รีวิว BGH Q1 (จบ)

bgh5โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

ในตอนที่แล้วได้พูดถึง “รายได้” “กำไรสุทธิ” และตัวเลขที่เป็น Key Driver ของ BGH อย่าง “จำนวนผู้ป่วยใน-นอก” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของ “อัตราการครองเตียง” กันไปแล้ว (ท่านใดยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 คลิกที่นี่)

จุดเน้นหลักในตอนที่ 2 นี้ คือเรื่องของ “ความสามารถในการทำกำไร” โดยขอแนะนำให้ดูตารางที่ทีมงานเราทำขึ้นมาประกอบไปด้วยนะครับ จะได้ไม่งง

ตารางสรุป “อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร” ของ BGH

ไตรมาส 1 ปี 57 ไตรมาส 1 ปี 56 ไตรมาส 4 ปี 56 ทั้งปี 2556
อัตรากำไรขั้นต้น 36.8% 36% 31.1% 34.8%
EBITDA margin 24.7% 24.7% 20.6% 21.3%
อัตรากำไรสุทธิ 14.8% 15.7% 10.6% 11.9%

เริ่มจากบรรทัดแรก คือ “อัตรากำไรขั้นต้น” หรือ Gross Profit Margin ในไตรมาส 1 ปี 2557 GPM ของ BGH อยู่ที่ 36.8% ดีขึ้นกว่าไตรมาส 1 ปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 36% เล็กน้อย

ยิ่งถ้าย้อนไปดูงบปี 56 เต็มปี ซึ่ง GPM ของบริษัทลดจากปี 55 ประมาณ 2% มาอยู่ที่ 34.8% แสดงให้เห็นว่า ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 57 อัตรากำไรขั้นต้นของ BGH ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อันเป็นผลมาจากการควบคุมต้นทุน ที่ช่วยให้ Pick up กำไรกลับมาได้ ตรงจุดนี้ ต้องคอยติดตามในไตรมาสต่อๆ ไปว่าจะทำได้ต่อเนื่องหรือไม่

บรรทัดต่อมา เรามาดู EBITDA หรือ “กำไรจากการดำเนินงานที่เป็นเงินสด” กันบ้าง

(BGH มีสินทรัพย์เยอะมาก หากดูเฉพาะ EBIT จะมีเรื่องของค่าเสื่อมราคาก้อนโตเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ไม่เห็นภาพที่แท้จริง จึงขอข้ามมาดู EBITDA เลย)

EBITDA ของ BGH ในไตรมาส 1 ปี 57 อยู่ที่ 3,463 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 3,076 ล้านบาท เกือบ 400 ล้านบาท หรือประมาณ 13% และสอดคล้องกับกับอัตราการเติบโตของรายได้ที่เพิ่มขึ้น 12%

Profits2

[ภาพ “บันไดสามขั้น” ของกำไร โดย Club VI]

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือบริษัทสามารถดึง EBITDA Margin ให้เพิ่มกลับมาอยู่ที่ 24.7% เท่ากันพอดีกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และดีกว่าของปี 56 ทั้งปี ซึ่งอยู่ที่ 21.3% อันเป็นผลมาจากการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ดีอีกเช่นกัน (แม้จะยังไม่แน่ชัดว่า Economies of Scale เพิ่มขึ้นขนาดไหนอย่างไร)

สำหรับ บรรทัดสุดท้าย คือ “กำไรสุทธิ” ดังได้เล่าไปในตอนที่แล้วว่า กำไรสุทธิที่เป็นตัวเงินเพิ่มขึ้น 7% YOY ซึ่งผมมองว่าออกจะน้อยไปสักนิด

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของ “อัตรากำไรสุทธิ” (Net Profit Margin) กลับลดลงจากเดิม 15.7% เมื่อไตรมาส 1 ปีก่อน เหลือ 14.8% ใน Q1 ปีนี้ ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากค่าเสื่อมราคาของโรงพยาบาลเครือข่ายแห่งใหม่ ที่เพิ่มขึ้นกว่า 100 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 1% ของรายได้นั่นเอง

ทว่าการลดลงตรงนี้ หลักๆ แล้วไม่ได้เกิดจาก “ค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสด” และไม่ได้เป็นผลกระทบจากตัวธุรกิจแต่อย่างใด จึงไม่มีอะไรต้องห่วงมากนัก

bgh3

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บริษัทเพิ่งทำ Interest Rate Swap ของหุ้นกู้ล็อตหนึ่ง (เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการจ่ายดอกเบี้ยใหม่ คล้ายๆ รีไฟแนนซ์) ทำให้สามารถประหยัดดอกเบี้ยจ่ายได้ 60 ล้านบาท โดยคิดเป็นดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ในปี 57 จำนวน 45 ล้านบาท และปี 58 อีก 15 ล้านบาท ซึ่งอาจจะช่วยให้อัตรากำไรสุทธิในงวดต่อๆ ไปเขยิบขึ้นได้

โดยสรุป เมื่อดูจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว บวกกับเรื่องของการเมืองภายในประเทศ ผลการดำเนินงานของ BGH ใน Q1 ถือว่า “สอบผ่าน” สบายๆ

และเมื่อดูย่างก้าวในการเติบโต ประกอบกับความสามารถในการระดมทุนของบริษัท เชื่อว่า BGH จะยังคงอยู่บนเส้นทางของการเติบโตต่อไป

…. และต่อไปอีกนาน

และนั่นก็คือทั้งหมดของ รีวิวงบ BGH ไตรมาส 1 ในโอกาสหน้า เราจะพูดถึง “กุญแจดอกสำคัญ” ที่ทำให้ BGH เติบโตก้าวกระโดดจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือเรื่องของการ “จัดหาเงินทุน” เพื่อขยายกิจการ การบริหารสภาพคล่อง ตลอดจนภาพรวมของ “โครงสร้างทางการเงิน” (Capital Structure) แห่งเครือโรงพยาบาลยักษ์ใหญ่แห่งนี้

ถ้าสนใจโปรดติดตามครับ

——————————-

ภาพประกอบ:

ภาพโลโก้ รพ.กรุงเทพ และภาพหมอเบิร์ด จากเว็บไซต์ รพ.กรุงเทพ

ภาพบันไดสามขั้น ของ Club VI 

รีวิว BGH Q1 57

bgh1โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

รายได้ไตรมาส 1 ปี 2557 เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเพิ่มจากโรงพยาบาลเดิม 10% และเพิ่มจากโรงพยาบาลใหม่ 2% ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกับที่ BGH เคยทำได้มาตลอด คือในระดับ 10-12%

ในส่วนของรายได้ ถือว่า “สอบผ่าน” ครับ

สำหรับกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้น 7%YOY และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ลดเหลือ 14.8% จากเดิม 15.7% เมื่อไตรมาส 1 ปีก่อน ตรงนี้ผมมองว่ากำไรเพิ่มขึ้นน้อยไปสักหน่อย แต่หากมองในแง่ดี ยังไงก็ยังเพิ่มขึ้น…

และถ้าดูจากสภาวะเศรษฐกิจ-การเมืองในช่วง Q1 ถือว่ากัดฟันให้ “ผ่าน” ได้เช่นกัน แม้จะไม่น่าพอใจนัก

ดูแค่ “รายได้” กับ “กำไร” อาจจะยังไม่ชัด เพราะ Key Driver ของการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลอยู่ที่การ “ขยายฐานผู้ป่วย” ซึ่งจะทราบได้โดยดูที่ปริมาณ “ผู้ป่วยใน” และ “ผู้ป่วยนอก”

เรามาว่ากันทีละตัวเลยนะครับ เริ่มจาก “ผู้ป่วยนอก” (Outpatients) ก่อน…

ในส่วนของผู้ป่วยนอก การจะบอกได้ว่าแต่ละวันมีคนมา “หาหมอ” มากน้อยเท่าไร ต้องดูจาก “จำนวนการ Visit ต่อวัน”

ปรากฏว่า ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา จำนวนการ visit ของผู้ป่วยนอกต่อวันของ BGH อยู่ที่เฉลี่ย “23,348 ครั้ง” เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2556 ซึ่งอยู่ที่เฉลี่ย “22,076 ครั้ง” เป็นจำนวน “1272 ครั้ง” หรือประมาณ 6% … นั่นคือ “ดีขึ้น”

ทีนี้มาดู “ผู้ป่วยใน” (Inpatients) กันบ้าง…

ในส่วนของผู้ป่วยใน ตัวเลขที่บอก Performance ได้ดีที่สุด คือ “อัตราการครองเตียง” (Utilization Rate) (ดังที่เคยบอกไปแล้วตอนวิเคราะห์งบปี 56) หรือที่ศัพท์เทคนิคของธุรกิจโรงพยาบาลเรียกว่า “จำนวนผู้ป่วยครองเตียงเฉลี่ยต่อวัน (Average Daily Census: ADC)”

ผลที่ออกมาก็คือ อัตราการครองเตียง ณ สิ้นไตรมาส 1 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 76% หลังจากเคยลดลงไปเหลือ 66% ตอนสิ้นปี 56 โดยเพิ่มประมาณ 400 กว่าเตียง 

ถือว่า “ดีขึ้นมาก” เลยทีเดียว!!

นอกจากปริมาณผู้ป่วยใน-นอก แล้ว โรงพยาบาลยังมีการปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลทุกปีตามอัตราเงินเฟ้อ ตลอดจนมีเทคโนโลยีการรักษาโรคที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งทำให้ “ค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยต่อหัว” สูงขึ้น ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้นด้วย

ขอเรียกน้ำย่อยเท่านี้ก่อนนะครับ ในตอนหน้า เราจะมาเจาะลึกกันว่า “อัตราการทำกำไร” ของ BGH เป็นอย่างไรบ้าง การควบคุมต้นทุนดีขึ้นมั้ย มี Economies of Scale แค่ไหน และเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก

โปรดติดตาม

 

วิเคราะห์งบ Q1 CPALL

7-112

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ ชนิดา พัธโนทัย

เพิ่งแกะงบ CPALL เสร็จครับ ตั้งแต่เข้าซื้อหุ้น MAKRO นี่ งบอ่านยากขึ้นเยอะ ดังนั้น ผมขอไปช้าๆ ทีละบรรทัด เผื่อท่านที่พื้นยังไม่แน่นจะได้ไม่งงนะครับ

รายได้รวมของ CPALL ในไตรมาสหนึ่งปี 57 คิดเป็นตัวเลขเกือบ “เก้าหมื่นล้านบาท” เพิ่มขึ้น 68.8% จากไตรมาสหนึ่งปีที่แล้ว ส่วนสำคัญเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการ MAKRO

แต่ถ้าตัดรายได้ “3.5 หมื่นล้านบาท” ของ MAKRO ใน Q1 ปีนี้ออกไป CPALL จะเหลือรายได้ “5.3 หมื่นล้าน” จากธุรกิจร้าน 7-11 ที่มีมาแต่เดิม และถ้าเทียบรายได้จากร้าน 7-11 ใน Q1 ปีที่แล้วกับ Q1 ปีนี้ จะพบว่าเพิ่มขึ้น 3.15% สูงขึ้นเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ไตรมาสหนึ่งปีที่แล้ว บริษัทมีร้าน 7-11 เพียง 7,041 สาขา แต่ไตรมาสหนึ่งปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 7,651 สาขา จะเห็นได้ว่า จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นกว่า 8% แต่รายได้เพิ่มขึ้นแค่ 3.15%

นั่นแปลว่าโดยภาพรวมแล้ว รายได้ของ 7-11 ต่อสาขา “ลดลงเล็กน้อย” ซึ่งสาเหตุคงหนีไม่พ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

cpall-mama

เมื่อไปดู “อัตรากำไรขั้นต้น” หรือ Gross Profit Margin (รายได้จากการขายและบริการ หักต้นทุน แต่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย) ปรากฏว่า GPM ของ CPALL จากธุรกิจร้าน 7-11 ดีขึ้นเล็กน้อย หากไม่รวมบัตรโทรศัพท์ จะเพิ่มจาก 25.4% เป็น 25.7% แต่ถ้ารวมบัตรโทรศัพท์ด้วย จะเพิ่มจาก 25.5% เป็น 27.4%

ทว่าเมื่อรวมเอากิจการ MAKRO เข้ามาด้วยจะพบว่า Gross Profit Margin ของ CPALL ลดลงจาก 25.9% เหลือ 20.9% หรือลดลงถึง 5% เนื่องจาก MAKRO เป็น “ธุรกิจค้าส่ง” ที่โดยธรรมชาติแล้วอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่า “ธุรกิจค้าปลีก” พอรวมกิจการเข้าด้วยกัน จึงมาฉุด margin ของ CPALL ให้ต่ำลง

อันนี้ดูเหมือนจะ “ไม่ดี” แต่ผมมองเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเมื่อไปซื้อกิจการขนาดใหญ่เข้ามา ทำให้โครงสร้างเปลี่ยน ตัวเลขต่างๆ จึงต้องเปลี่ยนไปด้วย ยังชี้ชัดไม่ได้ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง

ขยับบรรทัดลงมาเรื่อยๆ เรามาดู “ค่าใช้จ่ายในขายและบริหาร” (SG&A) กันบ้าง ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนอย่างไร

ผลที่ออกมาก็คือ ถ้าไม่รวม MAKRO “ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวม” ของ CPALL เพิ่มขึ้นจาก 22.3% เป็น 26.3% หรือเพิ่มขึ้น 4% พอดี

ตรงจุดนี้ บริษัทอธิบายว่าสาเหตุสำคัญมาจากค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเข้าซื้อ MAKRO ซึ่งเพิ่งเริ่มบันทึกเข้ามา ทำให้ดูเหมือนไตรมาสนี้ SG&A เพิ่มขึ้นเยอะ

(ค่าใช้จ่ายพวกนี้ผมยังไม่ได้ไปดูว่าจะต้องบันทึกไปอีกกี่ไตรมาส ซึ่งถ้าบันทึกครบจำนวนแล้ว ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ของ SG&A ต่อรายได้รวมก็คงจะลดลง)

cpall-coffee

ในทางตรงข้าม หากรวมกิจการ MAKRO เข้ามาด้วย ปรากฏว่าสัดส่วนของ ค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อรายได้รวมลดลงจาก “21.9%” เป็น “18.4%” เนื่องจากธรรมชาติของธุรกิจค้าส่งมีค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่ำกว่าค้าปลีกเยอะ 

… อันนี้ถือว่า “ดี”

ท่านเห็นไหมครับว่า แม้ธุรกิจค้าส่งจะต้นทุนสูงกว่าค้าปลีก แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารก็ต่ำกว่า ทุกอย่างมีดีมีเสีย ใครที่พื้นยังไม่แน่น ยังไม่แม่นงบ ต้องเรียนรู้ตรงนี้เอาไว้นะครับ

เลื่อนบรรทัดลงมาอีก…

เราดูรายได้กันไปแล้ว ดูต้นทุนกันไปแล้ว ดูค่าใช้จ่ายกันไปแล้ว ทีนี้ก็ถึงคิวของ EBIT หรือ “กำไรจากการดำเนินงาน” (กำไรที่หักทั้งต้นทุนและค่าใช้จ่ายแล้ว) กันบ้าง

ปรากฏว่ากำไรจากการดำเนินงานของ CPALL คิดรวมกิจการ MAKRO ด้วย “เพิ่มขึ้น 20%” แต่ EBIT Margin ลดลงจาก 7.4% เป็น 5.3% หรือลดลงประมาณ 2%

นี่เป็นผลจากบรรทัดข้างบนที่ Gross Margin ลดลงเยอะ จากต้นทุนของธุรกิจค้าส่งที่รวมเข้ามา ทำให้กำไรในบรรทัดนี้ลดลงตามไปด้วย แม้ SG&A จะลดลงแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่า CPALL ยังมีภาระหนักอก คือดอกเบี้ยจ่ายจากเงินกู้เข้าซื้อ MAKRO โดยในไตรมาสหนึ่งที่ผ่านมา บริษัทจ่ายดอกเบี้ยไปแล้ว 1,346 ล้านบาท นั่นทำให้กำไรสุทธิรวมของ CPALL ใน Q1 “ลดลง 15.1%” และปีนี้ทั้งปีต้องจ่ายร่วม 8,000 ล้านบาท ยังไม่นับปีต่อๆ ไป … ยังอีกยาวววว

cpall-meeting

วันนี้อาจกล่าวได้ว่า เรายังไม่เห็น Synergy ของ CPALL กับ MAKRO เท่าไรนัก ตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเพียงผลจากโมเดลของธุรกิจที่เปลี่ยน (มีธุรกิจใหม่เข้ามาซ้อนธุรกิจเก่า) คงต้องรอผลไตรมาสสอง แล้วเอามาเทียบกับไตรมาสหนึ่ง น่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น

(ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ผู้บริหารบอกว่าผลจากการ Synergy จะได้เห็นกันเร็วๆ นี้ ก็คงต้องรอดูกันต่อไป)

อีกเรื่องหนึ่งคือ บริษัทกำลังพยายามเพิ่มสินค้า House Brand ซึ่ง margin สูงกว่า โดยเฉพาะพวกของกิน อย่าง กาแฟเย็น และล่าสุด เห็นมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในกล่องโฟมยี่ห้อ 7-11 ออกวางจำหน่ายแล้ว ก็น่าจะช่วยเพิ่มกำไรได้ในระดับหนึ่ง

ส่วนผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวและพิษการเมืองก็คงเป็นไปตามสภาพ กำลังซื้อหด ยอดขายก็ลด การเติบโตสะดุด อันนี้โดนกันถ้วนหน้าทุกบริษัท

แต่ภาระหนักของ CPALL คือ “ดอกเบี้ยจ่าย” ซึ่งจะตามหลอกหลอนไปอีกหลายปี คงต้องรอให้ผ่าน 2 ปีแรกไปได้ จึงจะเห็นหน้าเห็นหลังมากขึ้นครับ