บัฟเฟตต์เป่าแตร “ถูก” หรือ “ผิด” อยู่ที่เรา

200px-Warren_Buffett_KU_Visit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คุณสมบัติประการหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุน คือการ “คิดอย่างเป็นตัวเอง”

พูดง่ายนะครับ แต่ทำยากมากเลย การจะคิดอะไรให้เป็นตัวเอง ไม่ตามกระแส โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมันทะลักล้นถาโถมเข้าใส่ชีวิตเราอย่างทุกวันนี้

ข้อมูลที่หลั่งไหลพรั่งพรูกันเข้ามา มันก็เหมือนพายุน่ะครับ เราต้องสร้าง “แรงต้าน” ให้มากขึ้น เพื่อที่จะไม่ถูกพัดพาไปกับมัน

บางคนไม่ยอมทำตามกระแสสังคม เลยถูกมองว่าเป็น Contrarian หรือที่คนในวงการลงทุนไทยเรียกกันขำๆ ว่า “ชาวสวน”

แต่น่าแปลกนะครับ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกหลายคน ล้วนเป็น “ชาวสวน” กันทั้งนั้น คือกล้าคิดต่างทำต่างจากคนหมู่มากในตลาดหุ้น

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยได้รับบทเรียนบางอย่างตั้งแต่เล็ก ซึ่งทำให้เขากลายเป็น “ชาวสวนตัวพ่อ” และเลือกแนวทางการลงทุนที่ “สวนทาง” กับวอลล์สตรีทมาตลอดชีวิต

มีเรื่องหนึ่ง ผมชอบมากๆ อ่านเจอใน “Snowball” หนังสือชีวประวัติของบัฟเฟตต์ เรื่องมีอยู่ว่า…

สมัยยังเป็นเด็ก มีอยู่ช่วงหนึ่ง บัฟเฟตต์ชอบเป่าแตร “ทรัมเป็ต” มาก หลังจากฝึกฝนอยู่หลายเดือน เขาก็ได้รับคัดเลือกให้ไปเป่าทรัมเป็ตในงานวันทหารผ่านศึกของโรงเรียน ซึ่งเป็นประเพณีที่ทำกันมาทุกปี

การเป่าแตรในงานนี้แทบไม่ต้องใช้ฝีมืออะไรมาก แค่ให้นักทรัมเป็ตทุกคนยืนเรียงแถวกัน คนแรกเป่า “ดัม ดา ดัม” แล้วคนต่อไปก็เป่าไล่เสียงกันขึ้นไปเรื่อยๆ ตามคีย์

ครั้นถึงวันงาน วอร์เรนยืนอยู่เป็นคนที่สองของแถว แต่แล้ว เจ้าเด็กคนแรกกลับเป่า “ผิดคีย์” ขึ้นมา จาก “ดัม ดา ดัม” กลายเป็น “ดัม ดา ดั๊ม”

วินาทีนั้น เจ้าหนูวอร์เรนถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก ยืนนิ่งอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก เขาลังเลว่าเขาควรจะเป่าไล่เสียงต่อจากคนแรก พูดง่ายๆ คือ “เล่นตามน้ำ” ซึ่งจะทำให้นักทรัมเป็ตคนต่อๆ ไปเล่นเพี้ยนกันไปเรื่อยๆ หรือควรจะเป่าให้ถูกต้องตามคีย์ ซึ่งจะทำให้เจ้านักทรัมเป็ตคนแรกต้องเสียหน้า เพราะผู้ชมทุกคนจะรู้ทันทีว่าหมอนั่นเล่นผิด!

น่าเสียดายที่บัฟเฟตต์เองก็จำไม่ได้ว่าตอนนั้นเขาตัดสินใจอย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือ เหตุการณ์ครั้งนั้นได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิตของเขา มันทำให้บัฟเฟตต์ได้เรียนรู้ว่า การเอาแต่ทำตามคนอื่นอาจเป็นเรื่องง่าย หากคนเหล่านั้นทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าพวกเขาทำผิดขึ้นมาเมื่อไร ชีวิตเราจะยุ่งยากขึ้นมาทันที

ครั้นเติบใหญ่ขึ้น บัฟเฟตต์ได้เอาบทเรียนจากการเป่าแตรมาใช้ในการลงทุน เขาบอกว่า เขาเลือกที่จะเล่น “ทุกๆ คีย์ในชีวิต” ให้ถูกต้อง แม้บางครั้งจะไม่สอดคล้อง ไม่เป็นไปในทำนองเพลงเดียวกับคนหมู่มาก แต่นั่นก็ทำให้เขาเอาตัวรอดจากวิกฤตได้ทุกครั้ง และกลายเป็นนักลงทุนที่มั่งคั่งที่สุดในโลก

ในบรรดา “วรรคทอง” ของบัฟเฟตต์ ไม่มีวรรคไหนที่ผมจะชอบมากไปกว่าวรรคต่อไปนี้

“คุณไม่ได้ถูกหรือผิด เพราะคนอื่นเห็นด้วยกับคุณ ถ้าคุณจะถูกก็เพราะข้อเท็จจริงของคุณนั้นถูกต้อง และเหตุผลของคุณนั้นถูกต้อง สิ่งเดียวนี้เท่านั้นที่จะทำให้คุณเป็นฝ่ายถูก หากข้อเท็จจริงและเหตุผลของคุณถูกต้องแล้ว คุณก็ไม่ต้องไปสนใจเลยว่าใครจะคิดอย่างไร”

บัฟเฟตต์ยึดหลักว่า คนเราต้องมี “ใบคะแนนในใจ” (Inner Scorecard) ไว้เสมอ เราต้องให้คะแนนตัวเอง อย่ารอให้คนอื่นมาให้คะแนนเรา มิเช่นนั้น ตัวเราคงได้แต่ทำตามกระแสสังคมไปเรื่อยๆ ไม่มีวันประสบความสำเร็จเป็นแน่แท้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “ชีวิต” หรือ “การลงทุน” เราควรยืนหยัดในสิ่งที่คิดพิจารณาแล้วว่าถูกต้อง พึงยึดมั่นในหลักการของตัว อย่าหวั่นไหวไปตามกระแส อย่าให้ความคิดของคนหมู่มากมีอิทธิพลเหนือหลักเหตุผลของเรา

จำเรื่อง “บัฟเฟตต์เป่าแตร” ไว้ให้ขึ้นใจ “ถูก” หรือ “ผิด” ไม่ได้อยู่ที่ใคร อยู่ที่ตัวเราเท่านั้นครับ!!

“หนี” อย่างวีไอ

หนีคือยอดกลยุทธ์

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมเคยเขียนไว้นานแล้วว่า มีสามเหตุผลที่จะทำให้วีไอต้องขายหุ้นทิ้ง คือ

  1. ราคาหุ้นเฟ้อสุดขั้ว ชนิดที่บริษัทปั๊มกำไรกี่ปีก็คงไม่ทันกับราคา
  2. พื้นฐานกิจการเปลี่ยนไปในทางลบ
  3. เราวิเคราะห์ผิดมาตั้งแต่แรก

ในกรณีแรก ถ้ามั่นใจว่าราคาเว่อร์เกิน ก็สามารถขายทิ้งได้ ไม่ถือว่าเสียหายหรือผิดกติกา ไม่ผิดหลักวีไอแต่ประการใด

แต่สำหรับกรณีที่ 2-3 หากจะเปรียบเป็นการศึก ก็คงเปรียบได้กับการ “หนี”

คัมภีร์ “๓๖ กลยุทธ์แห่งชัยชนะ” ของจีน ว่าไว้ “หนี คือยอดกลยุทธ์” เมื่อสู้ไม่ได้แล้ว การหนีไม่ใช่เรื่องเสียหาย ดีกว่าตาย ดีกว่ายอมแพ้พ่าย ดีกว่าถูกจับเป็นเชลย ซึ่งจักเสียหายสูญสิ้นมากกว่าหลายเท่า

ปัญหาก็คือ การหนีที่ดีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องเป็นการหนีอย่างมีศิลปะ ต้องหนีแบบ “มีชั้นเชิง” ต้องรักษาสถานการณ์ให้ฝ่ายเราเสียหายน้อยที่สุด

วีไอก็เหมือนกันครับ หากเป็นสถานการณ์แบบข้อ 2-3 ที่ผมบอกไป คือพื้นฐานเปลี่ยน หรือเรารู้ตัวแล้วว่าวิเคราะห์ธุรกิจผิดไป อันนี้ก็ต้อง “หนี” หรือ “ขายหุ้นทิ้ง” นั้นเอง

อย่างกรณีพื้นฐานเปลี่ยนในทางลบ ตัวอย่างเช่น หุ้นของธุรกิจขายปลีกคอมพิวเตอร์และสินค้าไอทีบริษัทหนึ่ง เมื่อก่อนกิจการก็ดี ขายของได้เรื่อยๆ โตปีละ 10-20%

อยู่ไปๆ คนเกิดหันไปใช้สมาร์ทโฟน แทบเล็ต กันมากขึ้น ยอดขายคอมฯ ไม่ว่าพีซี-แทบเล็ต ตกลงอย่างน่าใจหาย บริษัทจึงต้องทยอยปิดสาขา สุดท้ายตัวเลขกำไรที่เคยดี กลับพลิกเป็นขาดทุน

เช่นนี้ ถ้าเราไปลงทุนไว้ ก็อาจจะต้อง “หนี”

การหนีแบบมีชั้นเชิง ถ้าเปรียบเป็นการศึกก็คือ ไม่ใช่หนีแบบทิ้งอาวุธ ถอดเกราะ โกยอ้าวไม่คิดชีวิต อย่างนั้นมีหวังโดนข้าศึกไล่ตามตี เสียหายยับเยินแน่ๆ

สิ่งที่ควรทำก็คือ ต้องหนีแบบประคับประคอง ถอยไป คุมเชิงไป หาทางพลิกแพลง รักษาชีวิตรอด ให้ตัวเราเสียหายน้อยที่สุด จะได้มีโอกาสกลับไปเลียแผล พักฟื้น และกลับมาสู้ใหม่ได้

คำแนะนำของผมก็คือ อย่า “ขายหุ้นทิ้ง” ไปถือ “เงินสด” เป็นอันขาด แต่ให้เอาเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายหุ้นตัวเดิม ไปซื้อหุ้นอีกตัวหนึ่ง ที่เรามองแล้วว่ากิจการดี หรืออย่างน้อยก็ต้องไม่แย่เหมือนหุ้นตัวเก่าที่เราขายไป

เหตุที่พูดเช่นนี้ก็เพราะ หากเราขายหุ้นไปถือเงินสด เราจัก “ขาดทุนแล้ว ขาดทุนเลย” ไม่มีวันได้เงินคืน ไม่มีโอกาสพลิกจากรุกเป็นรับ ไม่มีทางได้อะไรชดเชย

ตรงกันข้าม การนำเงินที่เหลือจากการขายหุ้นที่แย่กว่า ไปซื้อหุ้นที่ดีกว่า เป็นหุ้นของกิจการที่ยังโตต่อได้ ย่อมมีโอกาสที่เราจะฟื้นคืน ชดเชยความเสียหาย หรืออาจจะกลับมาได้กำไรอีกครั้งหนึ่ง

บางคนอาจตั้งคำถามว่า แล้วถ้าขืนเลือกหุ้นผิดซ้ำสอง จะไม่ยิ่งแย่ไปกว่าเดิมหรือ สู้ถือเงินสดไว้ อย่างน้อยก็เป็นการ “หยุดเลือด” ได้ จะไม่ดีกว่าหรือ?

เรื่องนี้ ในมุมมองของผม ผมไม่ได้กลัวเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ

ก็ถ้าหุ้นตัวนั้นมัน “แย่” จริง แปลว่าต้องมีหุ้นที่ “ดีกว่า” อยู่เยอะแยะในตลาด ยิ่งถ้าเราไม่จำกัดตัวเองอยู่ในอุตสาหกรรมในอุตสาหกรรมหนึ่ง โอกาสหาหุ้นดีๆ มาทดแทนย่อมมีอยู่มากมาย

หากเราขายหุ้นทิ้งด้วยเหตุผลข้อแรก คือหุ้นตัวเดิมราคาสูงจนกำไรไม่มีวันไล่ทัน เราจะต้องหาหุ้นที่ “ดี” มาแทนหุ้นที่ “ดีมาก” ซึ่งเป็นเรื่องยาก

(ผมเองก็เคยเจอปัญหานี้ คืออยากขายหุ้นตัวเก่าเพราะราคามันแพงเกินพื้นฐานไปเยอะ แต่ก็ยังไม่รู้จะไปซื้อหุ้นตัวไหนที่ดีกว่าของเดิม)

แต่ถ้าเราขายหุ้นทิ้งด้วยเหตุผลข้อ 2-3 แปลว่าเราต้องหาหุ้น “ดี” มาทดแทนหุ้น “แย่” ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลย

จากตัวอย่างเดิม สมมุติเราขายหุ้นบริษัทขายคอมพิวเตอร์ทิ้ง เราก็อาจจะเอาเงินที่ได้ไปซื้อหุ้นตัวอื่น อาจจะเป็นหุ้นที่ธุรกิจยังอินเทรนด์อยู่ หรืออาจจะเอาเงินไปซื้อหุ้นของธุรกิจดีๆ ที่มีการเติบโตชัดเจน เช่นนี้ก็จะทำให้เรามีโอกาสกลับมาได้

วิธีนี้ผมเองเคยใช้มาก่อน เวลาหุ้นของกิจการที่ถืออยู่เกิดพื้นฐานเปลี่ยนในทางลบ หรือมารู้ทีหลังว่าตัวเองวิเคราะห์ผิดไป ผมมักจะมองหาหุ้นที่ดีกว่า แล้วขายหุ้นเดิมทิ้ง เอาเงินที่เหลือไปซื้อหุ้นใหม่

ด้วยการกระทำดังกล่าว ทำให้ผมสามารถฟื้นตัว คือได้กำไรมาชดเชยผลขาดทุนจากหุ้นตัวเดิมทั้งหมด และบางครั้งก็ได้มากกว่าที่เคยขาดทุนหลายต่อหลายเท่า

นี่คือกลยุทธ์การ “หนี” เพื่อ “พลิกสถานการณ์” ใครจะเอาไปลองใช้ดูก็ได้นะครับ 

Mind Your Own Business

Mindyourownbusiness

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คำว่า “Mind Your Own Business” นี่ ปกติฝรั่งเขาใช้ด่ากันนะครับ แปลเป็นไทยหยาบๆ ประมาณว่า “อย่าเสือก” ส่วนใหญ่จะใช้เวลามีคนมาละลาบละล้วง มายุ่งกับเรามากๆ ทำนองนั้น

ผมเคยไปออกรายการมือใหม่ทาง Money Channel น้องทีน่า พิธีกรถามว่า สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นเป็นวีไอ ถ้าซื้อหุ้นแล้วราคามันตกลงมาเยอะๆ จะทำใจอย่างไร

ผมเลยตอบไปว่า คนเป็นวีไอต้อง “ใส่ใจกับธุระของตัวเอง”

ตอนที่ตอบไปนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร มานึกย้อนดูทีหลัง ประโยคที่ตอบไป น่าจะตรงกับคำว่า “Mind Your Own Business.”

ความหมายของผมก็คือ รักจะเป็นวีไอ เราต้องรู้ว่าธุระของเราคืออะไร หน้าที่ของวีไอ ไม่ใช่เอาแต่นั่งเฝ้าหน้าจอ มองราคาขึ้นๆ ลงๆ รอลุ้นว่าวันนี้จะซื้อหรือจะขาย

แบบนั้นไม่ใช่ “ธุระ” ของวีไอ

สมมุติว่าเราเอาเงินไปลงทุนทำร้านอาหารกับเพื่อน คงไม่เข้าท่าแน่ถ้าเราสนใจแค่ว่าพรุ่งนี้จะมีนายทุนมาขอซื้อร้านเรามั้ย เราจะขายร้านได้ราคาเท่าไร ถ้าคิดยังงั้นก็ไม่น่าจะเข้าไปลงทุนตั้งแต่แรกแล้ว

ตรงกันข้าม เราต้องสนใจดูแลกิจการของเรา ต้องดูว่าอาหารร้านเราอร่อยมั้ย เด็กเราบริการดีมั้ย ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเข้าร้าน จะทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ จัดโปรโมชั่นอย่างไร

และแม้เราจะเป็นนักลงทุนตัวเล็กๆ ที่ลงทุนในบริษัทจดทะเบียน ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่เราก็ต้องคอยติดตาม หาข้อมูลเกี่ยวกับกิจการ เพราะมันคือ “ธุรกิจ” ของเรา

เราต้องหมั่นเข้าไปตรวจสอบเท่าที่จะทำได้ เห็นอะไรไม่เข้าท่าก็ต้องเอาไปบอกผู้บริหาร หรือเอาไปสอบถามเสนอแนะในที่ประชุมผู้ถือหุ้น หรือในโอกาสอื่นๆ

การใส่ใจกับตัวกิจการ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราเห็นถึง “ปัญหา” ก่อนที่มันจะลุกลาม และเห็นถึง “โอกาส” ก่อนที่คนอื่นจะได้เห็น

แน่นอนว่าธรรมชาติมนุษย์ย่อมจะหวั่นไหวไปตามราคา แต่วีไอที่ดีต้องควบคุมตนเองให้ได้

ถ้าก่อนซื้อหุ้นเราวิเคราะห์มาดีแล้ว คิดมาถี่ถ้วนแล้ว แต่เห็นราคาร่วงลงแล้วใจยังเสีย แนะนำว่าปิดหน้าจอเสียเถอะ ไปทำอย่างอื่นจะดีกว่า ขืนนั่งแกร่วอยู่อย่างนั้นอาจจะคันไม้คันมือ ตัดสินใจพลาดไปก็เป็นได้

อย่าลืมสิครับว่า มันไม่ใช่แค่ “หุ้น” แต่มันคือ “ธุรกิจ” ของเรา

เบน เกรแฮม บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่าเคยเขียนไว้ในหนังสือ The Intelligent Investor ว่า “Investing is most effective when it is businesslike.” แปลเป็นไทยว่า “การลงทุนจะมีประสิทธิผลที่สุด เมื่อคุณทำมันเหมือนธุรกิจ”

เป็นคำพูดที่ผมอ่านเจอเมื่อสิบกว่าปีก่อน และรู้สึกโดนใจอย่างจัง จนตัดสินใจปวารณาตัวมาเป็นวีไอจนถึงทุกวันนี้

ดังนั้น สำหรับวีไอ คำว่า “Business” จึงไม่ได้แปลว่า “ธุระ” เท่านั้น แต่ยังหมายถึง “ธุรกิจ” และประโยคที่บอกว่า “Mind Your Own Business” ก็มิได้แปลว่า “อย่าเสือก” แต่หมายถึงให้ใส่ใจกับ “ธุรกิจ” ที่คุณไปลงทุนเอาไว้

เอ้า .. ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจ วีไอที่ดี กรุณา “Mind Your Own Business” กันทุกคนนะครับ