P/E Band เครื่องมือชั้นดี ที่หลายคนไม่เคยใช้

peband

ชนิดา พัธโนทัย

การพิจารณาว่าหุ้นตัวหนึ่งราคาถูกหรือแพง และจะเข้าซื้อได้หรือยัง วิธีหนึ่งที่นิยมใช้คือ ดูว่าราคา ณ ตอนนี้ P/E อยู่ที่เท่าไร เมื่อเทียบกับ P/E ของตัวมันเอง จากอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

เช่น ณ ปัจจุบัน หุ้น XYZ มีค่า P/E อยู่ที่ 10 เท่า โดยที่ถ้าดูย้อนหลังไป (อาจจะ 3-4 ปี) หุ้นตัวนี้เทรดกันอยู่ที่ P/E ต่ำสุดประมาณ 9 เท่า และสูงสุดไม่เกิน 18 เท่า

ในกรณีนี้ ช่วงของ P/E ที่ 9-18 เท่า จึงถือเป็น “P/E Band” ของหุ้น XYZ

และการที่ P/E ปัจจุบันอยู่ที่ 10 เท่า แสดงว่าราคาหุ้น XYZ ณ จุดนี้ อาจจะค่อนข้างถูกแล้วก็เป็นได้ เพราะค่า P/E อยู่ใกล้จุดต่ำสุดมากแล้ว (จุดต่ำสุดคือ 9 สูงสุดคือ 18) การเข้าซื้อหุ้น ณ จุดนี้จึงถือว่ามีความเสี่ยงไม่มากและอาจคุ้มที่จะเสี่ยง

ในทางตรงข้าม ถ้าเราซื้อหุ้น ณ จุดที่ P/E ใกล้ๆ 18 เท่า ก็อาจหมายความว่าหุ้นแพงมากแล้ว จึงต้องตัดสินใจให้ดีหากจะเข้าไปซื้อ

หุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีหลายกลุ่มอุตสาหกรรม (เซกเตอร์) ด้วยกัน บางเซกเตอร์เทรดกันอยู่ที่ P/E ค่อนข้างสูง และก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยยอมลง

แต่บางเซกเตอร์ P/E ไม่ค่อยขยับไปไหน อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น หรือบางเซกเตอร์ก็จะมีกรอบของ P/E ที่ค่อนข้างชัดเจน

ทั้งนี้ การที่หุ้นที่อยู่ต่างเซกเตอร์กัน มี “พฤติกรรมของ P/E” แตกต่างกัน ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมาจากลักษณะของตัวธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้นๆ รวมถึงมุมมองของนักลงทุนที่มองหุ้นในแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไปนั่นเอง

ลองมาดูกันเล่นๆ ว่า P/E ของแต่ละเซกเตอร์ ณ ตอนนี้สูงไปหรือยัง หรือว่ายังต่ำอยู่ มาเริ่มกันที่กลุ่ม ICT ก่อนเลยค่ะ

peband-ict

 (ภาพบน) P/E Band ของกลุ่ม ICT (แนะนำให้คลิกที่ภาพแล้วลองซูมดูใกล้ๆ)

จาก P/E Band ของกลุ่ม ICT ระหว่างปี 2554-2557 จะเห็นได้ว่าค่า P/E อยู่ในช่วง 20-30 เท่า (สังเกตจากเส้นสีฟ้า แสดงกรอบบนและล่าง) โดยมีค่าเฉลี่ย P/E อยู่ที่ประมาณ 25 เท่า (สังเกตจากเส้นประสีส้ม) และที่วงกลมสีแดงไว้นั่นคือจุดที่ P/E สูงชนเพดาน บ่งบอกว่าราคาแพงมากแล้ว ควรระวังไว้ให้ดี!

ณ ปัจจุบัน P/E ของกลุ่ม ICT อยู่ที่ประมาณค่าเฉลี่ยพอดี จึงอาจตีความได้ว่า “หุ้น ICT เวลานี้ ไม่ถูกและก็ไม่แพงเกินไป” แต่จะเป็นจุดซื้อหรือยัง ก็คงแล้วแต่การตัดสินใจของแต่ละท่าน

ในตอนหน้าเรามาว่ากันต่อถึงเซกเตอร์อื่นๆ ค่ะ

——————————

หลักสูตร VI101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” รุ่นที่ 4 โดย Club VI  วันเสาร์ที่ 7 ก.พ. นี้ สำหรับผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ แต่ยังไม่มีพื้นฐานหรือพื้นฐานยังน้อย สมัครได้เลย คลิกที่นี่ 

หลักสูตรระดับกลาง ยอดนิยม VI201 “อ่านงบการเงิน” วันที่ 7 มี.ค. และ VI202 “ประเมินมูลค่าหุ้น” วันที่ 28-29 มี.ค. สมัครได้เลย คลิกที่นี่  

 

อย่ามองข้าม “กำไรตรงกลาง”

ebit

ชนิดา พัธโนทัย

หากพูดถึง งบกำไรขาดทุน ซึ่งเป็นงบที่แสดงผลการดำเนินงานของบริษัทแล้ว จุดหลักที่นักลงทุนต้องดูก่อนเลยก็คือ “Top line” ซึ่งหมายถึง “รายได้หลัก” ของบริษัท เช่น ยอดขาย หรือ รายได้จากการให้บริการต่างๆ ว่ามีอัตราการเติบโตมากน้อยเพียงใด

อีกจุดหนึ่ง ได้แก่ “Bottom line” คือเปิดดู “ตัวเลขบรรทัดสุดท้าย” ซึ่งหมายถึง “กำไรสุทธิ” เพราะถ้าขายได้เยอะ แต่ได้กำไรกลับมาน้อย ก็ย่อมจะไม่ดี

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่อยากให้พิจารณา คือ “กำไรที่อยู่ตรงกลาง”

กำไรที่อยู่ตรงกลางระหว่างบรรทัด หรือที่เราเรียกว่า “EBIT” ชื่อภาษาไทยคือ “กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายและภาษี” (Earnings before interest and tax) หรือบ้างก็เรียกว่า “กำไรจากการดำเนินงาน” (Operating profit) เป็นกำไรอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน

EBIT คือกำไรที่มาจาก รายได้จากการขาย หัก ต้นทุนขาย หัก ค่าใช้จ่ายในการขาย หัก ค่าใช้จ่ายในการบริหาร พูดง่ายๆ คือ รายได้ทั้งหมดของบริษัทหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดของบริษัท ยกเว้นเพียงสองรายการ คือ ดอกเบี้ยจ่าย และ ภาษีเงินได้

ดังนั้น EBIT จึงเอาไว้ใช้พิจารณากำไรของบริษัทที่ได้จากการประกอบกิจการจริงๆ ซึ่งยังไม่รวมผลของค่าใช้จ่ายที่เกิดจากโครงสร้างทางการเงินของบริษัท (ดอกเบี้ยจ่าย) และปัจจัยภายนอก (ภาษีเงินได้) นั่นเอง

Profits2

ในกรณีที่กิจการของบริษัทสามารถสร้างกำไรได้มาก EBIT ก็จะเยอะ แต่ถ้าบริษัทก่อหนี้ไว้เยอะ ดอกเบี้ยจ่ายก็จะมากัดกินกำไรนั้นจนลดลง …

หากเราดูกำไรแค่บรรทัดสุดท้าย เราจะมองไม่เห็นว่า จริงๆ แล้วบริษัทนี้มีผลการดำเนินงานที่ดี เพียงแต่มีภาระดอกเบี้ยเยอะ ซึ่งถ้าสามารถเคลียร์หนี้ได้หมด ก็จะเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่น่าสนใจ

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่ราคาหุ้นของบางบริษัทจะสูงขึ้นทันที เมื่อบริษัทประกาศว่าจะปรับโครงสร้างทางการเงิน หรือใช้วิธีใดก็ตามที่สามารถเคลียร์หนี้ให้น้อยลงได้ เพราะนั่นจะทำให้กำไรสุทธิค่อยๆ เพิ่ม และ P/E ก็จะลดลงตามไปด้วย (แต่ถ้าบริษัทเคลียร์หนี้ด้วยการเพิ่มทุน อันนี้ต้องดูอีกทีว่า EPS มีการ Dilute ลงมากน้อยแค่ไหน)

ดังนั้น EBIT จึงเป็นกำไรของทั้ง “ผู้ถือหุ้น” และ “เจ้าหนี้” (เนื่องจากยังไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยออกไป) ต่างจาก Net Profit ซึ่งเป็นกำไรของ “ผู้ถือหุ้น” เท่านั้น

ยังมี “กำไรขั้นกลาง” อีกหนึ่งตัว คือ EBITDA หรือ “กำไรที่อยู่ในรูปเงินสด” ซึ่งมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งที่นักลงทุนจะต้องรู้ไว้ เอาไว้มาว่ากันต่อตอนหน้าค่ะ

———————-

หลักสูตร VI101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” รุ่นที่ 4 โดย Club VI  วันเสาร์ที่ 7 ก.พ. นี้ สำหรับผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ แต่ยังไม่มีพื้นฐานหรือพื้นฐานยังน้อย สมัครได้เลย คลิกที่นี่ 

หลักสูตรยอดนิยม VI201 “อ่านงบการเงิน” และ VI202 “ประเมินมูลค่าหุ้น” รุ่นที่ 4 สมัครได้เลย คลิกที่นี่  

BGH หาเงินลงทุนมาจากไหน

[ อยาก “อ่านงบการเงิน” และ “ประเมินมูลค่าหุ้น” แบบมืออาชีพ แนะนำคอร์สสัมมนา พื้นแน่น-แม่นงบ (VI 201) และ ประเมินมูลค่าหุ้น (VI 202) รุ่นที่ 3 โดย Club VI คลิกที่นี่ ]

bgh13-club

โดย ชนิดา พัธโนทัย และ ชัชวนันท์สันธิเดช

หลังจากได้เล่าถึง “กลยุทธ์ในการเติบโต” ของ BGH ไปเมื่อตอนที่แล้ว ในตอนนี้มาดูกันนะคะว่า BGH หาเงินจากไหนมาลงทุนได้ตั้งมากตั้งมาย

ก่อนอื่น ต้องทราบก่อนว่า บริษัทโดยทั่วไปสามารถหาเงินทุนได้จากสองแหล่งใหญ่ คือ 1) การกู้ยืมเงิน (ซึ่งมีทั้งกู้จากธนาคารกับการออกหุ้นกู้) และ 2) การเพิ่มทุน (โดยระดมทุนจากผู้ถือหุ้นของบริษัท)

พูดง่ายๆ คือ ถ้าไม่ไปเอาเงินของคนอื่นมา (กู้มา) ก็ต้องใช้เงินของตัวเอง (เงินจากผู้ถือหุ้น)

ในส่วนของ BGH การจัดหาเงินทุนเพื่อนำมาใช้ขยายเครือข่ายโรงพยาบาล มาจาก “การกู้ยืม” เป็นหลัก ซึ่งบริษัทได้ทำทั้งการออก “หุ้นกู้” (Debenture) และการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน (Bank Loan) รวมถึงมีการกู้ยืมเงินระยะสั้นในรูปของ “เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร” (O/D หรือ Bank Overdraft) มาเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวอีกด้วย

ทีมงาน Club VI ได้ทำตารางสรุปแหล่งเงินกู้ของ BGH ให้เข้าใจกันง่ายๆ โดยแบ่งตาม “เครื่องมือสามชนิด” ดังนี้ค่ะ

แหล่งเงินทุนจาก “การกู้ยืม”                                  หน่วย: ล้านบาท
ปี 2554 ปี 2555 ปี 2556 Q2 ปี 2557
เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน (Bank overdraft & Short-term loan) 231 1,225 19 1,016
เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน (Long-term Loan) 7,764 9,448 8,564 11,191
หุ้นกู้ (Debenture) 8,461 9,064 14,059 11,091
รวม 16,457 19,737 22,642 23,298

จากตารางข้างต้น จะเห็นได้ว่า BGH จัดหาเงินทุนจากการออกหุ้นกู้และกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในสัดส่วนที่พอๆ กันมาโดยตลอด ยกเว้นในปี 2556 ที่หันมาเน้นออกหุ้นกู้เป็นหลัก โดยมีการออกหุ้นกู้เพิ่มอีก 7,000 ล้านบาท (เดี๋ยวจะอธิบายว่าเป็นเพราะเหตุใด) และหากต้องการเงินเร่งด่วนก็จะเบิกใช้จากวงเงิน O/D หรือเงินกู้ระยะสั้นนั่นเอง

bgh10-club

แน่นอนว่าแหล่งเงินกู้แต่ละแหล่งต่างก็มีต้นทุนทางการเงินที่แตกต่างกันออกไป (ต้นทุนทางการเงินในที่นี้ ก็คือ “ดอกเบี้ยจ่าย” นั่นเอง) แหล่งที่กู้ยากสุด และใช้ระยะเวลานานที่สุดกว่าจะได้เงินกู้มา อัตราดอกเบี้ยจ่ายก็ย่อมจะต้อง “ต่ำกว่า” แหล่งที่กู้มาได้ง่ายที่สุด ได้เงินมาเร็วสุด

ซึ่งถ้าบริษัทไหนมีการวางแผนทางการเงินที่ดี มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน ก็จะรู้ว่าจำเป็นต้องใช้เงินในช่วงเวลาไหน เพื่อลงทุนอะไร !!

หากจะเรียงลำดับแหล่งเงินกู้ จากแหล่งที่ “ต้นทุนต่ำสุด” แต่ “กู้ยากที่สุด” ไปจนถึงแหล่งเงินกู้ที่ “ต้นทุนสูงสุด” แต่ “กู้ง่ายที่สุด” จะได้ออกมาดังนี้

1) หุ้นกู้ 2) เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน 3) เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน (ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน) และ 4) เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร

bgh8

ทั้งนี้ เครื่องมือแต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป เรามาดูกันทีละตัวนะคะ

เริ่มกันที่ “หุ้นกู้” โดยส่วนใหญ่แล้วบริษัทจะออกและเสนอขายหุ้นกู้ให้กับนักลงทุนรายใหญ่ที่เป็นนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนักลงทุนเหล่านั้นก็เปรียบเสมือนเป็น “เจ้าหนี้” ของบริษัทนั่นเอง

โดยอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้จะมีลักษณะเป็นอัตราคงที่ (Fixed rate) คือกำหนดไปเลยว่าต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเท่าไรต่อปี ทำให้บริษัทสามารถคาดการณ์ต้นทุนทางการเงินได้ง่าย อายุของหุ้นกู้ก็จะมีตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 10 ปี

มาดูกันว่า BGH มี “ต้นทุนอัตราดอกเบี้ย” จาก “หุ้นกู้” ในระดับใดบ้าง

  อายุของหุ้นกู้
3 ปี 4ปี 5 ปี 7 ปี 10 ปี
อัตราดอกเบี้ยจ่าย 3.78%, 4.11% 3.99% 4.80 – 4.84% 5.35% 4.39 – 4.63%
ปีที่ออกหุ้นกู้ ปี 2554, 2551 ปี 2554 ปี 2551-2552 ปี 2552 ปี 2555 -2556

จากตารางจะเห็นได้ว่า หุ้นกู้ยิ่งอายุยาว อัตราดอกเบี้ยจ่ายก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย เปรียบเสมือนการที่เราไปกู้เงินใคร หากมีเวลาอีกนานกว่าจะถึงกำหนดชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็ต้องคิดดอกเบี้ยสูงเอาไว้ก่อนเพื่อเป็นการประกันความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม หากบริษัทไหนเครดิตดี ก็จะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่ไม่มากนัก

สำหรับ BGH ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating) อยู่ในระดับ A+ ซึ่งถือว่าดีทีเดียว บริษัทจึงจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้อยู่ที่ประมาณ 4-4.8% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ไม่สูงเลย

จะเห็นได้ว่านี่คือข้อได้เปรียบอีกประการหนึ่งของบริษัท

bgh9

ที่อยากตั้งข้อสังเกตคือ หุ้นกู้อายุ 10 ปีที่ออกในปี 2555-2556 มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าหุ้นกู้อายุ 5 ปี และ 7 ปี เสียอีก ทั้งนี้เพราะอัตราดอกเบี้ยในตลาดขณะนั้นอยู่ในระดับที่ไม่สูง BGH จึงถือโอกาสออกหุ้นกู้เพื่อ Fix อัตราดอกเบี้ยเอาไว้

นอกจากหุ้นกู้แล้ว BGH ยังมีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของ “เงินกู้ยืมระยะยาว” หรือ “เงินกู้ยืมระยะสั้น” โดยในส่วนของ “เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน” นั้น ส่วนใหญ่จะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราเงินฝากประจำ 6 เดือน บวกด้วยอัตราคงที่ที่ระบุในสัญญา

หมายความว่า เงินกู้นี้มีลักษณะเป็น Float rate คือแปรเปลี่ยนไปตามอัตราเงินฝากประจำ 6 เดือน ซึ่งเมื่อลองคำนวณดูคร่าวๆ แล้ว อัตราดอกเบี้ยจ่ายก็จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ ถือว่าไม่แตกต่างกันมากนัก นี่คือเหตุผลที่ BGH ใช้การระดมทุนผ่านทางเลือกนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

ส่วน “เงินกู้ยืมระยะสั้น” ผ่านทางตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตั๋วแลกเงิน รวมทั้ง “เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร” นั้น จะมีระยะเวลาการจ่ายชำระค่อนข้างเร็ว คือ ไม่เกิน 1 ปี ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยจ่ายก็จะอยู่ในระดับสูง ประมาณ 6-7% บริษัทจึงใช้เงินส่วนนี้เฉพาะกรณีชั่วคราวเท่านั้น

และล่าสุด บริษัทกำลังจะออก “หุ้นกู้แปลงสภาพ” อีก 10,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นเงินกู้ก้อนโตไม่ใช่เล่น แต่จะมีข้อดีหรือข้อเสียอะไรบ้างนั้น เดี๋ยวตอนหน้าเรามาว่ากันต่อนะคะ

———————————