ำหนักมากกว่าเชิงปริมาณเสียอีก

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างคำว่า “นักเก็งกำไร” กับ “นักลงทุนตัวจริง”

นักเก็งกำไร” มักมุ่งที่จะสร้าง “เงินสด” ส่วนนักลงทุนตัวจริง” กลับมุ่งที่จะสร้างสินทรัพย์” เพื่อให้สินทรัพย์นั้น สร้าง “เงินสด” ให้กับเขา

แม้ว่าเงินสดจะมี “ความวิเศษ” คือการที่มันเป็น “สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน” สามารถเอาไปแลกเป็นอะไรก็ได้ เรียกได้ว่าตัวมันมี “สภาพคล่อง” สูงมาก

แต่นั่นทำให้ “นักเก็งกำไร” หลงมองเงินสดเป็น “เป้าหมาย” (End) มองว่ามันคือทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าไม่ได้เงินสด ก็ไม่ได้กำไร

ในขณะที่ “นักลงทุนตัวจริง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “VI พันธุ์แท้” จะมองเงินสดเป็นเพียง “เครื่องมือ” (Mean) เพื่อเอาไปซื้อหุ้นดีๆ อันจะช่วยสร้างความมั่งคั่งที่ “ยิ่งใหญ่” และ “มั่นคง” กว่า

และเมื่อนั้น เราก็จะมี “เงินสด” ในรูปของ “เงินปันผล” ไว้ใช้ ไม่มีจบสิ้น

การมองข้าม “ผลประโยชน์เล็ก” เพื่อบรรลุ “เป้าหมายใหญ่” นี่เอง คือตัวตัดสินความสำเร็จในการลงทุนครับ

———————-