วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับบทเรียนจากสนามม้า

horserace2

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

สมัยยังเป็นวัยรุ่นอายุแค่ 16 วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยอยากรู้อยากเห็น ไปลองเข้า “สนามม้า” ดู

ปู่เป็นคนที่สนใจในเรื่อง “แต้มต่อ” หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “แฮนดิแคป” มาแต่เล็กแต่น้อย โดยแกได้เรียนรู้ว่า “หากเรามีข้อมูลที่มากกว่าคนอื่น และเอามาวิเคราะห์และใช้มันอย่างเป็นเหตุเป็นผล เราก็สามารถที่จะเอาชนะคนอื่นได้”

นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า “แต้มต่อ”

ปู่ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในสนามแข่งม้า จะมีนักพนันหน้าใหม่เข้ามาเล่นม้าอยู่เสมอ พอม้าที่พวกเขาแทงไว้เข้าเป็นที่สองหรือที่สาม คนพวกนี้ก็มักจะทิ้งตั๋วลงไปบนพื้นและไม่สนใจมันอีก เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้ตังค์อยู่แล้ว

แต่ที่จริง มีอยู่หลายครั้งที่ม้าแข่งเข้าเส้นชัยอย่างสูสี และเจ้าของม้าที่เข้าเป็นที่สองหรือที่สาม ก็สามารถใช้สิทธิ์ “ประท้วง” ได้ ซึ่งบางทีก็นำไปสู่การกลับผลการแข่งขัน คือมีการประกาศม้าที่ชนะกันใหม่

ปู่บอกว่า หลังจากม้าแข่งจบแต่ละรอบ แกกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ชื่อ บ๊อบ จะไล่เก็บตั๋วที่คนโยนทิ้งลงบนพื้น ซึ่งเป็นอะไรที่ออกจะน่าขยะแขยง เพราะมันทั้งสกปรก และบางทีก็มีคนถ่มน้ำลายไว้ แต่แกกับบ๊อบก็ทำด้วยความสนุกและอยากได้เงิน

ปู่เล่าต่อไปว่า ทุกครั้ง แกจะเจอตั๋วบางใบแทงม้าที่ชนะเอาไว้ แต่เจ้าของไม่รู้ เนื่องจากเป็นม้าที่ชนะหลังมีการเปลี่ยนผลการตัดสิน พอเจอตั๋วพวกนี้ แกก็จะฝากป้าอลิซ ป้าแท้ๆ ของแกไปขึ้นเงินให้ เพราะแกยังเด็ก ไม่สามารถเอาตั๋วไปขึ้นเงินเองได้

วิธีเช่นนี้แหละ คือสิ่งที่ปู่เรียกว่า “แฮนดิแคป” หรือ “แต้มต่อ” เหนือคนอื่น คือรู้ในสิ่งที่คนอื่นๆ ไม่รู้ ซึ่งช่วยให้เราทำเงินได้

นี่คือการหาประโยชน์จาก “ความไม่รู้” ของผู้คน

ไม่ใช่แค่นั้น ปู่ยังศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับม้าแข่ง แล้วร่วมกับบ๊อบทำ “โพยม้า” ออกมาขาย ซึ่งก็ขายดิบขายดีพอสมควร ปู่บอกว่า การจะวิเคราะห์ให้ได้ว่าม้าตัวไหนจะชนะ แท้จริงแล้วประกอบไปด้วยสองอย่างเท่านั้น หนึ่งคือ การเก็บข้อมูล และสองคือ คณิตศาสตร์

เท่านั้นยังไม่พอ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ปู่ยังขอร้องให้พ่อ คือ โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ ซึ่งตอนนั้นเพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ช่วยไปที่ห้องสมุดของสภาคองเกรส แล้วขอยืมหนังสือทุกอย่างเกี่ยวกับม้าแข่งมาให้แกอ่านหน่อย เนื่องจากห้องสมุดของคองเกรสมีหนังสือแทบจะทุกอย่างในโลกนี้

ทีแรกพ่อของแกก็ไม่ยอม โดยบอกว่า พ่อเป็น ส.ส. ใหม่ อยู่ๆ จะให้ไปยืมหนังสือม้าแข่ง แล้วคนเขาจะมองอย่างไร แต่สุดท้ายปู่ก็พูดหว่านล้อมจนพ่อยอมเอาหนังสือออกมาให้ (น่ารักดีนะครับ .. พ่อลูก)

พอได้หนังสือมากองเบ้อเริ่ม ปู่ก็เอามาอ่านแทบจะทุกเล่มทุกหน้า แล้วเอาทฤษฎีความรู้ที่ได้ตั้งเป็นสมมุติฐานแล้วลองไปทดสอบกับการแข่งขันม้าในสนามจริง

ปู่อธิบายการค้นพบของแก โดยบอกว่า นักเล่นม้านั้น มีอยู่สองจำพวก คือพวก “เน้นม้าเร็ว” กับพวก “เน้นม้าเก่ง” โดยพวกที่เน้นม้าเร็ว จะศึกษาสถิติที่ผ่านมาว่าม้าตัวไหนวิ่งเร็วที่สุดแล้วแทงตัวนั้น ส่วนพวกเน้นม้าเก่งจะดูว่าม้าตัวไหนเคยชนะม้าค่าตัวแพงๆ มาก่อน เช่น หากมันเคยชนะม้าค่าตัว 10,000 เหรียญ แล้วรอบนี้แข่งกับม้าค่าตัว 5,000 เหรียญ พวกเน้นม้าเก่งก็จะแทงม้ากลุ่มนี้ เพราะเชื่อว่ามันจะชนะ แม้ตัวมันเองจะไม่ใช่ม้าที่เร็วที่สุดก็ตาม

ปู่บอกว่า แกได้รับบทเรียนสองข้อจากสนามแข่งม้า ข้อแรกคือ ไม่มีใครกลับบ้านหลังจากแข่งจบรอบแรก และข้อสองคือ เราไม่จำเป็นต้องเอาเงินคืนในวิธีเดียวกับที่เราเสียมันไป เพราะสนามม้ามักทำเงินได้จากพวกที่ชนะแล้วเล่นไปเรื่อยๆ จนตัวเองแพ้ รวมทั้งพวกที่แพ้แล้วยังเล่นต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความที่อยากจะได้เงินคืน

ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ปู่เอาบทเรียนทั้งสองข้อไปเปรียบเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้น แกบอกว่า นักลงทุนที่มีแต้มต่อ ต้องรู้จักทำตรงข้ามกับคนสองประเภทในสนามม้าดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

หากจะตีความคำพูดของปู่ อาจสรุปได้ว่า คนเป็นนักลงทุนต้องรู้ว่าเมื่อใดควรไปต่อ เมื่อใดควรหยุด และหากลงทุนผิดพลาดไป ก็อย่าดื้อรั้นดันทุรัง ต้องยอมรับความผิดพลาดแล้วแก้ไขมัน

สุดท้าย ปู่ยอมรับว่า ตัวแกเองก็เคย “ริ” ลองเล่นม้าและได้รับบทเรียนอันแสนเจ็บปวด เพราะเสียเงินแล้วหวังจะได้คืน จึงแทงไปเรื่อยๆ จนเงินหมดกระเป๋า เรียกได้ว่าต้องกลับไปส่งหนังสือพิมพ์อีกเป็นสัปดาห์ กว่าจะเอาเงินที่เสียไปกลับคืนมาได้ นั่นทำให้แกเข็ดหลาบและไม่คิดจะกลับไปทำผิดซ้ำรอยเดิมอีก

ทั้งหมดที่เล่า เป็นบทเรียนสำคัญแห่งชีวิตที่ปู่จำใส่ใจไว้เสมอ เมื่อเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น แกจึง “ทำตรงข้าม” กับความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในสนามม้า

.. จนสามารถก่อร่างสร้างตัวเองขึ้นมา และประสบความสำเร็จดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

(ข้อมูลประกอบจากหนังสือ The Snowball)

 

“อูเบอร์” ถูกซื้อ กับความโหดหินของตลาดจีน

FullSizeRender 12

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีข่าวการซื้อกิจการที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก คือ “ติตี้ ชูสิง” (滴滴出行) บริษัทเรียกแท็กซี่สัญชาติจีน เข้าซื้อธุรกิจในจีนของ “อูเบอร์” (Uber) บริษัทเรียกแท็กซี่สัญชาติอเมริกัน โดยก่อนที่จะเล่าถึงรายละเอียดและความน่าสนใจ ผมขอเท้าความถึงการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเรียกแท็กซี่ของจีน ก่อนหน้าที่จะมาถึงดีลนี้กันสักเล็กน้อยนะครับ

เดิมที ธุรกิจเรียกแท็กซี่ของประเทศจีน เป็นการขับเคี่ยวกันของยักษ์ใหญ่สองราย รายแรกคือ “ติตี้ ต่าเชอ” (滴滴打车) (ต่าเชอ แปลว่า “เรียกแท็กซี่” ส่วน ติตี้ เป็นชื่อเฉพาะ) ถือหุ้นใหญ่โดย “เท็นเซ็นต์” (Tencent) บริษัทอินเตอร์เน็ตผู้ผลิตเกมออนไลน์ชื่อดัง

อีกบริษัทคือ “ไคว่ตี้ ต่าเชอ” (快弟打车) (ไคว่ตี้ แปลว่า “ด่วน” ไคว่ตี้ต่าเชอ จึงแปลว่า “เรียกแท็กซี่ด่วน”) ถือหุ้นใหญ่โดยอาลีบาบา (Alibaba) บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน

ทั้งสองบริษัทฟาดฟันกันอย่างดุเดือดมาเป็นเวลานานหลายปี โดย ติตี้ ต่าเชอ เป็นหมายเลขหนึ่ง ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 55 เปอร์เซ็นต์ ส่วนไคว่ตี้ ต่าเชอ เป็นหมายเลขสอง กินส่วนแบ่งตลาดที่เหลือเกือบทั้งหมด เหลือส่วนแบ่งให้บริษัทอื่นๆ เพียงเล็กน้อย

หนึ่งในนั้นคือ อูเบอร์ แอพเรียกแท็กซี่อันดับหนึ่งจากสหรัฐอเมริกา!

ด้วยความที่แข่งกันดุ ฐานลูกค้าก็ไม่ต่างกันมากนัก พูดง่ายๆ คือ “ตัวเท่าๆ กัน” ยิ่งฟาดฟันจึงยิ่งเจ็บตัวกันไปทั้งสองฝ่าย อีกทั้งบริษัทแม่ของทั้งคู่ คือ เทนเซนต์ และ อาลีบาบา ก็มีศักดิ์ศรีไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เกมนี้จึงไม่รู้จะไปจบลงที่ตรงไหน มองไปข้างหน้าไม่เห็นโอกาสที่ใครจะชนะได้เบ็ดเสร็จ คงต้องห้ำหั่นเลือดสาดกันไปเรื่อยๆ

สุดท้าย เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2015 ทั้งสองเจ้าจึงตัดสินใจ “ควบรวมกิจการ” กลายเป็นบริษัทใหม่ชื่อ “ติตี้ ไคว่ตี้” ยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (คำนวณ ณ เดือนมิถุนายน ปี 2016) คิดเป็นเงินไทยเกือบๆ หนึ่งล้านล้านบาท

และเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “ติตี้ ชูสิง” (滴滴出行) (ชูสิง แปลว่า “เดินทาง”) ในเวลาต่อมา

เมื่อ “ยักษ์” ควบ “ยักษ์” คิดดูก็แล้วกันว่า ตัวเล็กตัวน้อยอย่างอูเบอร์จะเหลืออะไร ปกติสู้กับสองยักษ์ก็ยากอยู่แล้ว พอเขาเป็นเนื้อเดียวกันจึงยิ่งเหนื่อยหนัก โดยในช่วงสองปีหลัง อูเบอร์ขาดทุนบักโกรกถึง 2,000 ล้านเหรียญ

ด้วยเหตุนี้ อุตสาหกรรมแอพเรียกแท็กซี่ในจีนจึงเกิดการควบรวมกิจการกันอีกครั้งหนึ่ง โดยติตี้ ชูสิง ยอมจ่ายเงิน “หนึ่งพันล้านเหรียญ” เพื่อซื้อกิจการของ “อูเบอร์” และกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

ทั้งที่จริงแล้ว การควบรวมครั้งนี้ไม่ได้ใหญ่เหมือนครั้งก่อน แต่ด้วยปรากฏการณ์ “จีน” ซื้อ “อเมริกัน” จึงกลายเป็นเรื่องครึกโครม

IMG_6050.JPG

โดยหลังจากรวมกัน อูเบอร์จะได้หุ้นในบริษัทใหม่ (ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีการเปลี่ยนชื่ออีกหรือไม่) สูงสุดถึงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญ 5.89 เปอร์เซ็นต์ และหุ้นบุริมสิทธิ์อีก 17.7 เปอร์เซ็นต์

จะว่าไป หากดูจากสภาพการแข่งขัน ดีลนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลแล้ว และไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดเลย

กล่าวคือ อูเบอร์ยอม “หยุดเลือด” ที่กำลังไหล และยอมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของผู้ชนะเพื่อที่จะไม่ต้องเจ็บตัวต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นการ “กำจัดจุดอ่อน” เพื่อแต่งตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์อเมริกาอีกด้วย ฝ่ายติตี้ก็ยอมจ่าย เพื่อแลกกับการ “กินรวบ” ธุรกิจเรียกแท็กซี่ในเมืองจีนแต่เพียงผู้เดียว

ว่ากันว่าหลังจากควบรวมกันครั้งนี้ บริษัทใหม่จะมีมูลค่าถึง 35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ “1,225,000 ล้านบาท” (อ่านว่า หนึ่งล้านสองแสนสองหมื่นห้าพันล้านบาท) เรียกได้ว่าเติมศูนย์กันไม่ถูกเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ ในวงการธุรกิจจีน ปรากฏการณ์ “จีนชนะอเมริกา” เคยมีให้เห็นกันมาไม่ใช่น้อย ที่เป็นที่จดจำที่สุด คงหนีไม่พ้นการที่ “เถาเป่า” (淘宝) เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของอาลีบาบา สามารถเอาชนะ อีเบย์ (EBay) ยักษ์ใหญ่อเมริกันได้อย่างราบคาบภายในเวลาไม่ถึงสองปี นับเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวจีนทั้งปวง

ครั้งนั้น แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา ฝากวาทะเด็ดไว้กับคนของเขาว่า

“อีเบย์คือฉลามในมหาสมุทร เราคือจระเข้ในแม่น้ำแยงซี ถ้าเราสู้ในมหาสมุทร เราแพ้แน่ แต่เพราะเราสู้ในแม่น้ำ เราจึงจักชนะ”

นี่เป็นคำประกาศก้องของพญามังกรร่างผอมที่ดังกึกก้องไปทั่วประเทศ

กรณี “ติตี้ ซื้อ อูเบอร์” จึงเป็นอีกครั้งที่ “จระเข้แยงซี” กินเนื้อ “ฉลามจากมหาสมุทร” และตอกย้ำความ “โหดหิน” ของสนามธุรกิจแห่งแผ่นดินมังกรให้โลกได้เห็นเป็นประจักษ์อีกครั้งหนึ่ง!

(ข้อมูลประกอบจาก CNBC .com, Bloomberg .com, wikipedia)

บริษัทที่ดีควรจ่ายปันผลอย่างไร

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า บริษัทส่วนใหญ่มักระบุนโยบายการจ่ายปันผลชัดเจนอยู่แล้ว เช่นบอกว่า เรามีนโยบายจ่ายปันผล 40-50% ของกำไรสุทธิ แต่ไม่เคยชี้แจงว่า การจ่ายปันผลในระดับดังกล่าว จะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นอย่างไร

ปู่ให้ข้อคิดไว้ว่า “การจัดสรรเงินทุน” เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับธุรกิจ โดยผู้บริหารควรคิดให้ดีว่า ในสถานการณ์เช่นไรควรจะ “กัน” (retain) กำไรเอาไว้ และในสถานการณ์เช่นไร ควรจะเอากำไรนั้น “จ่าย”​ (distribute) เป็นเงินปันผลออกมา

ปู่บอกว่า ธุรกิจบางประเภทต้องใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์สูงมาก แม้ตัวเลขกำไรดูเหมือนจะสูง แต่นั่นเป็นผลมาจากเงินเฟ้อ ซึ่งถ้าเอากำไรจ่ายปันผลออกไป ก็อาจส่งผลให้บริษัทสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หรืออาจไม่สามารถรักษายอดขาย หรือทำให้สถานะทางการเงินสั่นคลอนได้

กำไรในลักษณะนี้ เรียกว่า “กำไรที่มีข้อจำกัด” (restricted earnings) หรือ “กำไรเทียม” (ersatz earnings) ซึ่งไม่ควรจ่ายเป็นปันผลออกมา

ในทางตรงข้าม บางบริษัทกำไรดี และกำไรนั้นก็ไม่ได้ติดภาระอะไร แต่ผู้บริหารกลับ “งก” ไม่ยอมจ่ายปันผล ปล่อยให้เงินสดเหลือบานเบอะ บ้างก็เพราะอยากให้ตัวเอง “ดูดี” ได้บริหารบริษัทรวยๆ มีเงินเหลือเยอะแยะ อีกด้านหนึ่งคือ อยากบริหารธุรกิจแบบสบายๆ จะลงทุนอะไรก็ทำได้ ไม่ต้องไปวิ่งหาเงิน ลักษณะนี้ก็ไม่เข้าท่าอีกเช่นกัน

ถามว่า แล้วจ่ายปันผลอย่างไรจึงจะดี ?!

ในประเด็นเรื่องของปันผล ปู่ให้หลักคิดไว้ประโยคเดียว ซึ่งชัดเจนสุดๆ ว่า

“ทุกๆ หนึ่งดอลล่าร์ที่กันเอาไว้ บริษัทต้องเอาไปสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นมูลค่าตลาดอย่างน้อยหนึ่งดอลล่าร์”

พูดง่ายๆ ก็คือ บริษัทต้องสร้างผลตอบแทนให้ได้ไม่น้อยกว่าทางเลือกในการสร้างผลตอบแทนอื่นๆ ในตลาด ที่ผู้ถือหุ้นจะสามารถทำได้ด้วยตนเอง

ปู่ยกตัวอย่างให้เห็นภาพไว้ว่า สมมุตินักลงทุนคนหนึ่งมีพันธบัตรแบบไร้ความเสี่ยง ให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี โดยในแต่ละปี ผู้ถือบัตรมีสิทธิ์เลือกได้ว่า จะรับผลตอบแทน 10% เป็นเงินสด หรือจะเอาผลตอบแทนนั้นลงทุนต่อในพันธบัตรชุดเดิมก็ได้

ด้วยเงื่อนไขนี้ หากพันธบัตรระยะยาวอื่นๆ ในตลาดให้ผลตอบแทน 5% ผู้ถือพันธบัตรที่รู้จักคิด ก็คงไม่อยากรับเงินสด แต่คงจะอยากลงทุนต่อกับพันธบัตรชุดนี้ ทว่าหากพันธบัตรอื่นๆ ในตลาดให้ผลตอบแทน 15% ผู้ถือพันธบัตรก็ย่อมจะอยากได้เงินสด เพราะเขาเอาไปลงทุนที่อื่นได้มากกว่าเยอะ

ด้วยหลักตรงนี้เอง ทำให้บริษัทเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ของปู่ แทบไม่เคยจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นเลย เพราะปู่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ปีละกว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ อันเป็นอัตราที่ผู้ถือหุ้นไม่สามารถหาได้จากที่ไหนอีกแล้ว จะเรียกร้องเอาเงินสดไปทำไมเล่า ในเมื่อทิ้งเงินไว้กับปู่ ให้ปู่ลงทุนให้ ได้มากกว่ากันเยอะเลย

นักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ จึงควร “ตั้งคำถาม” ต่อการจ่ายปันผลของบริษัทอยู่เสมอ ว่าเพราะเหตุใดบริษัทจึงจ่ายปันผลเท่านั้นเท่านี้ หากมีอะไรไม่เข้าท่าหรือไม่คุ้มค่า จงอย่าลังเลที่จะเข้าประชุมผู้ถือหุ้น และ “ยกมือถาม” ผู้บริหารให้รู้เรื่อง

อย่าให้เขาเอา “เงินของเรา” ไปทำอะไรตามใจชอบเป็นอันขาด

ทั้งนี้.. เพราะปู่สอนไว้