Moneyball บทพิสูจน์ “วีไอ” ชนะได้ทุกเกม

Moneyball11

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

มีใครเคยดูหนังเรื่อง Moneyball บ้างครับ?

ผมว่าคนทั่วไปที่เคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่วนใหญ่ก็น่าจะชอบอยู่แล้ว ยิ่งถ้าท่านเป็นวีไอ ดีกรีความประทับใจของท่านก็ยิ่งน่าจะมากกว่าคนอื่นๆ

Moneyball เป็นหนังที่สร้างขึ้นมาจากเรื่องจริง (มีดัดแปลงเนื้อเรื่องและชื่อตัวละครบางตัวเพียงเล็กน้อย) เป็นเรื่องราวในวงการเบสบอลอาชีพ พระเอกของเรื่อง คือ “บิลลี่ บีน” (แบรด พิตต์) ผู้จัดการทีม โอ๊คแลนด์ แอตเลติคส์ ทีมดังใน Major League Baseball

บีน เคยเป็นผู้เล่นอาชีพระดับแถวหน้ามาก่อน ในปี 1980 เขาถูกหลายๆ ทีมหมายมั่นปั้นมือว่าจะเลือกเป็น First pick ก่อนจะไปลงเอยในฐานะผู้เล่นของ New York Mets ซึ่งในปีนั้นได้เลือกผู้เล่นเป็นทีมแรก

แต่แล้ว บีนกลับไม่ประสบความสำเร็จในฐานะนักเบสบอล จนต้องผันตัวมาเป็น Scout (แมวมอง) โดยมาร่วมงานกับ โอ๊คแลนด์ แอตเลติคส์ และไต่เต้าสู่ตำแหน่งผู้จัดการทีมในอีกหลายปีต่อมา

ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เขาเกิดความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงทีม หลังจากโอ๊คแลนด์ไม่ประสบความสำเร็จมาหลายฤดูกาล เพราะเจ้าของทีมไม่ยอมทุ่มเงินเหมือนทีมยักษ์ใหญ่อื่นๆ

บีนตัดสินใจที่จะ “ปฏิวัติ” (Revolutionize) ทีม โดยใช้หลักที่เรียกกันว่า “Sabermetrics” ซึ่งหมายถึง การใช้สถิติในการวิเคราะห์ผู้เล่น

ผู้ที่คิดค้นหลักการนี้ คือ บิล เจมส์ นักสถิติ นักประวัติศาสตร์ และนักเขียนเกี่ยวกับเบสบอล หลักการของเขา ทำให้วิเคราะห์ออกมาได้ว่าเหตุใดแต่ละทีมจึงชนะหรือแพ้ และช่วยให้ค้นพบ “มูลค่า” ที่แท้จริงของผู้เล่นได้  (เปรียบได้กับ เบนจามิน เกรแฮม ของวอลล์สตรีท ยังไงยังงั้น)

ปีเตอร์ แบรนด์ บัณฑิตหนุ่มจากเยล ผู้ช่วยที่บีนดึงตัวมาทำทีม และเป็นคนที่แนะนำให้เขารู้จักกับหลัก Sabermetrics ชี้ให้บีนเห็นว่า มีผู้เล่นมากมายในลีกอาชีพ ที่ถูกประเมินมูลค่าต่ำไป ผู้เล่นบางคน ค่าตัวถูกนิดเดียว แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจ บ้างก็ถูกบดบังด้วยเหตุผลไร้สาระบางประการ เช่น “มีท่าวิ่งเหมือนเป็ด”

ฉากหนึ่งที่ผมชอบมากในหนังเรื่อง Moneyball คือตอนที่ แบรนด์ เรียก บีน ไปดู วีดีโอเทปการเล่นของ แชด แบรดฟอร์ด ผู้เล่นตำแหน่ง “พิตเชอร์สำรอง” หรือ Relief Pitcher (พิตเชอร์ คือ ผู้เล่นที่เป็นคนขว้างลูก ส่วน Relief Pitcher คือพิตเชอร์สำรอง เอาไว้ขว้างแทนเวลามือหนึ่งเจ็บ หรือเล่นไม่ดี หรือถูกเปลี่ยนตัวออกตามแท็คติก)

ปีเตอร์บอกบิลลี่ว่า แบรดฟอร์ด คือ ผู้เล่นที่ถูกประเมินค่าต่ำเกินไปมากที่สุด (Most undervalued player) ในวงการเบสบอล ทั้งๆ ที่จุดอ่อนของเขามีอย่างเดียว คือ เขามีท่าขว้างบอลที่ “ตลก” ทำให้ทีมใหญ่ๆ ไม่สนใจ และหากได้ตัวแบรดฟอร์ดมา เขาจะไม่ใช่เพียงพิตเชอร์สำรองที่เก่งที่สุดของทีมเรา แต่จะเป็นพิตเชอร์ที่เก่งที่สุดในวงการเบสบอล เลยทีเดียว

ที่สำคัญคือ จาก “มูลค่าแท้จริง” ของแบรดฟอร์ด ซึ่งควรจะอยู่ที่ 3 ล้านเหรียญ เราสามารถซื้อตัวเขา ด้วยค่าตัวเพียง 237,000 เหรียญเท่านั้น!!

หลังจาก  บีน ตัดสินใจซื้อ “ผู้เล่นเน้นคุณค่า” มาร่วมทีมหลายคน คณะที่ปรึกษาของทีมต่างก็ตกตะลึง หลายคนไม่เข้าใจว่าเขากำลังทำอะไรอยู่

การ “ฝ่ากระแสหลัก” ครั้งนั้น ทำให้บีนโดนมองว่า “บ้า” และจะฉุดทีมลงเหวในท้ายที่สุด แม้แต่เฮดโค้ชของทีมก็ไม่เชื่อฟัง ไม่ยอมใช้ “ผู้เล่นเน้นคุณค่า” ที่บีนซื้อมา ดึงดันจะใช้แต่ผู้เล่นระดับสตาร์ลงสนาม

สุดท้าย บีน ต้องใช้ “ไม้แข็ง” เขาตัดสินใจไล่คณะที่ปรึกษาของทีมที่ขวางทางเขาออก และ “โละ” ผู้เล่นระดับสตาร์หลายคน เพื่อให้ผู้เล่นที่เขาซื้อตัวมาได้ลงเล่น ทีมจะได้เดินไปในทิศทางที่เขาต้องการ 

เมื่อเห็นบิลลี่ “กล้า” ขนาดนั้น ปีเตอร์ ซึ่งเป็นคนเอาแนวคิดนี้มาเสนอเขาเอง ยังเตือนว่า “ที่ทำอยู่นี่ แน่ใจแล้วหรือ?” บิลลี่ย้อนถามปีเตอร์ว่า “แล้วนายมั่นใจหรือเปล่าว่าเรามาถูกทาง?” ปีเตอร์บอกว่า “ถูกแน่นอน เพียงแต่เราจะอธิบายกับคนอื่นได้ยาก” 

บิลลี่จึงบอกว่า “ถ้างั้น นั่นไม่ใช่ปัญหาเลย ปัญหาของคนเรา หลายครั้งไม่ได้อยู่ที่การทำในสิ่งที่ถูก แต่อยู่ที่ต้องคิดว่าจะ “อธิบาย” กับคนอื่นยังไง ซึ่งมันไร้สาระมาก” 

สุดท้าย บีน ก็ทำสำเร็จ หลังจากแพ้อยู่หลายเกม โอ๊คแลนด์ก็คว้าชัยชนะติดต่อกัน 20 ครั้ง เป็นสถิติใหม่ในรอบ 100 ปี ของวงการเบสบอล จนตัวเขาถูกทาบทามให้ไปเป็นผู้จัดการทั่วไปของ Boston Red Sox ทีมยักษ์ใหญ่  ด้วยค่าจ้างมหาศาลกว่า 12 ล้านเหรียญต่อปี

ทว่าบีนก็ปฏิเสธไป ด้วยเหตุผลว่า ตัวเขาอุตส่าห์เอาชนะ “เงิน” ได้แล้ว และไม่อยากพ่ายแพ้ต่อ “เงิน” อีกครั้งหนึ่ง (เห็นมั้ยว่า “แนว” ขนาดไหน)

หากจะเปรียบไป หลัก Sabermetrics ก็คือ Value Investment ดีๆ นี่เอง มันคือการวิเคราะห์ตัวเลข วิเคราะห์สถิติ มุ่งค้นหามูลค่าผู้เล่น ไม่ได้แตกต่างวีไอพันธุ์แท้ ที่มุ่งวิเคราะห์-ประเมินมูลค่าหุ้นเลยแม้แต่น้อย

บทเรียนจากหนังเรื่องนี้ ทำให้เราได้รู้ว่า หลัก Value Investment นั้น ใช้ได้ในหลากหลายสถานการณ์ ในแทบทุกการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นโลกของการลงทุน หรือแม้กระทั่งเกมกีฬา

สิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือ ผู้ที่นำมันไปใช้ ต้องตระหนักด้วยว่า ตัวเองกำลังเดิน “สวนกระแส” แต่เป็นการ “สวน” อย่าง “มั่นคง” ด้วย “หลักวิชาการ”

หากมุ่งมั่นที่จะเป็นวีไอ ก็ต้องมั่นใจ อย่าหวั่นไหวไปตามฝูงชน พึงยึดโยงอยู่กับพื้นฐาน แล้วจะ “ชนะ” ได้ในท้ายที่สุดครับ 

————————

ภาพประกอบ จาก en.wikipedia.org

เรขาคณิตของการเจ๊งหุ้น

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

นักเล่นหุ้นส่วนมากคุ้นเคยกับหลักการ “buy low, sell high” หรือ “ซื้อถูก ขายแพง” ด้วยเหตุนี้พอหุ้นที่หมายตามีราคาลดลง พวกเขาก็จะเข้าซื้อและหวังว่าจะไปขายทำกำไรในอนาคต

กลยุทธ์การเข้าซื้อเมื่อหุ้น “ย่อตัว” และขายออกไปเมื่อมัน “เด้ง” สามารถใช้ได้ดีในยามที่ราคาหุ้นเป็นไซด์เวย์ (sideway) คือ แกว่งตัวอยู่ในกรอบ หรือถ้าเป็นขาขึ้นก็ยิ่งดี เพราะเวลาเด้ง มันจะได้เด้งยาวๆ ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ หากจะกล่าวว่า นี่คือกลยุทธ์พื้นฐานของนักเล่นหุ้นส่วนมากในตลาดก็คงจะไม่ผิดนัก

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้อาจทำให้เกิดหายนะได้ หากว่าเรา “อ่านเกมไม่ขาด” แถมยังใช้กลยุทธ์ “เฉลี่ยต้นทุน” เสียอีกด้วย 

ผมจะยกตัวอย่างพร้อมแสดงให้เห็นด้วยเรขาคณิต ว่าหายนะเกิดขึ้นได้อย่างไร…และบางทีคุณอาจตกใจที่ผลลัพธ์มัน “โหดร้าย” กว่าที่คิด

ตัวอย่าง บมจ.ภูผาถ่านหิน

บมจ.ภูผาถ่านหิน เป็นยักษ์ใหญ่ในแวดวงพลังงาน ชนิดที่ทุกโบรกเกอร์ต้องออกบทวิเคราะห์ และมีมุมมองเป็นบวกทั้งในแง่ความแข็งแกร่งและผลกำไร หากเราย้อนดูราคาหุ้นของภูผาถ่านหินจะพบว่าอยู่ในช่วงขาขึ้น

1

เมื่อมองย้อนไปในอดีต นักลงทุนต่างคิดว่า บมจ.ภูผาถ่านหิน เป็นกิจการชั้นยอด เพราะยอดขายและกำไรของบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถ้าจะวัดกันด้วยอัตราส่วนทางการเงิน ค่า ROE (Return on Equity) ก็สูงกว่า 30% ค่าพีอี (Price-to-Earning) ก็ค่อนข้างต่ำเพียง 10 เท่า เรียกว่าเข้าตำราน่าซื้อทุกอย่าง พวกเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาในราคาหุ้นอย่างที่เห็น และยิ่งเห็นก็ยิ่งมั่นใจ

ฉะนั้น พอราคาหุ้นย่อตัวลงมาที่ 700 บาท พี่อ้น นักลงทุนมือใหม่เลยเข้าซื้อไว้ก่อน 100 หุ้น และครั้นราคาหุ้นตกลงมาที่ 650 บาท เขาก็จัดไปอีก 100 หุ้น เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสที่ได้ซื้อหุ้นดีราคาถูก

สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครเตือนพี่อ้น คือ โดยธรรมชาติของธุรกิจแล้ว กำไรของบริษัทขึ้นอยู่กับ “ถ่านหิน” ซึ่งจัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และถูกกำหนดราคาโดยตลาดโลก กล่าวได้ว่าถ่านหินมี “วัฏจักร” ของมัน และนั่นก็หมายความว่า บริษัทเองก็มีวัฏจักรของมันด้วยเช่นกัน และแม้บริษัทจะเก่งกาจเพียงใดก็ไม่อาจหลีกพ้นความจริงในข้อนี้

นี่คือสิ่งที่ “ตัวเลข” ไม่ได้บอกไว้!

การที่เขาโผล่เข้ามาแล้วเห็นขาขึ้นพอดี ทำให้คิดไปว่า ราคาหุ้นที่ลดลงเป็นแค่การย่อตัวของหุ้น … ทั้งที่จริงมันกำลังเข้าสู่ขาลง!

ถัวเฉลี่ยขาลง

นักลงทุนรายนี้คิดอยู่เสมอว่า หากเขาดึงต้นทุนให้ต่ำลงได้ โอกาสที่จะได้กำไรก็ย่อมจะสูงขึ้น ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาพยายามซื้อหุ้นเพิ่ม เพื่อเฉลี่ยต้นทุนให้ต่ำลง

ฟังดูเผินๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหายใช่ไหมครับ แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้ เพราะหุ้นตัวนี้กำลังอยู่ในขาลง และนี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

2

การซื้อหุ้นขาลง แม้เราจะได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำลง แต่ต้นทุนเฉลี่ยของเราก็ไม่ได้ลดลงเร็วเท่ากับราคาหุ้น เหตุเพราะว่ามีหุ้นล็อตแรกๆ ที่ซื้อไว้เมื่อตอนราคาสูงคอยเป็นตัวถ่วงอยู่

มิหนำซ้ำพอราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาถึงจุดหนึ่ง ซึ่งผมเรียกว่าเป็น “surrender price” หรือ จุดยอมแพ้ อาจจะด้วยเงินหมดหรือถอดใจก็ตามที

การซื้อหุ้นเพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนก็สิ้นสุดลง นักลงทุนส่วนมากจะไม่ยอมขายหุ้นทิ้งเพื่อคัทลอส แต่กลับยอมถือหุ้น “ติดดอย” และรอคอยจนกว่าราคาหุ้นจะดีดกลับขึ้นมาเท่าทุน พวกเขาถึงจะยอมขายหุ้นเหล่านั้นไป

เรขาคณิตของการซื้อหุ้นถัวเฉลี่ย

อธิบายผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นถัวเฉลี่ยในกรณีข้างต้นได้ดังนี้

3

เราอาจคิดว่า อู้หู! แทนที่จะขาดทุนสองหมื่น ไปๆ มาๆ พี่อ้นขาดทุนถึงห้าหมื่นบาท แต่… มันยังไม่จบครับ กล่องสี่เหลี่ยมที่ผมเรียงให้ดูมีลักษณะคล้าย สามเหลี่ยมขั้นบันได สังเกตว่าผมเรียงกล่องให้ดูถึงแค่ surrender price เท่านั้น ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของหายนะเลยด้วยซ้ำ

4

หากเราไล่นับกล่องสี่เหลี่ยมก็จะพบว่า เมื่อถึงวันที่ราคาหุ้นภูผาถ่านหินลงมาอยู่ที่ 350 บาท ผลขาดทุนทั้งหมดจะเท่ากับ 50000 + 60000 = 110,000 บาท ทั้งที่แรกเริ่มเดิมทีเขาลงทุนด้วยเงินแค่ 70,000 บาทเท่านั้น! และเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการซื้อหุ้นเพิ่มของเขานั่นเอง

เพื่อความชัดเจนผมจะชี้ให้เห็นเป็นกรณีไปนะครับ

กรณีแรก ซื้อล็อตแรกครั้งเดียว (100 หุ้น) แล้วทนถือเรื่อยมา ไม่มีการซื้อถัว

ต้นทุนของพี่อ้นจะอยู่ที่ 700 บาท และเมื่อราคาหุ้นตกลงเรื่อยมาจนอยู่ที่ 350 บาท เขาก็จะขาดทุน 50% คิดเป็นตัวเงิน (700 – 350) x 100 = 35,000 บาท

กรณีที่สอง เข้าซื้อรวม 4 ครั้ง ครั้งละ 100 หุ้น แล้วทนถือต่อมา

ต้นทุนเฉลี่ยจะอยู่ที่ 625 บาท ซึ่งเมื่อราคาหุ้นตกลงมาที่ 350 บาท เขาก็จะขาดทุน 44% คิดเป็นตัวเงิน (625 – 350) x 400 = 110,000 บาท

สิ่งที่ผมอยากให้สังเกต คือ แม้พี่อ้นจะลดเปอร์เซ็นต์การขาดทุนจาก 50% เหลือ 44% ได้ด้วยการซื้อหุ้นถัวเฉลี่ย แต่ในแง่จำนวนเงินที่ขาดทุนกลับเพิ่มทะลักล้นจาก 35,000 ไปเป็น 110,000 บาท

ยิ่งอัดเพิ่ม ยิ่งตายอนาถ

วิธีหนึ่งที่นักลงทุนหลายท่านชอบปฏิบัติกัน คือ ยิ่งหุ้นตกยิ่งซื้อมาก นัยว่าต้องการ “เกทับ” และเอาคืนให้เร็วที่สุด เป็นต้นว่าเริ่มซื้อครั้งแรก 100 หุ้น พอหุ้นตกลงมาก็เลยซื้อเพิ่ม 200 หุ้น และพอหุ้นตกมาอีก คราวนี้อัดเต็มๆ 400 หุ้น เป็นต้น

การ “อัดเพิ่ม” ในลักษณะนี้ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของเราลดลงมาเร็วกว่าปกติ ซึ่งก็หมายความว่า หากราคาหุ้นมีการเด้งขึ้น โอกาสที่เราจะกลับไปเท่าทุนก็มีมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่หุ้นเป็นขาลง การ “เด้งขึ้น” ของราคาหุ้นย่อมจะสั้นกว่าการ “ทรุดลง” …

ไอเดียเด็ดๆ ที่ว่าจะรอขายตอนหุ้นเด้งขึ้นนั้น บางครั้งมันก็เด้งเพียงแค่นิดเดียว ก่อนที่จะทรุดยาวต่อไป โดยมากไอเดียจึงเป็นได้แค่ไอเดียเท่านั้น

การซื้อหุ้นอัดเพิ่มโดยไม่คำนึงถึงแนวโน้มผลประกอบการในระยะยาว จัดได้ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะแทนที่เราจะเสียหายเพียงแค่ 100 หุ้น เราอาจต้องเสียหายเป็นพันๆ หุ้นเลยก็ได้ ถ้าอัดเพิ่มครั้งแล้วครั้งเล่า ราคาหุ้นก็ยังคงดิ่งลงนอกจากนี้ เนื่องจากคนเราย่อมมี resource ที่จำกัด (ซึ่งในที่นี้ก็คือเงิน)

การพยายามซื้อถัวเฉลี่ยด้วยวิธี “อัดเพิ่ม” ยังจะทำให้เราไปถึง surrender price เร็วขึ้น และนั่นก็ทำให้ “พื้นที่สี่เหลี่ยม” ใหญ่ขึ้น ผลขาดทุนโดยรวมก็จะยิ่งมากขึ้น

5

จากตัวอย่างการอัดเพิ่มนี้ ถ้าเรานับกล่องสี่เหลี่ยมใต้ surrender price เราจะนับได้ถึง 28 กล่อง และหากนับรวมทั้งหมดจะได้ 39 กล่อง! แต่อันที่จริงแค่เทียบรูปนี้กับรูปก่อนหน้าก็พอกะด้วยสายตาได้ว่า การอัดเพิ่มทำให้จำนวนกล่องของเรามากขึ้น และยิ่งจำนวนกล่องเยอะก็แปลว่ายิ่งขาดทุนมาก

การอัดหุ้นเพิ่มยิ่ง “มาก” และ “เร็ว” เท่าไหร่ก็ยิ่งตายอนาถเท่านั้น… จริงอยู่เราอาจขายหุ้นล็อตหลัง (ที่มีจำนวนมาก) ในจังหวะที่ราคาหุ้นเด้งขึ้น เพื่อทำกำไรสั้นๆ เอามาหักลบกับผลขาดทุนรวม แต่หากภาพรวมของหุ้นเป็น “ขาลง” เบ็ดเสร็จแล้วโอกาสเจ๊งมีมากกว่าเจ๊า

โดยส่วนตัวผมขอแนะนำว่า “ซื้อได้ถ้าเห็นว่าดี แต่อย่าซื้อเพื่อเฉลี่ยต้นทุน”

“รวยก่อน..แล้วจะรวย”

cpall-makro

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ข่าว ซีพีออลล์ (CPALL) ซื้อหุ้นของสยามแม็คโคร (MAKRO) จำนวน 64% จากบริษัทแม่สัญชาติฮอลแลนด์คือ SHV ด้วยราคาแพงระยับ ถึง “787 บาท” ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมถึง “188,880 ล้านบาท” นั้น แทบทุกคนคงได้รับรู้รับทราบผ่านสื่อต่างๆ กันไปแล้ว

ก่อนจะเล่าต่อไป ขอออกตัวก่อนนะครับว่า ทีมงาน Club VI เรา มีทั้งที่ “ชอบ” และ “ไม่ชอบ” ดีลนี้ และที่ผมเขียนนี่ ไม่ได้มีเจตนาจะ “เชียร์” หรือ “ไม่เชียร์” CPALL แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ต้องยอมรับนะครับว่า อภิมหาดีลครั้งนี้ ทำให้แวดวงนักลงทุนไทย แบ่งออกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย ชนิดที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง ซึ่งผมไม่ได้มองเป็นเรื่องเสียหาย ออกจะชอบใจเสียด้วยซ้ำ นักลงทุนบ้านเราจะได้ “ลับสมอง” กันเยอะๆ

กลับมาเข้าประเด็นนะครับ เนื่องจากเป็นการซื้อกิจการในราคาที่แพงมาก หลายคนจึงตั้งคำถามว่า แม้จะมีหลายธนาคารพร้อมปล่อยกู้ ทว่าหนี้ก้อนยักษ์ขนาดนั้น ผู้บริหาร CPALL วางแผนจะใช้หนี้อย่างไร?

ในเรื่องนี้ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ได้กล่าวไว้ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น CPALL เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2556 ที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นว่า ภายในเวลาแค่ “2 ปี” CPALL ก็จะ “ตัวเบา” แล้ว

ขยายความให้ฟังนะครับ ที่เจ้าสัวพูดทำนองว่าจะ “ตัวเบา” นั้น เป็นเพราะในปีล่าสุด MAKRO มีกำไรเกือบ 4,000 ล้านบาท และที่ผ่านมา กำไรของ MAKRO เติบโตถึงปีละราวๆ 30%

สมมุติ CPALL ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ของเงินต้น (ซึ่งถือเป็นอัตราต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้) ปีแรกจะจ่ายดอก 5,666 ล้านบาท (188,880 X 3%) และจะลดลงเรื่อยๆ ในปีต่อๆ ไป (เพราะเงินต้นลด) สวนทางกับกำไรของ MAKRO ที่โตวันโตคืน

ดังนั้น แค่เอาเงินปันผลที่จะได้จาก MAKRO (ซึ่งจะปันเท่าไรก็ได้ เพราะตัวเองถือหุ้นใหญ่อยู่แล้ว ย่อมสั่งหันซ้ายหันขวาได้ตามสะดวก) มาจ่ายดอกเบี้ย 5 พันกว่าล้าน ปีแรก CPALLจะยังติดลบอยู่ (คือดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายน้อยกว่าเงินปันผลที่ได้จาก MAKRO) แต่ปีที่ 2 ก็น่าจะเกือบเสมอตัว จากนั้น ในปีต่อๆ ไป ปันผลจาก MAKRO ที่ CPALL ได้ จะสูงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายแบงก์

จะเห็นได้ว่า ถ้าคิดเฉพาะเรื่องของ “ดอกเบี้ย” … แค่ “2 ปี” CPALL ก็ถือว่า “ตัวเบา” แล้วในระดับหนึ่ง

สำหรับในส่วนของ “เงินต้น” ที่ยังไม่รู้ต้องจ่ายปีละเท่าไรนั้น ทีมงาน Club VI เรา เอาตัวเลขมาวิเคราะห์ดูแล้ว พบว่า ด้วยอัตราการเติบโตของทั้ง CPALL และ MAKRO ที่ผ่านมา ภายใต้สมมุติฐานว่า มีระยะเวลาการชำระหนี้ทั้งหมดอย่างน้อย 10 ปี ข้อสรุปที่ได้ก็คือ CPALL คง “เอาอยู่” ในการใช้หนี้แบงก์

นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ของเรายังพบด้วยว่า ด้วยสมมุติฐานว่า MAKRO โตปีละ 25-30% และ CPALL โตปีละ 20-25% และด้วยอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3-4%…

เมื่อเวลาผ่านไป “5 ปี” CPALL ใหม่ ที่มี MAKRO มาอยู่ใต้ปีก จะโบยบินไปได้อย่างอิสระ และจะ “เป็นบวก” มากกว่า เมื่อเทียบกับการไม่ซื้อ MAKRO และขยายตัวตามปกติไปเรื่อยๆ (จาก Net EBITDA ที่คำนวณได้)

พูดภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ ภายใน 5 ปี CPALL น่าจะ “เคลียร์” ภาระจากการซื้อ MAKRO ได้ทุกอย่าง และโตได้ดีกว่าเดิม

สรุปได้ว่า ในแง่ของธุรกิจ CPALL “ซื้อ MAKRO” ดีกว่า “ไม่ซื้อ” 

Makro_2012-02-15_12-59-12

และไม่ใช่แค่นั้น CPALL ยังมีทางเลือกอื่นๆ ในการจัดการกับภาระหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นการ “เพิ่มทุน” (ซึ่งผู้บริหารยืนยันว่าจะไม่ทำ) หรือจะเป็นการขายสินทรัพย์ของ MAKRO เข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ อันจะช่วยให้ CPALL “ปลดภาระหนี้” ลงจากบ่าได้เร็วขึ้น (แม้ผู้บริหารจะยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ก็ตาม)

ซึ่งถ้าทำ … CPALL ก็จะ “ตัวเบา” เร็วขึ้นไปอีก

นั่นหมายความว่า หากปราศจากปัจจัยที่คาดไม่ถึง (ซึ่งมักจะมีอยู่เสมอ) ภายใน 5 ปี “เรือธง” ลำนี้ มีโอกาสจะวิ่งฉิวแบบ “ไร้แรงต้าน” มุ่งสู่ประเทศอื่นๆ ใน AEC รวมทั้งทั่วโลก และทำให้กลุ่มซีพีกลายเป็นผู้เล่นหลักของอาเซียนและเอเชียทั้งทวีป

เป็นจิ๊กซอว์ธุรกิจชิ้นสำคัญของ “เครือซีพี” ที่ได้มา … ด้วยราคาที่ “ผู้ถือหุ้น CPALL” ทุกคน ต้องจ่าย!!

นั่นคือเรื่องของการวิเคราะห์ทางการเงินและความเป็นไปได้ทางธุรกิจ แต่ประเด็นที่ผมอยากชี้ให้เห็น อยู่ตรงนี้ครับ

ดีลใหญ่ครั้งนี้ ทำให้เราได้รู้ว่า ในโลกของธุรกิจและการลงทุน “ตัวช่วยทางการเงิน” (Financial Leverage) มีพลังสูงขนาดไหน ยิ่งบริษัทใหญ่ ยิ่งรวย ยิ่งเครดิตดี ก็ยิ่งมี “ตัวช่วย” นี้มาก ซื้อกิจการใหญ่ยักษ์ก็ทำได้ และมีแบงก์พร้อมจะปล่อยกู้ให้

เมื่อซื้อมาแล้วก็ยังมี “ตัวช่วย” อื่นๆ อีกเยอะ โดยหากบริหารจัดการดีๆ ผ่านไปไม่กี่ปี ก็แทบจะเหมือน “ได้ของแพงมาฟรีๆ”!!

ถ้าเป็นบริษัทเล็กๆ คงยากที่จะทำแบบนี้ เพราะ “เครื่องมือ” น้อยกว่า

สมัยเด็กๆ ผมเคยถามญาติผู้ใหญ่ผู้มีอันจะกินคนหนึ่งว่า “ทำยังไงถึงจะรวย” แกตอบว่า “ก็รวยก่อนสิ แล้วจะรวย”

ตอนนั้นผมงง ไม่เข้าใจ โตขึ้นมาถึงรู้ว่า ที่แกพูดนั่นถูกต้องเลย วิธีทำให้ตัวเอง “รวย” คือ “รวยซะก่อน” คนยิ่งรวย ตัวช่วยยิ่งเยอะ ยิ่งได้เปรียบ ยิ่งทำให้รวยขึ้นไปอีก

เกมการเงินของคนรวย เป็นเกมที่ตะเกียกตะกายไปถึงได้ยาก แต่เมื่อไปถึงแล้ว อะไรๆ ก็จะง่ายลงอีกเยอะ เรียกได้ว่าเป็นโลกคนละโลกเลยทีเดียว

ดังนั้น หากนักลงทุนเลือกลงทุนในบริษัทที่มี “ความได้เปรียบ” ไม่ใช่ความได้เปรียบในสนามแข่งขันปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นความได้เปรียบในขั้นสูงกว่า ทั้ง เงินทุน อิทธิพล การผูกขาด ที่พร้อมจะผลักดันให้ธุรกิจ “ก้าวกระโดด” ต่อไป เมื่อโอกาสที่ใหญ่กว่ามาถึง นักลงทุนคนนั้นก็มีโอกาสเพิ่มความมั่งคั่งของตัวเองแบบ “ก้าวกระโดด” ได้เช่นกัน (ไม่ได้หมายถึงให้ซื้อหุ้น CPALL นะครับ อันนั้นท่านต้องคิดเอง)

“เงิน” และ “อำนาจ” จะดึงดูด “เงิน” และ “อำนาจ” ที่ยิ่งใหญ่กว่าเข้ามาเสมอ สุดท้ายแล้ว ผู้ชนะเท่านั้นที่จะได้ทุกสิ่ง นี่คือ “สัจธรรม” ของโลกธุรกิจครับ

——————————-

ภาพประกอบ – ภาพแม็คโคร จาก siammakro.co.th