ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของ ปีเตอร์ ลินช์

Peter-lynch

 

เขียนโดย :  ปีเตอร์ ลินช์

แปลโดย : ชัชวนันท์ สันธิเดช

ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของผม คือการขายหุ้นเร็วเกินไปอยู่เสมอ

ที่จริงแล้ว ผมเคยได้รับโทรศัพท์จาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ เมื่อปี 1989 ลูกสาวผมรับแล้วบอกว่า “คุณบัฟเฟตต์โทรมาค่ะพ่อ” แต่ผมนึกว่าสงสัยเพื่อนคงอำเล่นมั้ง เพราะลูกสาวผมเพิ่งจะ 6 ขวบเท่านั้นเอง

พอยกหูขึ้นมา จึงได้ยินปลายสายพูดว่า “นี่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากโอมาฮานะครับ”

เขาพูดเร็วมากเลย บอกว่า “ผมชอบหนังสือของคุณมาก ‘One Up on Wall Street’ น่ะ และอยากจะขอยืมสักประโยคมาไว้ในรายงานประจำปีของผม ผมต้องใช้มันจริงๆ ขออนุญาตใช้ได้ไหมครับ?”

ผมก็ตอบไปว่า “ได้สิครับ ว่าแต่ประโยคไหนหรือ?”

เขาบอกว่า “การขายหุ้นผู้ชนะและเก็บหุ้นผู้แพ้ไว้ ก็เหมือนการเด็ดดอกไม้ทิ้งแล้วรดน้ำให้วัชพืช”

และประโยคเดียวในหนังสือของผมที่เขายืมไปใช้นั่นเอง ที่เป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ของผมตลอดมา

ผมเคยไปดู โฮม ดีโป้ สาขาแรกที่สร้าง แล้วก็ขายหุ้นทิ้งไปหลังจากมันขึ้นมาสามเด้ง ปรากฏว่ามันขึ้นต่อไปอีกห้าสิบเด้ง

หากคุณเก่งจริงในธุรกิจนี้ คุณจะทำถูกสักหกในสิบครั้ง แต่ในครั้งที่คุณทำถูก คุณอาจจะได้หุ้นสามเด้งหรือสิบเด้ง ซึ่งจะชดเชยความผิดพลาดของคุณได้ทั้งหมด คุณจึงต้องหาหุ้นผู้ชนะเจ๋งๆ ให้ได้

ผมขายโฮม ดีโป้ เร็วเกินไปมาก ผมขายดังกิ้น โดนัทส์ เร็วเกินไปมาก

ทำไมเป็นยังงั้นน่ะหรือ? ก็ผมโง่ไง

หากคุณถือบริษัทที่ดีไว้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ยิ่งเป็นผลดีกับคุณเท่านั้น

————————–

แหล่งที่มา : Forbes. com Lessons from the 100 Greatest Living Business Minds

ภาพประกอบ : Cuentapabro

 

 

ตั้งแต่ต้นปี 60 ลงทุนอะไร “ชนะ”

stockmkt

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หลังจากอืดอาดมาตั้งแต่ต้นปี อยู่ๆ ตลาดหุ้นไทยก็คึกคักกระฉับกระเฉงขึ้นมาเฉยๆ ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด

ถึงเวลานี้ เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี ดัชนีขึ้นวันละ 10-20 จุด เป็นเรื่องธรรมดา

มาดูกันนะครับว่า เก้าเดือนที่ผ่านมา “เรามาไกลขนาดไหน”

SET Index นับตั้งแต่ 1 ม.ค. ถึง 6 ต.ค. 2560 บวกขึ้นมา จาก 1,542.94 จุด เป็น 1,695.97 จุด
ปรับตัวสูงขึ้น “9.91 เปอร์เซ็นต์”

โดยในช่วงระหว่างวันที่ 6 ต.ค. ได้พุ่งขึ้นทะลุ 1,700 จุด เป็นสถิติใหม่ในรอบกว่า 20 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หรือถ้าจะดูดัชนี SET 100 ก็บวกขึ้นมาถึง 11.66 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังแพ้ SET 50 ที่บวก “12.10 เปอร์เซ็นต์”

จุดสังเกตประการหนึ่งคือ เงินที่ไหลเข้ามา มุ่งไปยัง “หุ้นตัวใหญ่” เป็นหลัก!!

เอาล่ะ ทีนี้ มาเปรียบเทียบการลงทุนประเภทต่างๆ กันบ้างนะครับ

เริ่มจาก Index Fund หรือ “กองทุนอิงดัชนี” ที่ช่วงหลังๆ ผมพูดถึงค่อนข้างบ่อย โดยขอยกเฉพาะ กองทุน SET 50 ซึ่งได้รับความนิยมที่สุดมาให้ดู โดยผมได้ “สุ่ม” เลือกมาสามกอง เพราะไม่ได้ตั้งใจโฆษณาให้กองไหนอยู่แล้ว

กองแรก TMB SET 50 นับจาก 1 ม.ค. ถึง 6 ต.ค. 2560 บวกขึ้นมา “14.98 เปอร์เซ็นต์”
กองที่สอง Krungsri SET 50 LTF บวกขึ้นมา “14.50 เปอร์เซ็นต์”
กองที่สาม K-SET50 บวกขึ้นมา “15.00 เปอร์เซ็นต์”

เรียกได้ว่า “ดีเยี่ยม” แทบจะทุกกองที่สุ่มมา ชนะตัวดัชนีซึ่งเป็น benchmark ได้ถ้วนทั่ว

ทีนี้ มาดูกันต่อไปว่า สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ที่เลือกหุ้นเป็นตัวๆ จะเป็นอย่างไรกันบ้าง โดยขอยกหุ้นมาแค่ห้าตัว เป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่ active สักหน่อย ดังนี้นะครับ

เริ่มจาก AOT หุ้นสนามบินสุดฮ็อต นับตั้งแต่ 1 ม.ค. ถึง 6 ต.ค. 2560 เพิ่มขึ้นจาก 39.80 เป็น 58.25 บาท (ปรับพาร์แล้ว) บวกมากถึง “46.36 เปอร์เซ็นต์ ตามการกระเตื้องขึ้นของการท่องเที่ยวในประเทศ เรียกได้ว่า เป็น “หุ้นดาวเด่น” แห่งปีเลยก็ว่าได้

ต่อมา CPALL หุ้นที่ไม่ต้องมีคำบรรยาย ปรับตัวขึ้นจาก 62.5 เป็น 69.00 บาท บวก 10.4 เปอร์เซ็นต์ ชนะดัชนีอยู่นิดๆ แต่แพ้หุ้นตัวใหญ่หลายตัว

สำหรับ MINT อีกหนึ่งเครือธุรกิจอาหาร-โรงแรมยักษ์ใหญ่ ปรับตัวเพิ่มขึ้น จาก 35.75 เป็น 41.5 บาท บวก 16.08 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าขึ้นมาเยอะพอสมควร แม้ในอดีตจะเคยวิ่งไปไกลกว่านี้มาแล้ว

และสำหรับหุ้นพลังงานเบอร์หนึ่งของไทยอย่าง PTT ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 372 บาท เป็น 420 บาท บวก 12.9 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ขี้เหร่เช่นกัน

แต่ถ้าท่านเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น BDMS เครือโรงพยาบาลใหญ่ระดับโลก และยังไม่ขายจนถึงตอนนี้ จากราคา 23.10 เมื่อต้นปี ปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 20.70 บาท ร่วงลงมา 10.40 เปอร์เซ็นต์ สวนทางตลาดโดยสิ้นเชิง

โดยสรุป จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หากท่านลงทุนในกองทุนอิงดัชนี ผลตอบแทนที่ได้รับ แทบจะเรียกได้ว่า “เกินเป้า” แต่หากเลือกหุ้นลงทุนเอง ย่อมมีโอกาสทั้งได้และเสีย ซึ่งก็แน่นอนว่าในเวลานี้ “คนเสีย” ย่อมมีน้อยกว่า “คนได้” เพราะหุ้นขึ้นมาเยอะ แต่จะได้มากได้น้อย หรือเสีย ขึ้นอยู่กับฝีมือและจังหวะโอกาสของแต่ละคน

และทั้งหมดคือภาพรวมๆ ของตลาดหุ้นไทยในช่วงสามไตรมาส ส่วนอีกสามเดือนที่เหลือของปี คงไม่มีใครบอกได้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ยังไงเสีย ในช่วงเวลาที่กลับมา “ผันผวน” เช่นนี้ เราควรเตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมความรู้ไว้ให้พร้อมเอาไว้

เพื่อที่จะตัดสินใจลงมือได้ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร นั่นเองครับ

บทเรียนจาก iPhone กับพลังของหุ้น Apple

170aapl
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
“ถ้าคุณอยากได้ iPhone 7 แต่ไม่ซื้อ แล้วเอาเงินไปซื้อหุ้น Apple วันนี้เงินจำนวนนั้นจะซื้อ iPhone 8 ได้กี่เครื่อง?”
ก่อนจะตอบคำถามนี้ ขอย้อนความหลังสักนิดหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว หลังจาก iPhone 5 เพิ่งวางตลาดได้ไม่นาน ผมเคยเขียนบทความหนึ่งเอาไว้ โดยให้ข้อสรุปว่า
“หากคุณอยากได้ iPhone 4 ในวันแรกที่มันออกขาย แต่คุณอดใจไว้ แล้วเอาเงินจำนวนเดียวกันไปซื้อหุ้น Apple (AAPL) …. 
พอถึงวันที่ iPhone 5 วางตลาด เงินจำนวนนั้นจะทำให้คุณซื้อ iPhone 5 ได้ 2 เครื่อง และเหลือเงินไว้จ่ายค่าโทรศัพท์อีกปีกว่าๆ เลยทีเดียว”
ทั้งนี้โดยใช้สมมุติฐานว่า iPhone ราคาเครื่องละ 25,000 บาท (800 เหรียญ) และเทียบราคาหุ้น ณ วันที่ iPhone 4 วางจำหน่าย (AAPL = 38 เหรียญ) กับวันที่ iPhone 5 วางจำหน่าย (AAPL = 100 เหรียญ)
หรือหากจะยึดเอา iPhone 4S ที่ออกเมื่อวันที่ 14  ต.ค. 2011 (AAPL = 60 เหรียญ) เป็นตัวตั้ง แม้จะซื้อ iPhone 5 ได้ไม่ถึง 2 เครื่อง ก็ขาดเงินอีกแค่ 20%
เอาล่ะครับ กลับมาที่คำถามเดิม มาดูกันว่า สูตรนี้ยังใช้ได้หรือไม่ กับ iPhone 8 ที่จะเปิดตัวในวันที่ 12 ก.ย. 2017 นี้ และจะเปิดจองในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อไป
IPhone_7_Plus_Jet_Black
iPhone 7 วางขายเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2016 ด้วยราคาไทย 26,500 บาท หรือประมาณ 800 เหรียญเท่าเดิม (เพราะค่าบาทแข็งขึ้น) ซึ่งถ้าคุณไม่ซื้อ แล้วเอาเงินไปซื้อหุ้น Apple (AAPL = 114.92 เหรียญ) คุณจะได้หุ้นประมาณ 7 หุ้น (800/114.92)
ผ่านมาหนึ่งปี หุ้น Apple ปรับตัวขึ้นมาเยอะมาก โดย ณ วันที่ 11 ก.ย. 2017 ที่ผมเขียนบทความนี้อยู่ ก่อน iPhone 8 เปิดตัวไม่กี่ชั่วโมง ราคาอยู่ที่ประมาณ 158 เหรียญ
นั่นแปลว่า ถ้าคุณซื้อมันไว้ 7 หุ้นในวันที่ iPhone 7 วางจำหน่าย มูลค่า AAPL ในมือคุณ จะเพิ่มจาก 800 เหรียญ กลายเป็น 1,106 เหรียญ (158 X 7) หรือเพิ่มขึ้นถึง 38%
เป็นผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!!
แน่นอนครับ เงินจำนวนนั้นยังไม่พอที่จะเอาไปซื้อ iPhone 8 ได้ (เพราะราคาเริ่มต้นของ iPhone 8 คงไม่ต่ำกว่าเดิมแน่ๆ และมีข่าวว่าจะแพงกว่า iPhone 7 ด้วย) แต่นั่นจะทำให้คุณมีเงินเพียงพอสำหรับเอาไปจ่ายค่าโทรศัพท์ได้เกือบ 10 เดือน
โดยสรุป หุ้น AAPL ณ วันนี้ อาจไม่ใช่ดาวรุ่งพุ่งแรงเหมือนเมื่อก่อน และเคยถูกปรามาสว่าได้ผ่านพ้นยุคของการเติบโตไปแล้ว หลังการจากไปของ “ศาสดา” สตีฟ จ็อบส์ แต่มันก็พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ายังเป็น Growth Stock ที่ทำผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุนได้อย่างยอดเยี่ยม
และหนึ่งในผู้ที่ได้กำไรจากมันไปเยอะมากในรอบปีที่ผ่านมา คงไม่มีใครเกินไปกว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลก ที่ปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ AAPL โดยปู่ครอบครองมันไว้ถึง 135 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 21,000 ล้านเหรียญ ทำกำไรให้ปู่ถึงตอนนี้ไม่น่าจะต่ำกว่า 5,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 1.65 แสนล้านบาท
นี่คือผลของการ “เลือกหุ้นถูกตัว” ซึ่งสามารถ “ขยับฐานะ” คุณได้เสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนตัวเล็กๆ หรือเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกอยู่แล้วก็ตาม!! 
————————-
หมายเหตุ:
– ทุก scenario ที่กล่าวมา ใช้สมมุติฐานโดยยึดเอาราคาเครื่องเปล่าของ iPhone รุ่นเบสิคที่สุดที่ขายในเมืองไทยในเวลานั้น และค่าโทรศัพท์เดือนละ 1,000 บาท
– ข้อมูลทั้งหมด ปรับเป็นพาร์ปัจจุบันแล้วคือ  0.00001 เหรียญ ต่อหุ้น โดย AAPL มีการแตกพาร์ล่าสุดเมื่อปี  2014 ในสัดส่วน 1 ต่อ 7 หุ้น
[ 2nd Image by : Rafael Fernandez ]