“รวยก่อน..แล้วจะรวย”

cpall-makro

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ข่าว ซีพีออลล์ (CPALL) ซื้อหุ้นของสยามแม็คโคร (MAKRO) จำนวน 64% จากบริษัทแม่สัญชาติฮอลแลนด์คือ SHV ด้วยราคาแพงระยับ ถึง “787 บาท” ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมถึง “188,880 ล้านบาท” นั้น แทบทุกคนคงได้รับรู้รับทราบผ่านสื่อต่างๆ กันไปแล้ว

ก่อนจะเล่าต่อไป ขอออกตัวก่อนนะครับว่า ทีมงาน Club VI เรา มีทั้งที่ “ชอบ” และ “ไม่ชอบ” ดีลนี้ และที่ผมเขียนนี่ ไม่ได้มีเจตนาจะ “เชียร์” หรือ “ไม่เชียร์” CPALL แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ต้องยอมรับนะครับว่า อภิมหาดีลครั้งนี้ ทำให้แวดวงนักลงทุนไทย แบ่งออกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย ชนิดที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง ซึ่งผมไม่ได้มองเป็นเรื่องเสียหาย ออกจะชอบใจเสียด้วยซ้ำ นักลงทุนบ้านเราจะได้ “ลับสมอง” กันเยอะๆ

กลับมาเข้าประเด็นนะครับ เนื่องจากเป็นการซื้อกิจการในราคาที่แพงมาก หลายคนจึงตั้งคำถามว่า แม้จะมีหลายธนาคารพร้อมปล่อยกู้ ทว่าหนี้ก้อนยักษ์ขนาดนั้น ผู้บริหาร CPALL วางแผนจะใช้หนี้อย่างไร?

ในเรื่องนี้ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ได้กล่าวไว้ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น CPALL เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2556 ที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นว่า ภายในเวลาแค่ “2 ปี” CPALL ก็จะ “ตัวเบา” แล้ว

ขยายความให้ฟังนะครับ ที่เจ้าสัวพูดทำนองว่าจะ “ตัวเบา” นั้น เป็นเพราะในปีล่าสุด MAKRO มีกำไรเกือบ 4,000 ล้านบาท และที่ผ่านมา กำไรของ MAKRO เติบโตถึงปีละราวๆ 30%

สมมุติ CPALL ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ของเงินต้น (ซึ่งถือเป็นอัตราต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้) ปีแรกจะจ่ายดอก 5,666 ล้านบาท (188,880 X 3%) และจะลดลงเรื่อยๆ ในปีต่อๆ ไป (เพราะเงินต้นลด) สวนทางกับกำไรของ MAKRO ที่โตวันโตคืน

ดังนั้น แค่เอาเงินปันผลที่จะได้จาก MAKRO (ซึ่งจะปันเท่าไรก็ได้ เพราะตัวเองถือหุ้นใหญ่อยู่แล้ว ย่อมสั่งหันซ้ายหันขวาได้ตามสะดวก) มาจ่ายดอกเบี้ย 5 พันกว่าล้าน ปีแรก CPALLจะยังติดลบอยู่ (คือดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายน้อยกว่าเงินปันผลที่ได้จาก MAKRO) แต่ปีที่ 2 ก็น่าจะเกือบเสมอตัว จากนั้น ในปีต่อๆ ไป ปันผลจาก MAKRO ที่ CPALL ได้ จะสูงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายแบงก์

จะเห็นได้ว่า ถ้าคิดเฉพาะเรื่องของ “ดอกเบี้ย” … แค่ “2 ปี” CPALL ก็ถือว่า “ตัวเบา” แล้วในระดับหนึ่ง

สำหรับในส่วนของ “เงินต้น” ที่ยังไม่รู้ต้องจ่ายปีละเท่าไรนั้น ทีมงาน Club VI เรา เอาตัวเลขมาวิเคราะห์ดูแล้ว พบว่า ด้วยอัตราการเติบโตของทั้ง CPALL และ MAKRO ที่ผ่านมา ภายใต้สมมุติฐานว่า มีระยะเวลาการชำระหนี้ทั้งหมดอย่างน้อย 10 ปี ข้อสรุปที่ได้ก็คือ CPALL คง “เอาอยู่” ในการใช้หนี้แบงก์

นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ของเรายังพบด้วยว่า ด้วยสมมุติฐานว่า MAKRO โตปีละ 25-30% และ CPALL โตปีละ 20-25% และด้วยอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3-4%…

เมื่อเวลาผ่านไป “5 ปี” CPALL ใหม่ ที่มี MAKRO มาอยู่ใต้ปีก จะโบยบินไปได้อย่างอิสระ และจะ “เป็นบวก” มากกว่า เมื่อเทียบกับการไม่ซื้อ MAKRO และขยายตัวตามปกติไปเรื่อยๆ (จาก Net EBITDA ที่คำนวณได้)

พูดภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ ภายใน 5 ปี CPALL น่าจะ “เคลียร์” ภาระจากการซื้อ MAKRO ได้ทุกอย่าง และโตได้ดีกว่าเดิม

สรุปได้ว่า ในแง่ของธุรกิจ CPALL “ซื้อ MAKRO” ดีกว่า “ไม่ซื้อ” 

Makro_2012-02-15_12-59-12

และไม่ใช่แค่นั้น CPALL ยังมีทางเลือกอื่นๆ ในการจัดการกับภาระหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นการ “เพิ่มทุน” (ซึ่งผู้บริหารยืนยันว่าจะไม่ทำ) หรือจะเป็นการขายสินทรัพย์ของ MAKRO เข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ อันจะช่วยให้ CPALL “ปลดภาระหนี้” ลงจากบ่าได้เร็วขึ้น (แม้ผู้บริหารจะยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ก็ตาม)

ซึ่งถ้าทำ … CPALL ก็จะ “ตัวเบา” เร็วขึ้นไปอีก

นั่นหมายความว่า หากปราศจากปัจจัยที่คาดไม่ถึง (ซึ่งมักจะมีอยู่เสมอ) ภายใน 5 ปี “เรือธง” ลำนี้ มีโอกาสจะวิ่งฉิวแบบ “ไร้แรงต้าน” มุ่งสู่ประเทศอื่นๆ ใน AEC รวมทั้งทั่วโลก และทำให้กลุ่มซีพีกลายเป็นผู้เล่นหลักของอาเซียนและเอเชียทั้งทวีป

เป็นจิ๊กซอว์ธุรกิจชิ้นสำคัญของ “เครือซีพี” ที่ได้มา … ด้วยราคาที่ “ผู้ถือหุ้น CPALL” ทุกคน ต้องจ่าย!!

นั่นคือเรื่องของการวิเคราะห์ทางการเงินและความเป็นไปได้ทางธุรกิจ แต่ประเด็นที่ผมอยากชี้ให้เห็น อยู่ตรงนี้ครับ

ดีลใหญ่ครั้งนี้ ทำให้เราได้รู้ว่า ในโลกของธุรกิจและการลงทุน “ตัวช่วยทางการเงิน” (Financial Leverage) มีพลังสูงขนาดไหน ยิ่งบริษัทใหญ่ ยิ่งรวย ยิ่งเครดิตดี ก็ยิ่งมี “ตัวช่วย” นี้มาก ซื้อกิจการใหญ่ยักษ์ก็ทำได้ และมีแบงก์พร้อมจะปล่อยกู้ให้

เมื่อซื้อมาแล้วก็ยังมี “ตัวช่วย” อื่นๆ อีกเยอะ โดยหากบริหารจัดการดีๆ ผ่านไปไม่กี่ปี ก็แทบจะเหมือน “ได้ของแพงมาฟรีๆ”!!

ถ้าเป็นบริษัทเล็กๆ คงยากที่จะทำแบบนี้ เพราะ “เครื่องมือ” น้อยกว่า

สมัยเด็กๆ ผมเคยถามญาติผู้ใหญ่ผู้มีอันจะกินคนหนึ่งว่า “ทำยังไงถึงจะรวย” แกตอบว่า “ก็รวยก่อนสิ แล้วจะรวย”

ตอนนั้นผมงง ไม่เข้าใจ โตขึ้นมาถึงรู้ว่า ที่แกพูดนั่นถูกต้องเลย วิธีทำให้ตัวเอง “รวย” คือ “รวยซะก่อน” คนยิ่งรวย ตัวช่วยยิ่งเยอะ ยิ่งได้เปรียบ ยิ่งทำให้รวยขึ้นไปอีก

เกมการเงินของคนรวย เป็นเกมที่ตะเกียกตะกายไปถึงได้ยาก แต่เมื่อไปถึงแล้ว อะไรๆ ก็จะง่ายลงอีกเยอะ เรียกได้ว่าเป็นโลกคนละโลกเลยทีเดียว

ดังนั้น หากนักลงทุนเลือกลงทุนในบริษัทที่มี “ความได้เปรียบ” ไม่ใช่ความได้เปรียบในสนามแข่งขันปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นความได้เปรียบในขั้นสูงกว่า ทั้ง เงินทุน อิทธิพล การผูกขาด ที่พร้อมจะผลักดันให้ธุรกิจ “ก้าวกระโดด” ต่อไป เมื่อโอกาสที่ใหญ่กว่ามาถึง นักลงทุนคนนั้นก็มีโอกาสเพิ่มความมั่งคั่งของตัวเองแบบ “ก้าวกระโดด” ได้เช่นกัน (ไม่ได้หมายถึงให้ซื้อหุ้น CPALL นะครับ อันนั้นท่านต้องคิดเอง)

“เงิน” และ “อำนาจ” จะดึงดูด “เงิน” และ “อำนาจ” ที่ยิ่งใหญ่กว่าเข้ามาเสมอ สุดท้ายแล้ว ผู้ชนะเท่านั้นที่จะได้ทุกสิ่ง นี่คือ “สัจธรรม” ของโลกธุรกิจครับ

——————————-

ภาพประกอบ – ภาพแม็คโคร จาก siammakro.co.th

สรุปสาระสำคัญจากการประชุมผู้ถือหุ้น CPALL

cpall_new_logo1

สรุปสาระสำคัญจากการประชุมผู้ถือหุ้น CPALL วันที่ 25 เม.ย.2556 เวลา 14.00-16.00 ที่สถาบันปัญญาภิวัฒน์ ในประเด็นที่เกี่ยวกับดีล Makro โดยทีมงาน Club VI ครับ

– ก่อศักดิ์เล่าว่า ประธานธนินทร์ไปชวน SHV ปั้น Makro ในประเทศไทยขึ้นมา และมีสัญญาใจกับทางนั้นว่า หากวันหนึ่งจะขาย Makro จะบอกประธาน…ธนินทร์ก่อน

– ผู้บริหารพิจารณาแล้ว การซื้อ Makro จะทำให้เกิด Synergy ทั้งต่อ CPALL และ MAKRO จึงตัดสินใจซื้อ

– จะไม่มีการเพิ่มทุนแน่นอน และจะจ่ายปันผลไม่น้อยกว่าเดิม

– ต่อข้อถามว่า Makro มีกำไรปีละเท่าไร คำตอบคือประมาณ 5,000 ลบ. ต่อปี

– ต่อข้อถามว่า ต้องจ่ายหนี้ปีละเท่าไร และกี่ปีจึงจะจ่ายหนี้ได้หมด ผู้บริหารไม่ตอบ

– เมื่อ CPALL ได้ Makro มาแล้ว สามารถขายแฟรนไชส์ต่อให้ประเทศอื่นๆ ได้ทั่วโลก ซึ่งต่างจาก 7-11 ที่ซื้อสิทธิ์เขามาอีกที ขายต่อไม่ได้

– เรื่องจ่ายดอกเบี้ย ผู้บริหารไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน

– เมื่อถูกถามเรื่องการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ผู้บริหารไม่ตอบ

– ประธานธนินทร์บอกว่า ตอนนี้มีแบงก์พร้อมปล่อยกู้แล้ว ถ้าดีลนี้ไม่ดีจริง แบงก์คงไม่เอาด้วย

– ประธานธนินทร์ บอกว่า ภายใน 2 ปี PE ของ Makro จะลดเหลือ 20 กว่าเท่า (ปัจจุบัน 50 เท่า)

– ประธานธนินทร์บอกว่า ไม่เห็นความเสี่ยงอะไรกับดีลนี้ ถ้าจะมีความเสี่ยง เครือ CP ต้องเสี่ยงที่สุด เพราะเราเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ประธานธนินทร์ ปิดท้ายด้วยการแสดงวิสัยทัศน์ พร้อมคำคม เปรียบเทียบการซื้อ Makro ว่า  ..

วันนี้ดูเหมือนซื้อแพง แต่จริงๆ มันถูก เราซื้อเครื่องพิมพ์แบงก์ของเยอรมัน* มา ของดีก็ต้องแพง แต่มันพิมพ์แบงก์ได้เร็ว!!

——————————

* ที่จริงแล้ว SHV ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Makro เป็นบริษัทของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งท่านเจ้าสัวก็พูดว่า “เนเธอร์แลนด์” มาตลอด แต่ตอนที่ท่านกล่าวคำคมปิดท้าย ผมได้ยินท่านพูดว่า เครื่องพิมพ์แบงก์ของ “เยอรมัน” ซึ่งผมมั่นใจ 90% ว่าฟังไม่ผิด จึงไม่อยากเขียนแก้ให้ถูก แต่ถ้าผมฟังผิดเองก็ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงครับ

ภาพประกอบ 1) ภาพประธานธนินทร์ จากเว็บไซต์ซีพีเวียดนาม hr.cpvina.com 2) ภาพโลโก้ CPALL จากเว็บ Cpall.co.th

“20 คำถาม” กับ “VI พันธุ์แท้”

questionmark

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ปีเตอร์ ลินช์ เป็นสุดยอดผู้จัดการกองทุนในตำนาน กองทุนฟิเดลิตี้ แม็คเจลเลน ที่เขาบริหาร มีหุ้นอยู่ในพอร์ตนับพันๆ ตัว ด้วยความที่มีหุ้นอยู่มากมาย ทำให้เขาต้องศึกษาหาข้อมูลเยอะมาก

ลินช์มีวิธีง่ายๆ ในการทดสอบว่า ผู้ลงทุน “เข้าใจ” ในบริษัทที่จะลงทุนจริงหรือไม่ เขาเรียกมันว่า “แบบฝึก 2 นาที” (Two-Minute Drill) กล่าวคือ ให้ผู้ลงทุนอธิบายเกี่ยวกับบริษัทที่สนใจจะเข้าลงทุนให้คนใกล้ตัวฟัง โดยมีเวลาเพียง 2 นาที ถ้าพูดให้ผู้ฟังเข้าใจได้ ถือว่า “สอบผ่าน” ซึ่งลินช์ก็ใช้วิธีนี้ฝึกฝนตัวเองเสมอ

“แบบฝึก 2 นาที” ของ ปีเตอร์ ลินช์ นอกจากจะเป็นการทดสอบความรู้ของตัวเราเองแล้ว ยังช่วยให้เรารู้จักเรียบเรียงข้อมูล ฝึกจัดระเบียบความรู้ในหัวสมอง และถ่ายทอดมันออกมา ซึ่งทำให้พบช่องโหว่ของตัวเองได้ในทันที ว่าเรารู้อะไร และยังไม่รู้อะไร

เป็นการทดสอบขั้นต้นที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว ลองทำกันดูนะครับ ผมเองก็ใช้อยู่บ่อยๆ

นอกจาก “แบบฝึก 2 นาที” ของลินช์แล้ว ผมยังมี “การทดสอบ” ของตัวเอง ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากลินช์ อยากเล่าให้ทุกท่านฟัง

ผมเรียกมันว่า “การทดสอบ คำถามที่ 2” (Second-Question Test)

“การทดสอบคำถามที่ 2” เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวของผม ที่มี “เพื่อนเม่า” ค่อนข้างเยอะ เพื่อนหลายคนชอบเล่นหุ้นเก็งกำไร บางคนชอบหุ้นปั่น เข้าเร็ว ออกไว ใจร้อน

เวลาผมถามเพื่อนเหล่านี้ว่า ที่ “เล่นหุ้น” ตัวนั้นตัวนี้ เคยรู้บ้างไหมว่าบริษัทเขาทำธุรกิจอะไร?!!

ท่านอาจนึกว่า พวกนั้นเป็นแมงเม่า คงไม่รู้หรอก แต่ผิดคาดครับ เชื่อไหมว่า เพื่อนเม่าของผม “ตอบได้” เสียเป็นส่วนใหญ่

โดยมากแล้ว พวกเขามักจะรู้อยู่ว่า บริษัทนั้นๆ ทำมาหากินอะไร เช่น รับเหมาก่อสร้าง เหล็ก เดินเรือ ยางพารา ฯลฯ

แทบทุกคนตอบ “คำถามแรก” ได้ ไม่ขัดเขิน

แต่แล้ว พอผมยิง “คำถามที่ 2” ว่า กำไรของบริษัทในปีที่แล้วเป็นอย่างไร? รายได้เป็นอย่างไร? ROE เป็นเท่าไร? คู่แข่งมีใครบ้าง? พลพรรคเพื่อนเม่าของผมก็มักจะ “จอด” ตรงนี้

ผมพบว่า เพื่อนๆ ของผมที่เป็นนักเก็งกำไร มักจะ “รู้ตื้น” แต่ “รู้ไม่ลึก” แม้บางคนจะรู้กว้าง แต่ก็เป็นความกว้างที่ขาด “ความลึก” ถามผิวเผินยังพอตอบได้ แต่ถามมากกว่านั้นกลับไปไม่เป็น

แค่ใช้ “คำถามที่ 2” ทดสอบดู ก็รู้แล้ว

นี่ยังไม่ได้ถามคำถามที่ 3, 4, 5 นะครับ ถ้าลองถามต่อไปว่า กำไร-รายได้ย้อนหลัง 5 ปีโตปีละกี่เปอร์เซ็นต์? กระแสเงินสดเป็นอย่างไร? Market Share กี่เปอร์เซ็นต์? ใครถือหุ้นใหญ่? แบบนี้เพื่อนๆ เม่าของผมอาจ “แพ้น็อค” เลยก็เป็นได้

ที่จริงก็ไปว่าเขาไม่ได้นะครับ จะว่าไปพวกเขาก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปรู้อะไรมากมายจริงๆ นั่นแหล่ะ ก็จะรู้ไปทำไมเล่า ถือแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ขายทิ้งแล้ว

แต่สำหรับคนที่ปวารณาตัวเองเป็น VI นี่คือเรื่องสำคัญครับ เราต้องตอบ “คำถามที่ 2” ให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็เหมือน “มวยคางเปราะ” นึกว่าตัวเองเก่งแล้ว แต่พอขึ้นไปชก คู่ชกแย็บๆ คลำๆ ดูไม่กี่ทีก็รู้แล้วว่าจุดอ่อนเราอยู่ตรงไหน โดนซัดจังๆ มีหวัง “ร่วง” แน่นอน

และที่จริง แค่ 2 คำถามสำหรับ VI ยังไม่พอ ถ้าเป็น “มวยระดับแชมป์” หรือเป็น “วีไอสายดำ” ท่านควรตอบให้ได้มากกว่านั้น ตอบให้ได้มากที่สุด

ผมจึงคิดเกมที่เรียกว่า “เกม 20 คำถาม” (Twenty-question Game) โดยให้เพื่อน ให้คนในครอบครัว หรือใครก็ตาม ลองยิงคำถามเกี่ยวกับบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ ให้เขาถามให้หมดเปลือก ถามอะไรก็ได้เกี่ยวกับบริษัท แต่อย่านอกเรื่อง (คนละอย่างกับเกม 20 คำถาม ที่เราเคยเล่นกันสมัยเด็กนะ)

ถ้าเราตอบได้ไม่ต่ำกว่า 80% (16 คำถาม) ถือว่าได้ “เกรด A” ผ่านฉลุย แต่ถ้าตอบได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง (น้อยกว่า 10 คำถาม) ถือว่าสอบตก ต้องไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มโดยด่วน

อ้อ.. ถ้าให้คนที่รู้เรื่องการลงทุน และพอจะรู้จักบริษัทนั้นๆ อยู่บ้างมาถาม จะดีมากครับ เพราะจะถามได้ทั้งใน “เชิงปริมาณ” และ “เชิงคุณภาพ” ซึ่งจะครอบคลุมรอบด้านกว่า ยิ่งถ้าเขาเคยใช้สินค้าหรือบริการของบริษัทมาก่อน ก็จะยิ่งถามได้ใน “เชิงลึก” ขึ้น

ผมจะลองยกตัวอย่าง “20 คำถาม” ที่ “VI พันธุ์แท้” ทุกคนควรตอบให้ได้ เช่น

  1. บริษัทมีรายได้ทั้งปีเท่าไร? (ถ้าบอกได้ถึงไตรมาสล่าสุดเลยยิ่งดี)
  2. บริษัทมีกำไรทั้งปีเท่าไร? (เช่นเดียวกันครับ ถ้าบอกได้ถึงไตรมาสล่าสุดเลยจะดีมาก)
  3. ROE ปัจจุบันประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?
  4. กระแสเงินสดเป็นอย่างไร? (อธิบายโดยภาพรวมให้พอเข้าใจ เช่น บริษัทนี้เงินสดเหลือเฟือ เพราะเป็นบริษัทค้าปลีก ขายสินค้าเป็นเงินสด แต่ซื้อของเป็นเงินเชื่อ หรือบริษัทนี้เป็นบริษัทลีสซิ่ง เงินสดไม่มาก ลูกหนี้เยอะ เป็นต้น)
  5. Gross Margin, Net Margin ปัจจุบันประมาณกี่เปอร์เซ็นต์? มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือไม่?
  6. D/E (อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น) อยู่ที่เท่าไร? มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง?
  7. Market Cap. ประมาณเท่าไร? (ตัวเลขนี้ดูใน Settrade.com ก็รู้แล้ว)
  8. กำไรของบริษัทย้อนหลัง 5 ปี โตปีละกี่เปอร์เซ็นต์? มีความสม่ำเสมอหรือไม่อย่างไร? (อันนี้สำคัญมากครับ อดีตบอกอนาคต ถ้าโตมาตลอด แปลว่ามีโอกาสจะโตต่อไปเรื่อยๆ)
  9. รายได้ของบริษัทย้อนหลัง 5 ปี โตปีละกี่เปอร์เซ็นต์? มีความสม่ำเสมอหรือไม่อย่างไร? (เช่นเดียวกับคำถามก่อนหน้า .. อดีตบอกอนาคต)
  10. บริษัทมีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่อยู่เสมอหรือไม่? ถ้าใช่ จะหาแหล่งเงินทุนอย่างไร? (ถ้ากู้มาก็ต้องใช้หนี้กันเหนื่อย ถ้าเพิ่มทุน EPS ก็จะลด มูลค่าหุ้นถูก Dilute เดือดร้อนเราต้องไปหาเงินมาเติมอีก)
  11. ปัจจุบันมี Market Share กี่เปอร์เซ็นต์? เป็นอันดับที่เท่าไรของตลาด?
  12. ใครเป็นคู่แข่งสำคัญของบริษัท? เปรียบเทียบส่วนแบ่งตลาดของบริษัทกับบริษัทคู่แข่ง มากน้อยต่างกันอย่างไร ?
  13. ศักยภาพในการแข่งขันของบริษัทเป็นอย่างไร? มี Competitive Advantage เหนือบริษัทอื่นหรือไม่? (อันนี้เป็นเรื่องเชิงคุณภาพครับ ต้องวิเคราะห์ธุรกิจเป็นด้วย)
  14. มีการซื้อหุ้นคืน เพิ่มทุน หรือออกวอร์แรนต์มั้ย?
  15. ผู้บริหารคือใคร เคยมีประวัติปั่นหุ้น หรือทุจริตอะไรมั้ย?
  16. ผู้บริหารเก่งจริงมั้ย? ทำอะไรมาก่อน? ธุรกิจที่เคยบริหารสอดคล้องกับธุรกิจที่บริหารอยู่ในปัจจุบันหรือไม่? เคยประสบความสำเร็จอะไรมาบ้าง? เคยทำบริษัทเจ๊งมาหรือเปล่า?
  17. แผนการเติบโตของบริษัทในอนาคตเป็นอย่างไร? (หาฟังได้จาก Opp Day หรือถามจากผู้บริหารเวลาเข้าประชุมผู้ถือหุ้น หรือคอยตามข่าวในสื่อต่างๆ)
  18. P/E ปัจจุบันเท่ากับเท่าไร? และค่า P/E เฉลี่ยในอดีต 10 ปี ที่ผ่านมาอยู่ที่เท่าไร?
  19. P/BV ปัจจุบันเท่ากับเท่าไร?
  20. นโยบายการจ่ายปันผลเป็นอย่างไร จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ของกำไร? จ่ายสม่ำเสมอหรือไม่?

นี่แค่ตัวอย่างนะครับ ที่จริงจะถามให้ลึกไปกว่านี้ก็ยังได้ แต่ตอบได้ทั้งหมดนี่ก็ขั้นเทพแล้วล่ะ

บางท่านอาจนึกในใจว่า ไม่เห็นต้องให้ใครถามเลย เรา List คำถามออกมา แล้วตอบตัวเองก็ได้นี่… ก็ได้อยู่ครับ ไม่มีอะไรเสียหาย แต่การให้คนอื่นถาม จะเป็นการบังคับตัวเองให้เตรียมตัวให้พร้อมกว่า เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะถามอะไร อีกทั้งเมื่อตอบไปแล้ว จะเห็น Reaction ทันทีว่าคู่สนทนาเข้าใจในสิ่งที่เราพูดหรือไม่

ถ้าเราเข้าใจถ่องแท้จริงๆ เราย่อมสามารถพูดให้คนอื่นเข้าใจได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าพูดแล้วเขาไม่เข้าใจ เป็นไปได้ไหมว่าตัวเราเองอาจยังไม่กระจ่างแจ้งนัก หรือยัง “ติด” อะไรอยู่?

ท่านพุทธทาสภิกขุเคยเทศน์สอนไว้ว่า “ถ้าคุณอยากรู้เรื่องอะไร คุณจงตั้งต้นศึกษาเหมือนอย่างว่า เราจะไปเป็นครูเขาในเรื่องนั้น เรียนให้มากในเรื่องนั้น แล้วคุณจะรู้เรื่องนั้น ดีจนพอ..ดีจนเกินพอ”

การเล่น “เกม 20 คำถาม” คือการเปิดโอกาสให้คนอื่นถามเรา เหมือนเรากำลังฝึกตนเพื่อไปเป็น “ครู” ซึ่งยากกว่าเป็นนักเรียนแล้วอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบหลายเท่านัก แต่ถ้าทำได้ เราจะรู้จักบริษัทที่จะเข้าไปลงทุนชนิด.. “ดีจนเกินพอ”

อย่าลืมนะครับ “VI พันธุ์แท้” ทุกคน จะลงทุนในบริษัทไหน จงศึกษาหาความรู้ราวกับจะไปเป็น “ครู” สอนคนอื่นเขา แค่ “20 คำถาม” ก็รู้แล้วครับ!!

** สนใจหลักสูตรสัมมนา “ประเมินมูลค่าหุ้น” สอนวิธีหามูลค่าหุ้นหลักๆ ที่นักลงทุนระดับโลกนิยมใช้ ครบทุกวิธี เน้นความเข้าใจที่ถ่องแท้ เรียนจบ หามูลค่าหุ้นได้ โดยทีมงาน Club VI คลิกที่นี่ **

** สนใจหลักสูตร VI 101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” สำหรับผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ ต้องการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในระยะยาว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร คลิกที่นี่ **

 ——————————