“หนังสือแปล” มีดีไม่แพ้ต้นฉบับ?

lostintranslation

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

หลายท่านที่เป็นนักอ่านน่าจะเคยประสบปัญหาหรือเกิดอาการไม่สบอารมณ์จากการอ่าน “หนังสือแปล” และบางท่านที่สุดขั้วหน่อยก็อาจจะถึงกับตั้งธงไว้เลยว่าจะไม่อ่านหนังสือที่แปลเป็นภาษาไทยเด็ดขาด

เหตุผลที่พวกเขาให้ไว้ก็คือ หนังสือแปลมักจะสู้หนังสือภาษาอังกฤษต้นฉบับไม่ได้ ซื้อมาแล้วก็มักจะผิดหวัง สู้กัดฟันอ่านต้นฉบับไปเลยดีกว่า อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนแปลหนังสือ ผมกลับมองว่าหนังสือแปลสามารถที่จะ “ดี” ได้ไม่แพ้ต้นฉบับ และในหลายๆ กรณี หนังสือแปลก็อาจจะทำได้ดีกว่าต้นฉบับเสียด้วยซ้ำ

และต่อไปนี้ก็คือ มุมมองของผม …

เมื่อไรที่หนังสือแปลจะแย่?

ในการแปลหนังสือ สิ่งที่ผู้แปลพึงกระทำ (อย่างยิ่ง) คือ การรักษาเนื้อความดั้งเดิมให้ได้มากที่สุด หรือพูดแบบง่ายๆ ก็คือ อย่าแปลผิด อย่าแปลขาด และอย่าแปลเกิน

การแปลผิดความหมาย ถือได้ว่าเป็น “ความผิดขั้นร้ายแรง” ของนักแปล แม้บางครั้งนักแปลอาจแปลผิดได้โดยสุจริต คือ พยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไม่ดีพอ อาจจะด้วยพื้นความรู้ที่ไม่ตรงกับแนวเนื้อหา เช่น แปลหนังสือด้านการลงทุน แต่ตัวเองกลับไม่เคยลงทุน หรือศึกษาด้านการลงทุนมาเลย อย่างนี้ก็เจ๊งแน่ หรืออีกแบบก็คือ ผู้แปลมีทักษะด้านภาษาไม่เพียงพอ อย่างนี้ก็ไม่ไหวอีกเหมือนกัน

นักอ่านจึงต้องดูด้วยว่า ผู้แปลมีพื้นความรู้มาทางด้านไหน หนังสือหลายเล่มมีประวัติโดยย่อของผู้แปลอยู่ท้ายเล่ม ผมแนะนำให้อ่านดูคร่าวๆ จะได้รู้ว่าหมอนี่เป็นใคร และมีผลงานอะไรมาบ้าง

ถัดมาเป็นเรื่องของ การแปลขาดหาย ซึ่งเป็นการแปลที่ทำให้เนื้อความดั้งเดิมตกหายไป ผู้อ่านจะยังได้รับความรู้หรือสาระสำคัญจากหนังสืออยู่ แต่ได้ไม่ครบ 100% ความเห็นของผมคือว่า ถ้าเป็นการ “แปลและเรียบเรียง” และการพยายามรักษาเนื้อความส่วนนั้นอาจทำให้การอ่านสะดุดโดยไม่จำเป็น (อย่าลืมว่าผู้เขียนต้นฉบับก็อาจเขียนแบบกะพร่องกะแพร่ง หรือพูดจาไม่รู้เรื่องได้เหมือนกัน) อย่างนี้ก็อาจอนุโลมได้ เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านเอง

ประเด็นสุดท้าย ได้แก่ การแปลเกิน เรียกว่าคนเขียนเขียนมา 100 คนแปลจัดให้ 110 กลายเป็นว่าสอดแทรกเนื้อหาหรือความคิดเห็นของตัวเองเข้าไปอีก อย่างนี้ถือว่าไม่ดี เพราะคนอ่านจะแยกไม่ได้ว่าอันไหนเป็นเนื้อความจากผู้เขียน หรืออันไหนเป็นการขยายความของผู้แปล ที่ซ้ำร้ายคือ จะมีคนหยิบยกถ้อยคำพวกนั้นไปอ้างอิง แล้วบอกว่ามาจากผู้เขียน ทั้งๆ ที่เจ้าตัวไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย

ทางออกก็คือ หากเนื้อความส่วนไหนยากและควรมีการอธิบายเพิ่ม ก็ควรแทรกเป็นฟุ้ตโน้ต (footnote) หรือใส่ไว้ในวงเล็บ และกำกับได้ด้วยว่าเป็นคำอธิบายจากผู้แปล อย่างนี้เป็นต้น ตรงนี้ก็จะเป็น “มูลค่าเพิ่ม” หรือ “value added” ที่ผู้แปลสามารถจะทำให้หนังสือทรงคุณค่ายิ่งขึ้น โดยไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด

ลึกลงไปในรายละเอียด

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็น “แก่น” ที่ผู้แปลควรยึดถือ แต่ในส่วนของรายละเอียด หรือ “กระพี้” และ “เปลือก” เรายังต้องว่ากันต่อไป

สมมติเราซื้อหนังสือเล่มหนึ่งที่ปรมาจารย์ด้านการลงทุนของโลกเป็นคนเขียน แน่นอนว่าเราคงอยากรู้เนื้อความอย่างถูกต้องครบถ้วน ไม่ขาด ไม่เกิน แต่ถึงแม้จะหาคนที่แปลได้ตามนั้นแล้ว สิ่งที่ผู้อ่านต้องการไม่แพ้กันก็คือ “อรรถรส” ในการอ่าน

ผู้แปลสามารถส่งผ่าน “อารมณ์” และ “ความนัย” ที่ผู้เขียนให้ไว้ได้มากน้อยแค่ไหน? สำนวนเขียนของผู้แปลมีความสละสลวยและชวนให้อ่านได้อย่างไหลลื่นหรือไม่? ผู้แปลสามารถถ่ายทอด “บุคลิก” ที่มีอยู่ในงานเขียนได้ดีเพียงใด? นี่คือรายละเอียดที่เราต้องให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน

บางครั้งเราเจอผู้เขียนที่เขียนไว้ดีมาก แต่ได้คนแปลที่ไม่ค่อยเอาไหน หนังสือดีก็เลยกลายเป็นหนังสือดาดๆ ไปอย่างน่าเสียดาย ในทางกลับกัน คนแปลที่มีฝีมือ แต่ต้องไปประกบแปลหนังสือน่าเบื่อๆ ก็อาจกลายเป็นการฝังตัวเองไปได้เหมือนกัน เพราะคนอ่านเขาไม่รู้หรอกว่าต้นฉบับมันน่าเบื่อ

ด้วยเหตุนี้ผมจึงตกลงกับเพื่อนว่า หากจะแปลหนังสือ ก็ต้องเป็นหนังสือที่ทรงคุณค่าและน่าอ่านเท่านั้น ไม่อย่างนั้นเสียเวลาเปล่า ได้ตังค์เท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม

นักแปลไส้แห้ง?

“อาชีพนักแปล” ไม่ใช่อาชีพที่ทำรายได้งดงามอะไรมากนัก โดยเฉพาะถ้าหนังสือไม่ได้ติดอันดับขายดี (bestseller) หรือแม้บางครั้งต่อให้หนังสือติดอันดับขายดี แต่นักแปลได้รับค่าตอบแทนแบบคงที่ จ่ายกันครั้งเดียวจบ อย่างนี้นักแปลก็ “ไส้แห้ง” ได้เหมือนกัน

เพื่อนผมคนหนึ่งที่อยู่ในแวดวงแปลหนังสือบอกว่า การแปลหนังสือของเขาถือว่าเป็นรายได้พิเศษ และที่ว่าพิเศษนั้นก็เพราะว่า ปกติเขาเองก็อ่านหนังสืออยู่แล้ว การแปลหนังสือจึงเหมือนกับมีคนมาจ้างให้เขาทำในสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องเพิ่มความพิถีพิถัน หรือใช้ความตั้งอกตั้งใจมากขึ้นเท่านั้น

นึกดูก็เหมือนการที่มีใครสักคนมาจ้างเราให้อาบน้ำ ทั้งที่จริงไม่ว่าอย่างไรเราก็คงจะอาบน้ำกันทุกวันอยู่แล้ว (ยกเว้นฝรั่งที่อยู่เมืองหนาว อันนั้นไม่แน่) สิ่งที่เราต้องทำเพิ่มก็มีแค่ตั้งใจอาบให้สะอาดขึ้นกว่าปกติ

โดยทั่วไปแล้ว นักแปลหนังสือไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะ “ได้เงิน” หรือ “ได้กล่อง” กันง่ายๆ เหตุผลก็คือ งานแปลจำนวนมากจ่ายค่าตอบแทนแบบคงที่ แล้วก็ไม่ได้เป็นอัตราที่มากมายอะไร ขณะที่ชื่อเสียงหรือความนับหน้าถือตา ส่วนมากก็ตกเป็นของผู้เขียนเสียมากกว่า เพราะถือว่าเป็นเจ้าของไอเดียตัวจริง

ด้วยเหตุนี้นักแปลที่ผมพบเจอจึงมักจะทำเพราะ “ใจรัก” มากกว่าจะหวังผลอื่นใด หรือบางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้หนังสือแปลคุณภาพดี มีจำนวนน้อยก็เป็นได้

หนังสือแปล… แซงหนังสือต้นฉบับ?!

หากดูแค่เพียงผิวเผิน ก็คล้ายกับว่าหนังสือแปลจะทำได้ดีที่สุดเพียงแค่เทียบเท่ากับหนังสือต้นฉบับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้แปลอาจเพิ่มคุณค่าให้กับหนังสือได้ด้วยเช่นกัน

หนังสือบางประเภทเป็นหนังสือเฉพาะทาง ยกตัวอย่างใกล้ๆ ตัวก็อย่างเช่น หนังสือด้านการเงินและการลงทุน ซึ่งบางทีผู้เขียนก็กล่าวถึงตราสารทางการเงิน เช่น พันธบัตร ตั๋วเงิน หรือหุ้นกู้ โดยไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม เพราะรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่อง “พื้นๆ” ทว่าในฐานะผู้แปล หากเรารู้ว่ามีโอกาสที่คนอ่านจะไม่เข้าใจ หรือไม่คุ้นเคย เราก็อาจแทรกคำอธิบายไว้ที่ footnote ได้

หรือบางครั้งมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ “ใครๆ ก็รู้” แต่ว่าเป็น “ใครๆ” ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างนี้ผู้แปลก็สามารถเล่าเรื่องเพิ่มเติม หรือเทียบเคียงกับเหตุการณ์ที่คนอ่านอาจจะคุ้นเคยกว่าในเมืองไทย อย่างนี้เป็นต้น

สิ่งที่พบกันบ่อยอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ การใช้สำนวนในภาษาอังกฤษ ซึ่งหากแปลกันตรงๆ โดยไม่รู้ว่าเป็นสำนวน ก็มีโอกาสที่จะเกิดความเข้าใจผิดไปคนละเรื่อง ผู้แปลก็จะมีบทบาทในการหาคำอธิบายที่เหมาะสมกับผู้อ่านซึ่งเป็นคนไทย

จะเห็นได้ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถหาได้จากหนังสือต้นฉบับ และเป็นโอกาสที่หนังสือแปลจะแซงหน้าหนังสือต้นฉบับได้ หรือถ้ามีใคร “ฟิต” และอยากอ่านหนังสือต้นฉบับภาษาอังกฤษขึ้นมา เขาก็จะต้องทำการค้นคว้าเหล่านี้ในแบบเดียวกับที่ผู้แปลทำ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าจะต้องใช้เวลาและความพยายามมาก โดยเฉพาะถ้าผู้อ่านเองไม่ได้มีทักษะการอ่านหรือพื้นความรู้เท่ากับนักแปล

อีกมุมหนึ่งซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของผมก็คือ สำหรับคนไทยแล้ว การอ่านภาษาอังกฤษย่อมใช้เวลามากกว่าการอ่านภาษาไทย และบ่อยครั้งที่การอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเล่มโตๆ ต้องจบลงด้วยการ “อ่านค้าง” จากนั้นก็วางทิ้งไว้เป็นเดือนๆ ก่อนที่จะลงท้ายด้วยการ “อ่านไม่จบเล่ม”

ดังนั้น ถ้ามีหนังสือแปลที่แซงหน้าหนังสือต้นฉบับได้ เราก็ควรอ่านมัน แล้วเก็บพลังงานที่เหลือไปอ่านเล่มอื่นๆ ที่ยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย และนี่ก็คือเทคนิคที่ผมใช้บริหารเวลาในชีวิตจริงครับ

 

เงินที่เสียไป กับเงินที่ไม่ได้มา

IMG_0089

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ปุจฉา : ถ้าคุณเอาเงิน 2 หมื่นบาท ใส่ไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน แล้วอยู่ๆ มีคนมาขโมยไป คุณจะเสียดายมั้ยครับ?

ผมเชื่อว่าเป็นใครก็ต้องเสียดายแน่นอน

แต่คนจำนวนมาก กลับเอาเงินที่ทำมาหาได้ด้วยความยากลำบาก ทิ้งไว้ในบัญชีธนาคารเฉยๆ ไม่คิดเอาออกมาลงทุนอะไร ปล่อยมันไว้อย่างนั้น วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า

โดยไม่รู้เลยว่า ตัวเองกำลัง “จ่ายแพง” ขนาดไหน

สมมุติคุณมีเงินที่เก็บหอมรอมริบได้จากการทำงานประจำ 2 แสนบาท เอาไปลงทุนให้ได้ปีละแค่ 10% ก็ได้ปีละ 2 หมื่นบาทแล้ว ยิ่งถ้าทบต้นต่อๆ ไปโดยไม่เอาออกมาใช้ เงินนั้นก็จะยิ่งเพิ่มพูนทบทวีมากขึ้นเรื่อยๆ

ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณไม่ทำอะไร นั่นแปลว่าคุณกำลังจ่าย “เงินสดๆ” ปีละ 2 หมื่นบาท และจ่ายมากขึ้นๆ ในปีต่อไป และต่อๆ ไป

เงินสดหายไป 2 หมื่น บางคนเสียดายแทบเป็นแทบตาย แต่เวลา “เผาเงินทิ้ง” ปีละหลายๆ หมื่น กลับไม่เคยคิดเสียดาย

ราคาของการ “ไม่ทำอะไร” นั้น แพงจนไม่น่าเชื่อนะครับ เพียงแต่เรามองไม่เห็นมันเท่านั้นเอง

เชื่อไหมครับว่า “เงินที่เสียไปมากที่สุด คือเงินที่เราไม่ได้มันมา”

เหมือนที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยบอกว่า ความผิดพลาดใหญ่หลวงที่สุดของเขา ไม่ได้มาจาก “ทำ”  แต่มาจากการ “ไม่ได้ทำ” คือมัวชักช้า เห็นโอกาสในการลงทุนดีๆ อยู่ตรงหน้าแล้วแต่กลับไม่คว้าไว้

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี่ แค่ “ค่าเสียโอกาส” เท่านั้นนะครับ ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องของ “เงินเฟ้อ” เลย หากเอาเงินเฟ้อมาคิดด้วย จะพบว่าผลเสียของการเก็บเงินไว้เฉยๆ นั้น อันตรายกว่าที่ว่ามาข้างต้นเสียอีก

เงินเฟ้อเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความมั่งคั่งของ “คนทุกคน” เพราะมันจะบั่นทอนกำลังซื้อของเราไปเรื่อยๆ เงิน 15 บาท เมื่อ 20 ปีก่อน กินก๋วยเตี๋ยวได้ชามนึงสบายๆ (แบบพิเศษเพิ่มลูกชิ้น) แต่เงิน 15 บาทวันนี้ ไม่รู้จะกินก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวแกงที่ไหนได้บ้าง

สมมุติอัตราเงินเฟ้อของไทยปีละ 2.5% นั่นแปลว่า ถ้าเอาเงินที่เก็บหอมรอมริบมาได้ 1 แสนบาท เก็บไว้ในบัญชีธนาคารเฉยๆ กะว่าเป็นเงินเย็นๆ เพื่ออนาคต…

ผ่านไป 2 ปี เงิน 1 แสนนั้น จะเหลือกำลังซื้อแค่ประมาณ 9.5 หมื่น (เทียบกับวันนี้)

และผ่านไป 5 ปี จะเหลือกำลังซื้อแค่ 8.8 หมื่น หายไปสิบกว่าเปอร์เซ็นต์!!

ถึงตอนนี้ “เงินเย็น” ที่ว่า จะเริ่ม “ร้อน” ขึ้นเรื่อยๆ คือนอกจากไม่ได้เงินเพิ่มแล้ว ยังเสียเงินไปทุกวันๆ โดยที่บางคนอาจไม่รู้ตัวเลย

ทุกครั้งที่ผมพูดแบบนี้ ก็มักมีคนแย้งว่า ถ้าลงทุนแล้ว “เจ๊ง” ล่ะ จะทำยังไง? บางคนบอก ถ้าไม่มีความรู้ เก็บเงินไว้เฉยๆ ยังดีกว่าเอาไปลงทุน

เด็ดที่สุดคือ มีคนแย้งว่า “ถ้าทำได้จริง ทุกคนคงรวยไปหมดแล้ว” อันนี้ได้ยินบ่อยมาก

ผมอธิบายอย่างนี้นะครับ…

ผมเชื่อว่าทุกอย่างในโลกนี้ เริ่มต้นจาก “ความคิด”

มีคนจำนวนมากยังติด “กับดัก” ความคิด โดยเชื่อว่าตัวเอง “ทำไม่ได้” เชื่อว่ามัน “เป็นไปไม่ได้” หรือรัดรึงตัวเองไว้กับ “ความกลัว”

กลัวเสีย กลัวเจ๊ง

พวกเขาจึงเลือกที่จะ “หลีกหนี” และไม่มีวันประสบความสำเร็จทางการเงิน

ดังนั้น ต้องเปลี่ยนความคิดเสียก่อน อย่างอื่นจึงจะตามมา

ประโยคที่บอกว่า “ถ้าทำได้จริง ทุกคนคงรวยไปหมดแล้ว” ที่จริงก็ไม่ผิด แต่ที่ชัวร์ยิ่งกว่าก็คือ “ที่บางคนไม่รวย ก็เพราะเขาคิดอย่างที่ท่านคิดนี่แหล่ะ”

คนบางคน อะไรที่คิดว่ายาก มองว่าน่ากลัว ก็ยกธงยอมแพ้ตั้งแต่แรก โดยยังไม่ได้เริ่มต้นลงมือทำเสียด้วยซ้ำ

ผมไม่ได้บอกว่าทุกคนลงทุนแล้วจะประสบความสำเร็จเสมอไปนะครับ แต่ผมบอกว่า ทุกคนควรหันมา “สนใจ” ลงทุน ความสนใจจะทำให้คุณขวนขวายหาความรู้ และพัฒนาตัวเองขึ้นไปได้

แน่นอนว่าบางคนอาจเดินผิดทาง บางคนอาจขาดทุน บางคนอาจหลงทางเสียเวลา ผมเองก็เคยผ่านขั้นตอนนั้นมาแล้ว

แต่เชื่อเถอะว่าหากลงมือทำ นั่นเป็นการ “เปิดประตูแห่งโอกาส” มิใช่กลัวจนปล่อยให้ประตูนั้นปิดสนิทแน่นอยู่ ชีวิตนี้จึงไม่มีทางบรรลุความมั่งคั่งได้

และถ้าท่านเลือกแนวทางที่ถูกต้อง คือลงทุนแบบเน้นพื้นฐาน มองที่มูลค่าของสินทรัพย์อย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ไปเล่นหุ้นปั่น ไม่คิดแต่จะเก็งกำไร ไม่แห่ตามฝูงชน โอกาสที่จะ “เจ๊ง” ชนิดหมดเนื้อหมดตัวนั้น บอกได้เลยว่า “แทบเป็นไปไม่ได้”

ดังนั้น ถ้าเห็นใครที่รู้จักและหวังดีกำลัง “เผาเงินทิ้ง” อยู่ล่ะก็ รีบบอกเขาให้เริ่มต้นสนใจลงทุนเถอะครับ อย่าให้ถึงวันหนึ่ง ซึ่งเขามองย้อนกลับมา แล้วนึกเสียดายว่า …

ทำไมเราปล่อยให้เงินหายไปได้มากมายขนาดนี้!!

คุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน?

whatsurtype

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ถ้าบริษัทที่คุณถือหุ้นอยู่ มีข่าวว่าจะไปซื้อกิจการอื่น หรือมีข่าวว่าจะถูกซื้อกิจการ แล้วคุณ…

1. ไม่สนพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น ถ้าคิดว่าหุ้นจะขึ้นก็ซื้อเพิ่ม ถ้าคิดว่าจะตกก็ขายทิ้ง – คุณคือ “นักเก็งกำไร” (The Speculator)

2. สงสัยแค่ว่าจะได้ปันผลลดลงมั้ย ถ้าไม่ลดก็ไม่มีปัญหา ถือต่อไป – คุณคือ “นักลงทุนดาษดื่น” (The General and Can-be-found-anywhere Investor)

3. ติดตามข่าว ฟังกูรูวิเคราะห์ แล้วค่อยเลือกเชื่อข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด – คุณคือ “นักลงทุนระดับกลาง” (The Intermediate Investor)

4. ติดตามข่าว ฟังกูรูวิเคราะห์ แต่ยังไม่เชื่อใครทั้งนั้น แล้วเอาตัวเลข เอาข้อมูลมาวิเคราะห์เอง ก่อนจะได้ข้อสรุปเป็นของตัวเอง – คุณคือ “นักลงทุนผู้ชาญฉลาด” (The Intelligent Investor)

แบบทดสอบย่อยๆ นี้ ออกจะหยาบอยู่พอสมควร แต่ผมคิดว่ามันช่วยจำแนกคนในตลาดหุ้นที่เราเห็นๆ กันได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

เหตุที่ผมยกกรณีการ “ซื้อ-ขายกิจการ” เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่จะแบ่งประเภทคนได้ง่ายที่สุด โดยดูจากการ “ตอบสนอง” (React) ต่อข่าวสารที่เกิดขึ้น

เอาจำพวกแรกก่อนนะครับ “นักเก็งกำไร” อันนี้มีอยู่มากมายในตลาดหุ้น และมีอยู่ในทุกๆ ช่วงอายุ คนกลุ่มนี้ชอบซื้อๆ ขายๆ ตัวไหนคิดว่าจะขึ้นก็เข้าไปซื้อ ซื้อแล้วขึ้นต่อก็ขายทิ้งทำกำไร ซื้อแล้วลงก็ขายตัดขาดทุน

ธรรมชาติของนักเก็งกำไร พอมีข่าวการเทคโอเวอร์ และคิดว่าหุ้นต้องขึ้นแหงๆ พวกเขาจึงโดดเข้าไปเก็บโดยพลัน แต่ตรงกันข้าม ถ้าคิดว่าการเทคโอเวอร์นั้นจะทำให้หุ้นตก พวกเขาก็รีบขายทิ้ง

คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันให้มากความมังครับ นักเก็งกำไรเป็นกลุ่มคนที่พบเห็นกันได้ทั่วไป และคิดว่าน่าจะเป็นคน “ส่วนใหญ่” ในตลาด

อีกประเภทหนึ่งคือ “นักลงทุนดาษดื่น” อันนี้ผมขอยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนที่บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ เจ้าของมินิมาร์ทชื่อดัง กำลังเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัทค้าส่งสัญชาติฮอลแลนด์

จำได้ดีว่า ในการประชุมผู้ถือหุ้น ผู้บริหารบริษัท รวมทั้ง “เจ้าสัว” ได้ยกเรื่องของ “เงินปันผล” ขึ้นมา เพื่อโน้มน้าวให้ผู้ถือหุ้นตัวเล็กๆ เห็นชอบกับดีลดังกล่าว โดยยืนยันว่า เงินปันผลที่จะได้รับ จะไม่ลดลงแน่นอน มีแต่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผ่านสองปีแรกไปแล้ว

พูดเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก หลายครั้งมาก

เพียงแค่ได้ฟัง ผมก็รู้ทันทีว่า ผู้บริหาร “จับจุดถูก” รู้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับ “เงินปันผล” เป็นหลัก พวกเขาอาจสนใจบ้างว่าตัวธุรกิจจะดีร้ายอย่างไร แต่ไม่ได้สนใจเท่ากับว่าจะมีดอกผลมาถึงกระเป๋าของตัวเองเท่าไร คือ “มองสั้น” เป็นหลัก

คนที่คิดเช่นนี้มีอยู่เยอะมาก จึงถือเป็น “นักลงทุนดาษดื่น” คือไปประชุมที่ไหนๆ ก็เจอ แม้จะไม่เยอะเท่ากับกลุ่มแรก คือ “นักเก็งกำไร”

อย่างไรก็ตาม มีหลายคนที่อยู่ในทั้งจำพวกที่ 1 และ 2 ไปพร้อมๆ กัน คือเก็งกำไรด้วย แต่ตัวไหน(เขาบอกว่า)พื้นฐานดี ก็ถือยาวหน่อย รอรับปันผล

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่า ทั้งสองกลุ่ม คือนักเก็งกำไร และนักลงทุนดาษดื่น มีการ “ทับซ้อน” (Overlap) กันอยู่ในระดับหนึ่ง

พัฒนาขึ้นมาอีก คือกลุ่มที่ 3 “นักลงทุนระดับกลาง” คนกลุ่มนี้มีความ “พยายาม” ที่จะหาข้อมูลให้ลึกซึ้งไปกว่าการ “เก็งกำไร” หรือการ “รอกินปันผล” แต่ความรู้ของพวกเขายังไม่ “สุกงอม” พอที่จะศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเอง

พอมีข่าวว่าจะมีการซื้อ-ขายกิจการ จึงอาศัยฟังเอาจาก “เซียน” และบรรดากูรูนักวิเคราะห์อีกทีหนึ่ง จากนั้นจึง “เลือก” ที่จะ “เชื่อ” ในข้อมูลที่ตัวเองคิดว่าน่าเชื่อถือที่สุด แล้วทำตามนั้น

ต้องถือว่า “นักลงทุนระดับกลาง” ทำได้ไม่เลวเลยนะครับ รู้จักศึกษา รู้จักฟัง รู้จักอ่าน แล้วคิดตาม อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังอาจพลาดพลั้งได้ หากเลือกที่จะเชื่อ “ผิดคน” ทั้งนี้เพราะยังคิดด้วยตัวเองไม่เป็น ด้วยความที่ “พื้นยังไม่แน่นพอ”

กลุ่มสุดท้าย พวกนี้มีความรู้ค่อนข้างมาก หรืออย่างน้อยก็ต้องมีพื้นพอสมควร ที่สำคัญกว่าก็คือ พวกเขามี “หัวใจ” แห่งการเป็น “นักลงทุนพันธุ์แท้” พวกเขาเลือกที่จะวิเคราะห์และศึกษาตัวเลขต่างๆ เลือกที่จะอ่านงบการเงิน เลือกที่จะติดตามข่าวสาร แล้วเอามาวิเคราะห์ด้วยสติปัญญาความสามารถของตัวเอง

พอมีข่าวว่าจะมีการซื้อขายกิจการ จะเป็นบวกหรือเป็นลบ จะดีหรือไม่ดี พวกเขาจึงคิดเองได้ อาจจะฟังกูรูบ้าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจด้วยตัวเอง

คนกลุ่มนี้คือ “นักลงทุนผู้ชาญฉลาด” หรือ The Intelligent Investor

การเป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาดนั้น อย่าคิดว่ามีเพียง “สมอง” แล้วจะทำได้นะครับ บางคนฉลาดปราดเปรื่อง บางคนทำงานด้านการเงินการธนาคารมาแท้ๆ แต่ก็เป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาดไม่ได้ เนื่องจากไม่สนใจ หรือจิตใจไม่เข้มแข็ง จึงใฝ่ไปในทางเก็งกำไร หรือไม่ก็มุมานะพยายามไม่พอ จึงเลือกที่ซื้อหุ้นที่ใครๆ เขาบอกว่าดี แล้วรอรับปันผลเอาสบายใจกว่า

ดังนั้น การจะเป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาด จึงต้องมีทั้ง “สติปัญญา” และ “ความมุ่งมั่น” จึงจะบรรลุถึงได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าถามผม ผมให้น้ำหนักกับ “ความมุ่งมั่น” มากที่สุด เพราะผมเชื่อว่า คนเราลองถ้ามีหัวจิตหัวใจที่มุ่งมั่น จะยากยังไงเดี๋ยวก็ทำได้ เหมือนที่ ดร.ซุนยัดเซน ว่าไว้

“ถ้าคิดว่าทำได้ ต่อให้ยากขนาดย้ายภูเขาถมทะเล ยังไงก็ทำเสร็จจนได้ ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ ต่อให้ง่ายแค่พลิกฝ่ามือก็ไม่มีวันสำเร็จ”

หลายคนที่เป็นนักลงทุนผู้ชาญฉลาด ล้วนผ่านมาแล้วทั้ง Stage ของการเป็น “นักเก็งกำไร” “นักลงทุนดาษดื่น” และ “นักลงทุนระดับกลาง” แต่ด้วยความตั้งอกตั้งใจ จึงกลายมาเป็นนักลงทุนระดับสุดท้าย คือ “นักลงทุนผู้ชาญฉลาด” ในที่สุด

คนเราไม่มีทาง “เก่ง” กันได้ในชั่วข้ามคืน ถ้าอยากจะรวยยั่งยืน ก็ต้องมุมานะพยายาม อย่ายอมแพ้ ต้องคิดว่า “เราทำได้”

เพราะ “ทางลัด” สู่ความสำเร็จในการลงทุนนั้น ไม่มีอยู่จริงหรอกครับ