วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับหุ้นบุริมสิทธิ์

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คำว่า “หุ้น” อันเป็นที่รับรู้กันในความหมายของนักลงทุนส่วนใหญ่ คือ “หุ้นสามัญ” ภาษาอังกฤษคือ common stock แต่ยังมีหุ้นอีกประเภทหนึ่ง คือ “หุ้นบุริมสิทธิ์” ภาษาอังกฤษคือ preferred stock ซึ่งเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ ทว่าหลายคนอาจยังไม่รู้จัก จึงขอเล่าให้ฟังเบื้องต้นในที่นี้ก่อนนะครับ

หุ้นบุริมสิทธิ์ มีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของกิจการเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์ในทางทฤษฎีจึงถือเป็นเจ้าของกิจการเฉกเช่นเดียวกัน แต่พวกเขามีความได้เปรียบเหนือผู้ถือหุ้นสามัญอยู่สองประการ กล่าวคือ พวกเขาจะ “นำหน้า” ผู้ถือหุ้นสามัญ ในแง่ของการรับเงินปันผล และการได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์สิน กรณีบริษัทมีการชำระบัญชีเพื่อเลิกกิจการ

ประการแรก ในแง่ของเงินปันผล โดยปกติแล้ว ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะได้รับปันผลในอัตราที่ตายตัว เช่น 10%

หากปีไหนบริษัทขาดทุน จ่ายปันผลไม่ได้ และในปีต่อมาสามารถกลับมาจ่ายได้อีกครั้งหนึ่ง บริษัทก็จะต้องจ่ายปันผลชดเชยในส่วนของปีที่แล้วให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์เสียก่อน จากนั้นจึงเอาเงินที่เหลือมาแบ่งให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์และผู้ถือหุ้นสามัญเป็นปันผลของปีปัจจุบันไปตามสัดส่วน

จะเห็นได้ว่า ความสม่ำเสมอของรายได้เงินปันผล คือจุดเด่นหลักของหุ้นบุริมสิทธิ์ ทำให้หุ้นบุริมสิทธิ์ถูกมองว่าเป็น “fixed-income security” คือเป็นหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ 

(อย่างไรก็ตาม รายละเอียดอาจมีความแตกต่างกันไป ตามข้อกำหนดของแต่ละบริษัท ผู้ที่จะลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ์จึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีทุกครั้ง)

ประการที่สอง ในกรณีบริษัทมีอันต้องชำระบัญชีเลิกกิจการ พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องปิดกิจการแล้วขายสินทรัพย์ทิ้ง ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งจากการขายสินทรัพย์นั้นก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ (แต่ถัดจากเจ้าหนี้)

นั่นแปลว่า ในบางกรณี ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์อาจได้รับเงินสดจากการขายสินทรัพย์ แต่เงินนั้นอาจไม่เหลือตกไปถึงผู้ถือหุ้นสามัญก็เป็นได้

คาวมได้เปรียบทั้งสองประการข้างต้น เป็นที่มาของชื่อ “preferred” stock คือเป็นหุ้นที่ “เป็นที่โปรดปราน” มากกว่า

อย่างไรก็ตาม หุ้นบุริมสิทธิ์ก็มีข้อเสียเปรียบบางประการที่ “เป็นรอง” หุ้นสามัญ กล่าวคือ แม้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์จะมีศักดิ์เป็น “เจ้าของกิจการ” แต่สิทธิ์ในการออกเสียงกลับมีน้อยกว่า

ทั้งนี้ หุ้นสามัญ 1 หุ้น จะมีสิทธิ์ออกเสียง 1 เสียง (1:1) แต่หุ้นบุริมสิทธิ์อาจมีสิทธิ์น้อยกว่านั้น เช่น ต้องใช้ถึง 5 หุ้น เพื่อโหวต 1 เสียง (5:1) เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์มีอำนาจในการควบคุมบริษัทน้อยกว่าผู้ถือหุ้นสามัญเยอะ นอกจากนี้ ในแง่ของราคาหลักทรัพย์ เมื่อบริษัทกำลังไปได้ดี ราคาของหุ้นสามัญก็มักจะเพิ่มขึ้นตามผลประกอบการของบริษัท แต่ราคาของหุ้นบุริมสิทธิ์มักจะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก

เหตุผลที่บริษัทออกหุ้นบุริมสิทธิ์ ก็เพื่อเป็นการ “ระดมทุน” โดยเสนอผลตอบแทนในอัตราคงที่เป็นการแลกเปลี่ยน แต่ไม่ทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมสูญเสียอำนาจควบคุมบริษัท (เมื่อเทียบกับการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน) ซึ่งมองได้ว่าเป็นอะไรที่ “วิน-วิน” กันทั้งสองฝ่าย

โดยสรุปแล้ว นักลงทุนที่เหมาะจะถือหุ้นบุริมสิทธิ์ คือผู้ที่ต้องการผลตอบแทนที่มั่นคง โดยไม่หวังการเติบโตของเงินลงทุนมากนักนั่นเอง

ในตอนต่อไปจะมาเล่าถึงการลงทุนของปู่ในหุ้นบุริมสิทธิ์ รับรองว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

การจัดการภาวะวิกฤต กรณีกรรมใดใคร..ก่อ

go-game-261979_960_720

โดย Club VI

เคส “กรรมใดใคร..ก่อ” ที่เกิดขึ้น นอกจากในแง่ “ธรรมาภิบาล” ของผู้บริหาร ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันหนักหนาสาหัสแล้ว ผมมองว่า “การจัดการภาวะวิกฤต” ขององค์กรก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

ผมเคยสอนวิชา crisis management  ที่เอแบคอยู่ 7 ปี จึงพอมีความรู้งูๆ ปลาๆ อยู่บ้าง โดยส่วนตัวผมมองว่าเคสนี้ บริษัทขายขนมจีบซาลาเปาชื่อดัง “สอบตก” โดยสิ้นเชิงในการจัดการกับภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ข้อแรก – ในการแถลงข่าวต่อกรณีวิกฤตที่ถูกต้องนั้น บริษัทควรจะตระเตรียมซักซ้อมกันมาให้ดี มีลิสต์ของคำถามที่น่าจะเจอ และคำตอบที่ผู้บริหารสมควรจะตอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริหารรับมือกับคำถามต่างๆ เอง

ทั้งนี้ คำพูดที่ออกจากปากผู้บริหารต้องนุ่มนวลที่สุด เพื่อเป็นการ calm down อารมณ์ของสาธารณชน

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเคสนี้ ผู้บริหาร ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาโดยตรง กลับกล่าวทำนองว่า หากจะไปซื้อหุ้นบริษัทอื่นก็แล้วแต่ (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์) ซึ่งฟังแล้วไม่รู้จริงๆ ว่าปล่อยให้หลุดออกมาได้อย่างไร ฝ่ายประชาสัมพันธ์ไม่ได้ช่วยขัดเกลาหรือเตรียมพร้อมกันมาเลยหรือ ถึงตอบออกมาได้แย่ขนาดนี้

ฟังดูราวกับปล่อยให้ผู้บริหารพูดออกมาจาก “gut feeling” ซึ่งทำให้สังคมยิ่งเดือดดาลขึ้นกว่าเดิม

ข้อสอง – การแก้วิกฤตที่ดีที่สุด ต้องมีการ “จำกัดวง” เหมือนคนเป็นมะเร็งที่ต้องตัดอวัยวะทิ้งเพื่อไม่ให้เนื้อร้ายลุกลาม โดยในแง่ของตัวบุคคล อาจให้คนที่ถูกมองว่าผิดลาออกเสีย (บางบริษัทโหดร้ายถึงขนาดหา “คนใน” มาเป็นแพะรับบาปเลยก็มี)

ทว่าในเคสนี้ ผู้ถูกกล่าวหาเป็นถึงผู้บริหารสูงสุดขององค์กร จึงยากที่จะ “ตัด” ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่พอเข้าใจ (แม้ว่าถ้ายอม “ลาออก” อาจเป็นผลดีต่อบริษัทมากกว่า) วิธีแก้ที่มี จึงเป็นการให้ผู้ถูกกล่าวหากล่าวคำ “ขอโทษ” และต้องให้สาธารณชนรู้สึกว่าเขาเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ (การยอมให้ กลต. เปรียบเทียบปรับ ย่อมไม่ทำให้ต้องรับผิดตามกฏหมายเพิ่มขึ้นอีกแล้ว จึงไม่ต้องกังวลในประเด็นนั้น)

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นการที่ผู้บริหารของ “บริษัทแม่” ซึ่งมีนามสกุลเดียวกับผู้ก่อตั้งบริษัท ออกโรงมาปกป้องผู้ถูกกล่าวหาด้วยตนเอง ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังทำให้บริษัทแม่ ซึ่งปกติก็มีความเปราะบางเรื่องภาพลักษณ์อยู่แล้ว ต้องโดนด่าเหมารวมไปด้วย

นี่ถือว่าตรงกันข้ามกับหลักการจัดการภาวะวิกฤตที่ดี ที่ควรจะ “ตัดตอน” ความเสียหายไม่ให้เชื่อมโยงไปถึงส่วนอื่นๆ ขององค์กรโดยไม่จำเป็น

โดยสรุป ผมมองว่าจุดอ่อนของบริษัทขายขนมจีบซาลาเปาชื่อดัง คือการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรใหญ่ ที่มีวัฒนธรรมการบริหารในลักษณะของครอบครัวค่อนข้างมาก (ใครเคยอ่านสามก๊กให้นึกถึงก๊กของเล่าปี่ ประมาณนั้น) เมื่อมีคนข้างบนทำไม่เหมาะ คนข้างล่างจึงยากที่จะตักเตือน พอมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น ก็ต้องออกมาปกป้องกันไว้ก่อน เนื่องด้วยเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

นี่แหละ ทำให้วิกฤตที่แก้ยากอยู่แล้ว ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม ผลจึงออกมาอย่างที่เราเห็นกัน

สุดท้ายแล้ว ผมมองว่าเคสนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะถูกนำไปเป็นกรณีศึกษาสำหรับองค์กรในประเทศไทย ต่อการรับมือกับภาวะวิกฤต รวมทั้งสถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรการเรียนการสอนในเรื่องดังกล่าว

เพราะเป็นกรณีที่มี “สิ่งที่ไม่ควรทำ” อยู่ครบถ้วน จึงน่าจะเป็นบทเรียนอันล้ำค่ากับทุกคนทุกฝ่ายได้ครับ

การลงทุนสามประเภทของปู่

200px-Warren_Buffett_KU_Visit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ แบ่งการลงทุนออกเป็นสามประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

ประเภทแรก คือการลงทุนในรูปของ “เงินตรา” (currency-based investment) เช่น เงินฝากธนาคาร พันธบัตร หรือกองทุน money market ต่างๆ

การลงทุนประเภทนี้ ทฤษฎีการเงินบอกว่าความเสี่ยงเป็น “ศูนย์” แต่ปู่กลับชี้ชัดว่า มันคือการลงทุนที่ “อันตรายที่สุด” เนื่องจากต้องเผชิญ “เงินเฟ้อ” ที่คอยทำลายมูลค่าอยู่ตลอดเวลา

ยิ่งเจอฤทธิ์ของ “ภาษี” มาผสมโรงด้วยแล้ว ยิ่งมีโอกาสน้อยมากที่จะรักษา “อำนาจซื้อ” เอาไว้ได้

นี่จึงเป็นการลงทุนที่ปู่ “ชอบน้อยที่สุด”

การลงทุนประเภทที่สอง คือการลงทุนที่ในสินทรัพย์ที่จะมีมูลค่าสูงขึ้น เมื่อตัวของมันเป็นที่ต้องการมากขึ้นเช่น ทองคำ อัญมณี สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ

สินทรัพย์จำพวกนี้ เมื่อมีคนจำนวนมากขึ้นอยากได้มัน ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้น เมื่อคนต้องการมันน้อยลง ราคาก็จะลดต่ำลง และหากไม่มีใครอยากได้มันอีกต่อไป มันก็จะหมดค่าลงไปในทันที

ปู่บอกว่า หากคุณมีทองคำอยู่หนึ่งออนซ์ มันก็จะมีน้ำหนักหนึ่งออนซ์ตลอดไป ไม่มีทาง “งอก” ขึ้นมามากกว่านั้นได้ แม้บางวันคุณจะเหงา อยากคุยกับมัน มันก็จะไม่ยอมคุยกับคุณอย่างแน่นอน

ที่สำคัญที่สุดก็คือ มันจะไม่ให้ “ผลตอบแทน” ใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่คุณทำได้คือถือมันไว้เฉยๆ เท่านั้น! นี่จึงเป็นการลงทุนที่ปู่ “รู้สึกกลางๆ”

การลงทุนประเภทที่สาม คือการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ “ผลิตผล” ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในธุรกิจ เรือกสวนไร่นา หรืออสังหาริมทรัพย์

ปู่บอกว่า การลงทุนจำพวกนี้ มีโอกาสสูงสุดที่จะรักษา “อำนาจซื้อ” เอาไว้ได้

เหตุก็เพราะว่า ไม่ว่าในอนาคต ผู้คนจะใช้สินทรัพย์อะไรเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน จะเป็น “เงินกระดาษ” หรือ “เหรียญกษาปณ์” เหมือนทุกวันนี้ หรือจะเป็น “เงินอิเล็คทรอนิค” หรือแม้แต่ หนวดเต่าเหาฉลามที่ไหนก็ตาม

ยังไงเสีย มนุษย์ก็ยังต้องกินต้องใช้ ต้องบริโภค “สินค้า”หรือ “บริการ” ต่างๆ ผู้คนจะยังคงดื่มน้ำอัดลม กินแฮมเบอร์เกอร์ กินอาหารที่ทำจากข้าวโพด ยังต้องมีบ้านอยู่ มียารักษาโรค ฯลฯ

ดังนั้น หากเราถือหุ้นบริษัทโคคาโคล่า หากเราถือหุ้นแม็คโดนัลด์ หากเรามีไร่ข้าวโพด หากเรามีบ้านให้คนเช่า หากเราถือหุ้นบริษัทยา ฯลฯ เราก็จะมี “อำนาจซื้อ” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของตัวสินทรัพย์เองที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 

รวมทั้ง “ผลิตผล” ที่จะได้รับ ตราบเท่าที่เรายังถือครองสินทรัพย์นั้นๆ (จะอยู่ในรูปของเงินปันผล ข้าวโพด ค่าเช่า หรืออะไรก็ตามแต่)

และนี่แหละ คือการลงทุนที่ปู่ “ชอบที่สุด” และตัวแกเองก็ร่ำรวยขึ้นมาจากการลงทุนในธุรกิจ หรือหากแม้นซื้อไม่ได้ทั้งธุรกิจ แกก็ซื้อ “หุ้น” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ และสร้างความมั่งคั่งทบทวี กลายเป็นชายชื่อวอร์เรน บัฟเฟตต์ ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

นักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ จึงควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ “ประเภทของสินทรัพย์” ตามที่ปู่ได้จำแนกไว้ และศึกษาให้รู้ถึงข้อดีข้อเสียของมัน

เพื่อที่จะได้เลือกลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความสามารถของตนเองครับ