ว่าด้วยเรื่อง “การเพิ่มทุน”

เพิ่มทุนเพื่อ

โดย ชนิดา พัธโนทัย (CPA)

ช่วงนี้มีการ “เพิ่มทุน” ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เกิดขึ้นบ่อยมาก ดีลใหญ่ๆ ก็อย่างเช่น ทรู กับ China Mobile และล่าสุด BGH ก็เพิ่งประกาศเพิ่มทุนไปเมื่อ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา

สำหรับคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องของการเพิ่มทุน ขออธิบายคร่าวๆ ดังนี้ค่ะ

จุดประสงค์ของการเพิ่มทุน แบ่งออกได้เป็น 3 ข้อ คือ

1) เพื่อการขยายธุรกิจ
2) เพื่อใช้คืนหนี้ เงินกู้ต่างๆ
3) เพื่อล้างขาดทุนสะสม (ให้สามารถจ่ายปันผลได้ในอนาคต)

ทั้งนี้ การเพิ่มทุนแต่ละครั้ง ย่อมมีทั้ง ข้อดี และ ข้อไม่ดี อยู่ที่ว่าบริษัทใช้เงินที่ได้จากการเพิ่มทุนอย่างไร มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน

การเพิ่มทุนที่ดี คือการเพิ่มทุนที่ทำให้มูลค่าของกิจการเพิ่มสูงขึ้น

อาทิ ใช้เงินที่ได้จากการเพิ่มทุนเพื่อขยายกิจการ เช่น เพิ่มกำลังการผลิตครั้งใหญ่ ขยายสาขา หรือเอาเงินไปซื้อกิจการ (Acquisition) หรือควบรวมกิจการ (Merger) กับบริษัทอื่น เพื่อต่อยอดธุรกิจของบริษัท กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้บริษัทมีรายได้และกำไรเข้ามามากขึ้น

แต่แน่นอนว่า … การเพิ่มทุนจะทำให้ “จำนวนหุ้น” เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ “สัดส่วนการถือหุ้น” ของผู้ถือหุ้นลดลง หรือที่เรียกว่า “Dilution Effect” 

กุญแจสำคัญก็คือ เราต้องมองให้ออกว่า การเพิ่มทุนดังกล่าว จะทำให้บริษัทได้กำไรกลับมามากกว่าเดิมหรือไม่ และกำไรนั้นเป็นกำไรที่ยั่งยืนในระยะยาวหรือไม่ ซึ่งจะทราบได้โดยดูจากตัวเลขสองตัว นั่นคือ EPS และ ROE

EPS (กำไรต่อหุ้น)

หาก EPS หรือ“กำไรต่อหุ้น” ยังคงเดิม หรือ “เพิ่มขึ้น” แปลว่าการเพิ่มทุนดังกล่าว ทำให้บริษัทสามารถ

1) เพิ่มรายได้ (จากฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น สาขาที่มากขึ้น ฯลฯ) หรือ                                                2) ลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย

ข้อ 2 นี่สำคัญค่ะ ถ้าเป็นการ “ซื้อ” หรือ “ควบรวมกิจการ” กับ “บริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่องกัน” ย่อมจะทำให้เกิด Synergy ทางธุรกิจ และก่อให้เกิด “ความประหยัดจากขนาด” หรือ Economies of scale จนสามารถลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก EPS ย่อมจะลดลงก่อน เนื่องจากมี “ตัวหาร” มากขึ้น คือมีจำนวนหุ้นเยอะขึ้น แต่ในระยะยาว หากธุรกิจมีประสิทธิภาพสูงขึ้นจริง ผลดีก็ย่อมสะท้อนเข้ามาเอง 

ROE(อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น)

หากบริษัทสามารถ maintain ROE  ให้อยู่ในระดับเดิมหรือเพิ่มขึ้น แปลว่าการเพิ่มทุนครั้งนั้น “เป็นบวก” แต่ก็แน่นอนว่าในช่วงต้น ROE ของบริษัทจะลดลง เพราะ “ตัวฐาน” หรือ “ตัว E” ใหญ่ขึ้น จาก “ทุน” ที่เพิ่มเข้ามา 

ทว่าหากธุรกิจทำกำไรได้มากขึ้น “กำไรสุทธิ” หรือ “ตัว R” ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย และจะทำให้ ROE กลับสู่ระดับเดิม หรืออาจจะสูงขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

ช่วงเวลากว่าที่ ROE จะกลับคืนสู่จุดเดิม มองในอีกแง่ก็คือ “payback period” หรือ “ระยะเวลาคืนทุน” (ในรูปอัตราส่วน) จากการเพิ่มทุนในครั้งนั้นนั่นเอง  

ที่กล่าวมา คือ ตัวเลขทางการเงินสองตัว ที่เป็น “ตัวบ่งชี้” ผลของการเพิ่มทุน ได้ดีที่สุด

อีกกรณีหนึ่งคือการ “เพิ่มทุนเพื่อใช้หนี้” กรณีนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการที่บริษัทมีพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Partner) หรือ พันธมิตรทางการเงิน (Financial Partner) เข้ามา

โดยขั้นแรกก็จะนำเงินมา “ลดหนี้” ก่อน เพื่อให้ต้นทุนทางทางการเงินต่ำลง (จะได้จ่ายดอกเบี้ยน้อยลง) แล้วค่อยขยายธุรกิจในขั้นต่อๆ ไป วิธีนี้จะทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลง และช่วยเพิ่มความสามารถทางการเงินของบริษัท

ทั้งหมดนี้ เป็นลักษณะของการเพิ่มทุนที่ดี คราวหน้าจะมายกตัวอย่างว่าบริษัทไหนบ้างที่เพิ่มทุนแล้ว “ดี” รวมทั้งจะมาอธิบายขยายความว่าลักษณะของการเพิ่มทุนที่ “ไม่ดี” เป็นอย่างไร ดูได้จากอะไร

โปรดติดตามค่ะ

สัมมนา หลักสูตร: VI 101 พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า – เต็มแล้ว

 

 

 

vi101

สัมมนา ลงทุนอย่างวีไอพันธุ์แท้ โดย Club VI

หลักสูตร: VI 101 พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า

*** ขออภัย รุ่นนี้เต็มแล้วครับ ***  

วัน-เวลา-สถานที่

วันเสาร์ที่ 19 ก.ค. 2557 เวลา 9.30-16.30 น. (ลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 9.00 น.) ณ ห้อง Auditorium ชั้น 1 อาคาร SCG Experience อยู่ภายใน Crystal Design Center (CDC) ถนนประดิษฐ์มนูธรรม (เลียบทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา)

เหมาะสำหรับ        

ผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ (ลงทุนเน้นมูลค่า) แต่ยังไม่มีพื้นความรู้ หรือพื้นความรู้ยังไม่มาก ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ต้องทำอะไรบ้าง ต้องรู้อะไรบ้าง ต้องอ่านอะไรบ้าง ไม่ชอบความเสี่ยง กลัวขาดทุน ต้องการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับ

  • สามารถเริ่มต้นลงทุนแนววีไอ “อย่างถูกต้อง” ได้ทันที โดยมีความรู้พื้นฐานทุกเรื่องที่จำเป็นสำหรับการลงทุนในขั้นต้น
  • สามารถนำความรู้ไปต่อยอดในระดับสูงขึ้นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านงบการเงิน การประเมินมูลค่าหุ้น การวิเคราะห์หุ้นเชิงลึก ฯลฯ

เนื้อหาหลัก

  • สร้าง Mindset ที่ถูกต้องสำหรับการลงทุนแบบวีไอ
  • ทางเลือกต่างๆ ในการลงทุนภายใต้กรอบของวีไอ
  • “Step-by-Step Guideline” แนะ “วิธีปฏิบัติ” สำหรับการลงทุนแบบวีไออย่างละเอียด ต้องทำอะไรบ้าง ทีละขั้นตอน เพื่อให้ผู้เรียนเป็นวีไอที่สมบูรณ์
  • อัตราส่วนทางการเงินขั้นต้นที่วีไอมือใหม่จำเป็นต้องทราบ
  • วิธีวิเคราะห์หุ้นแบบ Club VI ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
  • ข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการวิเคราะห์หุ้น แหล่งข้อมูล และวิธีหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิผล
  • บทเรียนจากนักลงทุนระดับโลกต่างๆ ที่สามารถปรับใช้กับการลงทุนได้

วิทยากร

  • ชัชวนันท์ สันธิเดช ผู้ก่อตั้ง Club VI, เป็นนักลงทุนแบบเน้นมูลค่า ประสบการณ์กว่า 10 ปี, เป็นนักเขียน-นักแปล ผู้แปลหนังสือ Tap Dancing to Work ที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นผู้ร่วมเขียน, เขียนหนังสือ “ลงทุนหุ้นอย่างไร กำไร…ตั้งแต่ซื้อ” “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้” และ “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้ #2: วัดพลังหุ้น” และแปลหนังสือลงทุนชื่อดังอีกกว่า 10 เล่ม

จำนวนผู้เข้าอบรม ไม่เกิน 60 ท่าน

ค่าสัมมนา 1,900 บาท

ราคานี้รวม

  • หนังสือ “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้” และ “ลงทุนอย่าง VI พันธุ์แท้ #2: วัดพลังหุ้น” รวมมูลค่า 390 บาท
  • เอกสารประกอบการสัมมนา 1 ชุด
  • อาหารว่าง เช้า-บ่าย

ราคานี้ไม่รวม

  • อาหารกลางวัน

วิธีสมัคร

  1. โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ต่อไปนี้ (หากเป็นไปได้ กรุณาโอนแบบมีเศษสตางค์ เช่น 1900.09 บาท เพื่อความรวดเร็วในการตรวจสอบ)

1)       ธนาคารกรุงเทพ (BBL)

บัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่: 066-705774-9

ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

2)       ธนาคารกสิกรไทย (KBANK)

บัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 996-2-06200-5

ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

3)       ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)

บัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 404-486287-4

ชื่อบัญชี: บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

  1. อีเมล์แจ้งการโอนเงิน ระบุจำนวนเงินที่โอน ชื่อ-นามสกุล พร้อมถ่ายรูปหรือสแกนสลิป (หรือ Cap หน้าจอกรณีโอนทางอินเตอร์เน็ต) ส่งมาที่ ClubVIdotcom@gmail.com
  2. รอรับอีเมล์ยืนยันการสมัครจากทีมงาน

หมายเหตุ

–          การสมัครของท่านจะเสร็จสมบูรณ์ เมื่อท่านได้รับอีเมล์ยืนยันจากทีมงาน

–          เมื่อท่านชำระเงินแล้ว ทาง Club VI ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนเงิน (ยกเว้นกรณีที่เต็ม ทีมงานจะติดต่อกลับท่านทางอีเมล์เพื่อขอเลขบัญชีและโอนเงินคืนให้) แต่หากเข้าอบรมไม่ได้จริงๆ ท่านสามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นเข้าอบรมแทนได้ โดยกรุณาแจ้งให้ทีมงานทราบล่วงหน้าทางอีเมล์ เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เข้าอบรม

–          หากมีข้อสงสัยหรือข้อขัดข้องประการใด สอบถามได้ที่ ClubVIdotcom@gmail.com หรือ Facebook.com/ClubVI

วิเคราะห์งบ Q1 CPALL

7-112

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

เพิ่งแกะงบ CPALL เสร็จครับ ตั้งแต่เข้าซื้อหุ้น MAKRO นี่ งบอ่านยากขึ้นเยอะ ดังนั้น ผมขอไปช้าๆ ทีละบรรทัด เผื่อท่านที่พื้นยังไม่แน่นจะได้ไม่งงนะครับ

รายได้รวมของ CPALL ในไตรมาสหนึ่งปี 57 คิดเป็นตัวเลขเกือบ “เก้าหมื่นล้านบาท” เพิ่มขึ้น 68.8% จากไตรมาสหนึ่งปีที่แล้ว ส่วนสำคัญเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการ MAKRO

แต่ถ้าตัดรายได้ “3.5 หมื่นล้านบาท” ของ MAKRO ใน Q1 ปีนี้ออกไป CPALL จะเหลือรายได้ “5.3 หมื่นล้าน” จากธุรกิจร้าน 7-11 ที่มีมาแต่เดิม และถ้าเทียบรายได้จากร้าน 7-11 ใน Q1 ปีที่แล้วกับ Q1 ปีนี้ จะพบว่าเพิ่มขึ้น 3.15% สูงขึ้นเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ไตรมาสหนึ่งปีที่แล้ว บริษัทมีร้าน 7-11 เพียง 7,041 สาขา แต่ไตรมาสหนึ่งปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 7,651 สาขา จะเห็นได้ว่า จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นกว่า 8% แต่รายได้เพิ่มขึ้นแค่ 3.15%

นั่นแปลว่าโดยภาพรวมแล้ว รายได้ของ 7-11 ต่อสาขา “ลดลงเล็กน้อย” ซึ่งสาเหตุคงหนีไม่พ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

cpall-mama

เมื่อไปดู “อัตรากำไรขั้นต้น” หรือ Gross Profit Margin (รายได้จากการขายและบริการ หักต้นทุน แต่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย) ปรากฏว่า GPM ของ CPALL จากธุรกิจร้าน 7-11 ดีขึ้นเล็กน้อย หากไม่รวมบัตรโทรศัพท์ จะเพิ่มจาก 25.4% เป็น 25.7% แต่ถ้ารวมบัตรโทรศัพท์ด้วย จะเพิ่มจาก 25.5% เป็น 27.4%

ทว่าเมื่อรวมเอากิจการ MAKRO เข้ามาด้วยจะพบว่า Gross Profit Margin ของ CPALL ลดลงจาก 25.9% เหลือ 20.9% หรือลดลงถึง 5% เนื่องจาก MAKRO เป็น “ธุรกิจค้าส่ง” ที่โดยธรรมชาติแล้วอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่า “ธุรกิจค้าปลีก” พอรวมกิจการเข้าด้วยกัน จึงมาฉุด margin ของ CPALL ให้ต่ำลง

อันนี้ดูเหมือนจะ “ไม่ดี” แต่ผมมองเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเมื่อไปซื้อกิจการขนาดใหญ่เข้ามา ทำให้โครงสร้างเปลี่ยน ตัวเลขต่างๆ จึงต้องเปลี่ยนไปด้วย ยังชี้ชัดไม่ได้ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง

ขยับบรรทัดลงมาเรื่อยๆ เรามาดู “ค่าใช้จ่ายในขายและบริหาร” (SG&A) กันบ้าง ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนอย่างไร

ผลที่ออกมาก็คือ ถ้าไม่รวม MAKRO “ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวม” ของ CPALL เพิ่มขึ้นจาก 22.3% เป็น 26.3% หรือเพิ่มขึ้น 4% พอดี

ตรงจุดนี้ บริษัทอธิบายว่าสาเหตุสำคัญมาจากค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเข้าซื้อ MAKRO ซึ่งเพิ่งเริ่มบันทึกเข้ามา ทำให้ดูเหมือนไตรมาสนี้ SG&A เพิ่มขึ้นเยอะ

(ค่าใช้จ่ายพวกนี้ผมยังไม่ได้ไปดูว่าจะต้องบันทึกไปอีกกี่ไตรมาส ซึ่งถ้าบันทึกครบจำนวนแล้ว ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ของ SG&A ต่อรายได้รวมก็คงจะลดลง)

cpall-coffee

ในทางตรงข้าม หากรวมกิจการ MAKRO เข้ามาด้วย ปรากฏว่าสัดส่วนของ ค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อรายได้รวมลดลงจาก “21.9%” เป็น “18.4%” เนื่องจากธรรมชาติของธุรกิจค้าส่งมีค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่ำกว่าค้าปลีกเยอะ 

… อันนี้ถือว่า “ดี”

ท่านเห็นไหมครับว่า แม้ธุรกิจค้าส่งจะต้นทุนสูงกว่าค้าปลีก แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารก็ต่ำกว่า ทุกอย่างมีดีมีเสีย ใครที่พื้นยังไม่แน่น ยังไม่แม่นงบ ต้องเรียนรู้ตรงนี้เอาไว้นะครับ

เลื่อนบรรทัดลงมาอีก…

เราดูรายได้กันไปแล้ว ดูต้นทุนกันไปแล้ว ดูค่าใช้จ่ายกันไปแล้ว ทีนี้ก็ถึงคิวของ EBIT หรือ “กำไรจากการดำเนินงาน” (กำไรที่หักทั้งต้นทุนและค่าใช้จ่ายแล้ว) กันบ้าง

ปรากฏว่ากำไรจากการดำเนินงานของ CPALL คิดรวมกิจการ MAKRO ด้วย “เพิ่มขึ้น 20%” แต่ EBIT Margin ลดลงจาก 7.4% เป็น 5.3% หรือลดลงประมาณ 2%

นี่เป็นผลจากบรรทัดข้างบนที่ Gross Margin ลดลงเยอะ จากต้นทุนของธุรกิจค้าส่งที่รวมเข้ามา ทำให้กำไรในบรรทัดนี้ลดลงตามไปด้วย แม้ SG&A จะลดลงแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่า CPALL ยังมีภาระหนักอก คือดอกเบี้ยจ่ายจากเงินกู้เข้าซื้อ MAKRO โดยในไตรมาสหนึ่งที่ผ่านมา บริษัทจ่ายดอกเบี้ยไปแล้ว 1,346 ล้านบาท นั่นทำให้กำไรสุทธิรวมของ CPALL ใน Q1 “ลดลง 15.1%” และปีนี้ทั้งปีต้องจ่ายร่วม 8,000 ล้านบาท ยังไม่นับปีต่อๆ ไป … ยังอีกยาวววว

cpall-meeting

วันนี้อาจกล่าวได้ว่า เรายังไม่เห็น Synergy ของ CPALL กับ MAKRO เท่าไรนัก ตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเพียงผลจากโมเดลของธุรกิจที่เปลี่ยน (มีธุรกิจใหม่เข้ามาซ้อนธุรกิจเก่า) คงต้องรอผลไตรมาสสอง แล้วเอามาเทียบกับไตรมาสหนึ่ง น่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น

(ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ผู้บริหารบอกว่าผลจากการ Synergy จะได้เห็นกันเร็วๆ นี้ ก็คงต้องรอดูกันต่อไป)

อีกเรื่องหนึ่งคือ บริษัทกำลังพยายามเพิ่มสินค้า House Brand ซึ่ง margin สูงกว่า โดยเฉพาะพวกของกิน อย่าง กาแฟเย็น และล่าสุด เห็นมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในกล่องโฟมยี่ห้อ 7-11 ออกวางจำหน่ายแล้ว ก็น่าจะช่วยเพิ่มกำไรได้ในระดับหนึ่ง

ส่วนผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวและพิษการเมืองก็คงเป็นไปตามสภาพ กำลังซื้อหด ยอดขายก็ลด การเติบโตสะดุด อันนี้โดนกันถ้วนหน้าทุกบริษัท

แต่ภาระหนักของ CPALL คือ “ดอกเบี้ยจ่าย” ซึ่งจะตามหลอกหลอนไปอีกหลายปี คงต้องรอให้ผ่าน 2 ปีแรกไปได้ จึงจะเห็นหน้าเห็นหลังมากขึ้นครับ