ดร.ศุภชัย ชี้ความเป็นไปได้ “ต้มยำกุ้ง 2”

IMG_6138
เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่ WTO ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Asian Nikkei Review โดยชี้ถึงสัญญาณอันตรายของเศรษฐกิจไทยและเอเชีย ผมไปอ่านเจอและเห็นว่ามีประโยชน์มากทีเดียว จึงขอสรุปออกมาเป็นข้อๆ ให้เข้าใจกันง่ายๆ นะครับ
1. ถามว่า เอเชียมีโอกาสเจอวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้งหรือไม่ ดร. ศุภชัย ตอบว่า ตอนนี้ทุกอย่างยังดูดีอยู่ เศรษฐกิจอเมริกาดีขึ้นเรื่อยๆ ตลาดหุ้นก็ขึ้นตาม หุ้นเอเชียก็ขึ้น ส่วนจีนกำลังปรับโครงสร้าง
สิ่งที่ต้องระวัง คือปัจจัยที่จะมาทำให้ภาพที่กำลังดีเหล่านี้สิ้นสุดลง
2. ถามว่า ปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นคืออะไร ก็ อาทิเช่น ถ้าค่าเงินหยวนร่วงลงรุนแรง จะฉุดให้ค่าเงินเอเชียร่วงลงไปด้วยทั้งภูมิภาค และลุกลามกลายเป็นวิกฤตได้ แต่ตอนนี้รัฐบาลจีนก็ดูเรื่องนี้อยู่ และหยวนต่อดอลล่าร์ก็เริ่มทรงตัวแล้ว
3. ถามว่า แล้วประเทศไทยเองเสี่ยงที่จะเจอวิกฤตเหมือนเมื่อครั้งต้มยำกุ้งอีกหรือไม่ ตอบว่า เศรษฐกิจยังไปได้อยู่ มีเงินสำรองต่างประเทศเพียงพอ อัตราการว่างงานต่ำกว่า 1% ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ แต่ก็ด้วยความแข็งของค่าเงินบาท ทำให้เศรษฐกิจไทยโตยาก
4. สิ่งที่น่าเป็นห่วงของเมืองไทย คือความสามารถในการแข่งขัน
ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตามเราทันหมดแล้ว และอาจแซงเราได้ในเร็ววันนี้ ทั้ง อินโดฯ อินเดีย ที่โตเร็วมาก เช่นเดียวกับ จีน ฟิลิปปินส์ ทุกวันนี้เศรษฐกิจไทยโตปีละ 3% เทียบกับทั่วโลกถือว่าไม่น้อย แต่เราแพ้เพื่อนบ้านที่โตกันปีละ 5-6%
5. ถามว่า เรื่องฟองสบู่อสังหาล่ะ น่าเป็นห่วงหรือไม่
ดร.ศุภชัย ตอบว่า ปัจจุบันมีการปล่อยสินเชื่ออสังหาฯ ในปริมาณที่สูงมาก ทำให้เกิดโครงการใหม่ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด จนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยเกิด oversupply อยู่หลายหมื่นยูนิต ผู้ประกอบการจึงหันไปจับลูกค้ากลุ่มบนและชาวต่างชาติแทน
แต่การไปจับลูกค้าต่างชาติก็ต้องระวัง เพราะถ้าวันหนึ่งพวกเขาหยุดซื้อขึ้นมา สินเชื่อจำนวนมากจะกลายเป็น NPL และสุดท้ายแบงก์ก็จะมีปัญหาจนส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจโดยรวม
อย่าชะล่าใจว่าปัญหายังไกลตัว สมัยก่อนคนก็พูดแบบนี้ สุดท้ายจึงกลายเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง!!
6. ปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่งมาจากต่างประเทศ คือถ้าดอกเบี้ยขึ้นเร็ว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตามเทรนด์เศรษฐกิจโลกเวลานี้ ราคาอสังหาก็อาจร่วงลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
7. ถามว่า แล้วจะเตรียมตัวป้องกันวิกฤตกันอย่างไร ดร.ศุภชัย ตอบว่า ประเทศเอเชียต้องช่วยกันระวังและสนับสนุนกันและกัน เงินทุนที่ประเทศเอเชียใช้ล้วนมาจากภายนอก เป็นการเข้ามาโดยปราศจากการควบคุม ปราศจาก governance
เงินพวกนี้ ถ้าวันหนึ่งจะไหลออก มันก็ออกได้ทันที พวกผู้จัดการกองทุนเขาไม่สนใจหรอกว่า ค่าเงินที่ผันผวนจะส่งผลเสียหายอย่างไรบ้าง!!
8. ประเทศในกลุ่มอาเซียนต้องใช้ประโยชน์จากความเป็น AEC หานโยบายที่จะป้องกันผลกระทบในทางลบที่อาจเกิดกับเรา โดยเป็นนโยบายที่กระตุ้นการเติบโตและสนับสนุนการค้าการลงทุน ถ้าทำได้ก็จะลดแรงกระแทกหากทางต่างประเทศเกิดอะไรขึ้น
นี่ AEC ก็เริ่มมาปีกว่าแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย มีแต่ชื่อสวยๆ เท่านั้น ควรทำอะไรที่เป็นรูปธรรมได้แล้ว
———
ที่มาของข้อมูล : Nikkei Asian Review June 26- July 2, 2017
Image credit : Roberto Barroso / Abr (source: wikipedia)
หมายเหตุ –  ข้อเขียนนี้เป็นการสรุปความ มิได้แปลออกมาแบบคำต่อคำ โดยผมพยายามถอดความให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับที่สุด หากมีข้อผิดพลาดใดๆ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้

กระเป๋า NaRaYa มีดีอะไร?

naraya-cover.jpg

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เทรนด์ “จีนเที่ยวไทย” ที่นักท่องเที่ยวจากแผ่นดินมังกรแห่กันมาบุกสยามประเทศนั้น กำลังแรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ และคงจะเป็นเช่นนี้ไปอีกพักใหญ่ หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงรุนแรงจริงๆ

นอกจากธุรกิจท่องเที่ยวแล้ว สินค้าต่างๆ ของไทยที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมชมชอบ ก็พลอยได้รับประโยชน์จากเทรนด์นี้ไปเต็มๆ ชนิด “ไม่อยากรวยก็ต้องรวย”

ไม่ว่าจะเป็นสาหร่ายเถ้าแก่น้อย (TKN), ร้านเครื่องสำอาง BEAUTY, ครีม Snail White, ยาดมโป๊ยเซียน, กอเอี๊ยะไทเกอร์บาล์ม, มะม่วงกรอบ, ทุเรียนทอด, นมอัดเม็ดจิตรลดา ฯลฯ

แต่ที่ผมมองว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ คือกระเป๋ายี่ห้อ NaRaYa (นารายา) เนื่องจากสินค้าแบรนด์นี้นอกจากจะ “ฮิตสุดๆ” ในหมู่คนจีนแล้ว แม้แต่คนญี่ปุ่นก็ยังชื่นชอบ ต้องถือว่ามีไม่บ่อยครั้งนักที่คนสองชาติซึ่งต่างกันสุดขั้ว จะมาชอบของแบรนด์เดียวกัน

ผมลองสอบถามจากเพื่อนคนจีนและญี่ปุ่น รวมทั้งคนไทยที่ชอบกระเป๋า NaRaYa (แม้จะมีไม่มากนัก) ว่ามองกระเป๋าแบรนด์นี้ว่ามีดีตรงไหน ส่วนใหญ่มักตอบมาเหมือนๆ กันว่า “สวยและถูก”

เท่าที่ผมเข้าไปเดินดูในร้านอยู่หลายครั้ง ก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ สินค้าของ NaRaYa ทำออกมาได้น่ารัก หลากสีสัน ที่ฉลาดมากๆ คือ มักจะทำออกมาเป็น set จึงดึงดูดให้ลูกค้า “ซื้อยกชุด” และด้วยความที่ราคาไม่แพง จึงเหมาะที่จะซื้อเป็นจำนวนมากๆ ไปฝากเพื่อนฝูงและคนในครอบครัว

IMG_5826

จะเห็นได้ว่า กลยุทธ์ “การตั้งราคาต่ำ” (low-price strategy) ของ NaRaYa ถือว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เพราะทำให้เกิด “การซื้อฝาก” จึงช่วยให้สินค้าแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว เป็นการยืมมือลูกค้าช่วยประชาสัมพันธ์โดยไม่ต้องเปลืองแรง

และจากประสบการณ์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองจีน ผมบอกได้เลยว่า NaRaYa “จุดติด” มากๆ ในแดนมังกร ขนาดเหล่าซือที่สอนภาษาจีนผม เป็นคนเสฉวน ทุกวันนี้ยังไม่เคยมาเที่ยวเมืองไทย แต่เธอกลับรู้จักกระเป๋า “ม่านกู่เปา” (曼谷包 ชื่อเรียก NaRaYa ในหมู่คนจีน แปลเป็นไทยว่า “กระเป๋ากรุงเทพ”) มานานแล้ว เธอบอกว่าชอบมากๆ สวยมาก แต่พอผมจะซื้อฝากก็ไม่เอา บอกว่าเดี๋ยวจะมาเลือกที่เมืองไทยเองดีกว่า

โดยสรุป ผมมองว่าความสำเร็จของ NaRaYa เกิดจากปัจจัยต่อไปนี้

  1. ดีไซน์ที่สวย น่ารัก มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย เหมาะที่จะซื้อเป็นที่ระลึกหรือของฝาก เพราะบอกได้ว่ามาจากประเทศไทย
  2. ราคาถูก ทำให้เกิดการซื้อฝากจำนวนมากๆ เป็นการ “ยืมมือลูกค้า” เพื่อประชาสัมพันธ์โพรดักส์ไปในตัว
  3. การออกสินค้ามาเป็นเซต ช่วยดึงดูดให้คนซื้อหลายๆ ชิ้น ซึ่งน่าจะเพิ่มยอดซื้อต่อบิลให้มากขึ้นกว่าเดิม
  4. สินค้าจุดติด กลายเป็นของที่ “ต้องซื้อ” จนประสบความสำเร็ตติดลมบนถึงทุกวันนี้

ก็ขอฝากเอาไว้เป็นโมเดลแห่งความสำเร็จประมาณนี้ เผื่อใครที่คิดอยากทำสินค้าจับเทรนด์จีนเที่ยวไทย จะได้ประยุกต์ไปใช้เป็นแบบอย่าง ไม่แน่อาจจะรวยเป็นรายต่อไปครับ

กุญแจสามดอกของ AOT

airport-1105980_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมเขียนบทความน้ีตอนเย็นวันจันทร์ที่ 24 กรกฏาคม 2560 โดยหุ้น AOT เพิ่งปิดตลาด ณ ราคา 51.75 บาท ถือเป็น “นิวไฮ” อีกครั้ง หลังแตะระดับสูงสุดใหม่มาแล้วหลายหนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

แม้คนส่วนใหญ่ต่างบอกว่า หุ้น AOT “แพงไปแล้ว” ณ จุดนี้ แต่ผมไม่สามารถให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวได้ เพียงอยากกล่าวถึง Key Success Factor หรือ “ปัจจัยสู่ความสำเร็จ” ของบริษัท โดยไม่เกี่ยวกับตัวหุ้น ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

ผมมองว่าปัจจัยสู่ความสำเร็จของ AOT มีสามประการ ดังต่อไปนี้

ประการแรก AOT มีอำนาจผูกขาดในระดับ “Super Monopoly” การมีสองสนามบินหลักอยู่ในพอร์ต ทำให้บริษัทควบคุมธุรกิจการบินของประเทศอย่างเบ็ดเสร็จชนิดไม่มีใครสู้ได้ และแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาท้าทาย

ประการที่สอง ดังที่ ดร. นิเวศน์ เคยพูดไว้ว่า AOT เป็นบริษัทที่มี “high operational leverage” กล่าวคือ แม้จะใช้เงินลงทุนสูง แต่เมื่อลงทุนถึงจุดหนึ่ง บริษัทจะผลิตกระแสเงินสดได้เป็นกอบเป็นกำ โดยแทบไม่ต้องใส่เงินลงไปเพิ่มอีกเลย เรียกได้ว่า “นอนตีกิน” ไปได้ยาวๆ

china-669547_960_720
ประการที่สาม คงหนีไม่พ้น เทรนด์ “จีนเที่ยวไทย” ที่นักท่องเที่ยวจากแผ่นดินมังกรเข้ามาท่องแดนสยามกันมากมายในแต่ละปีจนสนามบินแทบแตก ทำให้ AOT ได้อานิสงค์ไปเต็มๆ แม้จะโดนผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญไปบ้าง ก็น่าจะฟื้นคืนกลับมาได้

นอกจากนี้ ปัจจัยที่สาม ยังครอบคลุมถึงการเติบโตของธุรกิจ low-cost airline  ในประเทศ ที่ไม่ว่าจะแข่งขันกันดุเดือดเพียงใด ในฐานะผู้บริหารสนามบิน AOT  ก็มีแต่ “ได้” กับ “ได้”

นอกจากทั้งสามปัจจัยข้างต้นแล้ว อีกหนึ่งเหตุการณ์ในอดีตที่จะลืมเสียไม่ได้ อันเป็น “จุดเปลี่ยน” ทำให้บริษัทผงาดขึ้นมาทำกำไรในระดับนี้ คือการที่ “สนามบินดอนเมือง” ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ ทั้งๆ ที่โดนปลดระวางไปแล้วก่อนหน้านั้น

การเอาดอนเมืองกลับมาใช้งาน คือการ “utlize asset” ที่มีอยู่เดิม โดยบริษัทแทบไม่ต้องลงทุนเพิ่มใดๆ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์พร้อมใช้ ต่างจากการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 – 3 ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนก้อนโต

กำไรเป็นกอบเป็นกำจากดอนเมือง จึงเป็นเสมือน “ลาภลอย” ไหลพรั่งพรูเข้ามาต่อเนื่องไม่รู้จบ จนถึงทุกวันนี้

ขอย้ำอีกครั้งว่า ผมไม่มีความเห็นใดๆ ทั้งส้ินต่อ “ตัวหุ้น” AOT บอกได้แต่เพียงว่า หากเจอบริษัทไหนที่มีปัจจัยแห่งชัยชนะเหมือนๆ กัน ได้แก่ 1) Super Monopoly 2) high operational leverage และ 3) สอดคล้องกับเทรนด์  ก็สมควรที่จะเอามาพิจารณาอย่างจริงจัง

ส่วนลาภลอยนั้นอย่าไปสนใจ เพราะเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ หากได้มาก็ถือว่าโชคดีไปครับ