บิล เกตส์ กับการปฏิวัติ

[ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนจาก บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ตีพิมพ์ลงใน Forbes Magazine เกตส์เป็นคนที่ Forbes จัดอันดับให้เป็นคนรวยที่สุดในโลก 15 ปีต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในสุดยอดนักธุรกิจโลก 100 คน ที่ Forbes เอาข้อคิดมารวบรวมไว้ โดยเกตส์เขียนในหัวข้อ “การปฏิวัติ” ผมจึงแปลเป็นไทยให้ได้อ่านกันง่ายๆ ครับ]

800px-Bill_Gates_June_2015

บิล เกตส์ เขียน

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

ช่วงต้นปี 1975 สมัยที่ผมยังเรียนมหาวิทยาลัย พอล อัลเลน เพื่อนของผม เอาบทความเกี่ยวกับ พ็อพพิวล่าร์ อิเล็กทรอนิคส์ หนึ่งในนั้นคือคอมพิวเตอร์อัลแทร์ 1880 เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นแรกที่ประสบความสำเร็จมาให้ดู เราสองคนคิดเหมือนกัน คือ “การปฏิวัติกำลังจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้มีส่วนร่วม!” เรามั่นใจว่าซอฟท์แวร์จะมาเปลี่ยนแปลงโลก และกังวลว่าถ้าเราไม่เข้าไปร่วมกับการปฏิบัติดิจิทัลโดยเร็ว มันจะผ่านเลยไป

การสนทนาครั้งนั้นกลายเป็นจุดสิ้นสุดของชีวิตมหาวิทยาลัยของผม และเป็นจุดเริ่มต้นของไมโครซอฟท์

ในอีก 100 ปีข้างหน้า จะมีโอกาสเช่นนั้นมากขึ้นกว่าเดิม เพราะคนที่มีไอเดียเจ๋งๆ จะสามารถเอามาแชร์กับโลกทั้งโลกได้ในชั่วพริบตาอย่างง่ายดาย ย่างก้าวของนวัตกรรมมีความรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเปิดพื้นที่ให้มีการค้นหาสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น เราเพิ่งเริ่มทำให้ปัญญาประดิษฐ์สร้างผลิตผลและมีความสร้างสรรค์มากกว่าที่เคย วิทยาศาสตร์ชีวภาพเต็มไปด้วยความหวังว่าจะทำให้คนมีอายุยืนขึ้น แข็งแรงขึ้น ความก้าวหน้าของพลังงานสะอาดจะทำให้มันกระจายไปมากขึ้นในราคาที่ย่อมเยาลง ซึ่งจะช่วยให้เราต่อสู้กับความยากจนและหลีกเลี่ยงผลกระทบอันเลวร้ายที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

โอกาสใหม่ๆ จากความก้าวหน้าเหล่านี้น่าตื่นตะลึงมาก มันจะช่วยรักษาและยกระดับชีวิตของคนหลายต่อหลายล้าน แต่มันไม่ใช่ของตาย มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนที่พร้อมจะเดิมพันกับความคิดบ้าๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่าบางสิ่งบางอย่างอาจไม่เวิร์ค ขอเพียงสิ่งเดียวที่เวิร์คก็พอแล้วที่จะเปลี่ยนโลกทั้งโลก

ในอีก 100 ปีข้างหน้า เราต้องมีคนที่เชื่อมั่นในพลังแห่งนวัตกรรม และพร้อมจะเสี่ยงกับไอเดียเปลี่ยนโลก 


แหล่งที่มาข้อมูล : https://www.forbes.com/100-greatest-business-minds

ภาพประกอบ : DFID – UK Department for International Development

จะเป็นนักสวนกระแสได้อย่างไร

[ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนจาก คาร์ล อิข่าห์น นักลงทุนเจ้าของฉายา “Corporate Raider” ผู้ชอบเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัทแล้วขายทรัพย์สินทิ้งทำกำไร ตีพิมพ์ลงใน Forbes Magazine เป็นหนึ่งในสุดยอดนักธุรกิจโลก 100 คน ที่ Forbes รวบรวมไว้ มาดูกันนะครับว่าเขาสอนอะไรเราบ้าง]

คาร์ล อิข่าห์น เขียน

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

บางครั้ง หนทางทำเงินที่ดีที่สุด เกิดขึ้นเมื่อคนส่วนใหญ่บอกว่าคุณผิดหรือบ้าไปแล้ว มันไม่ง่ายเลย แต่ก็เหมือนกับบทกวีของ รุดยาร์ด คิปลิง ที่บอกว่า “หากหัวของคุณยังอยู่กับตัว ในขณะที่คนอื่นหัวหายไปหมดแล้ว” หากอารมณ์ของคุณตั้งมั่นพอ (ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝึกกันได้) คุณไม่ต้องไปสนใจเลยว่าพวกผู้เชี่ยวชาญจะว่าอย่างไร

การจะเป็นนักสวนกระแสนั้น ต้องทำอะไรหลายๆ อย่าง ต้องมีความแข็งแกร่งทางจิตใจ ไม่ใช่อยู่ๆ อยากสวนก็สวนได้

ตัวอย่างเช่น ตอนที่พันธบัตรขยะพังครืนเมื่อปี 1989 ในช่วงหลายวันแรก ผมน่าจะเป็นผู้ซื้อเพียงคนเดียว และแม้จะต้องรอหลายปี มันก็ทำให้เรารวยอื้อซ่าเลย ผมเชื่อว่าอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนในตอนนั้นเข้าทางผม เพราะผมรู้ว่าผมกำลังซื้อบริษัท ไม่ใช่แค่พันธบัตร

คุณไม่อาจทำถูกต้องเสมอไป และบางครั้งก็ต้องใช้เวลานานมากเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองทำถูก หลายครั้งที่คุณทำเร็วไป (เช่น ในวันนี้ ผมเชื่อว่าตลาดกำลังจะเจอวิกฤต และจะเกิดการปรับตัวลงครั้งใหญ่ ผมจึงเฮดจ์ไว้) ผู้คนมักคิดว่าผมบ้าไปแล้วตอนที่ผมซื้อโรงแรมสตราโทสเฟียในลาสเวกัสซึ่งเพิ่งจะล้มละลาย ตอนนั้นมันเป็นโรงแรมทางเหนือสุด เป็นฝั่งของเมืองที่แย่พอๆ กับประเทศโลกที่สาม จากนั้นผมก็ซื้อบ้านทุกหลังรอบๆ สตราโทสเฟีย ซึ่งแม้แต่คนในเวกัสและคนที่โรงแรมยังหาว่าผมบ้า

แต่อันที่จริง ผมซื้อกระท่อมและที่ดิน 24 เอเคอร์ข้างๆ สตราโทสเฟีย ที่ทำให้โรงแรมดูน่าดึงดูดนั่นต่างหาก และสุดท้าย โกลด์แมน แซคส์ ก็มาซื้อสตราโทสเฟียจากผม และเราก็ทำกำไรได้ 1 พันล้านเหรียญ

มันไม่ง่ายหรอก แต่ถ้าบางสิ่งในตัวคุณมันคลิก ตอนนั้นแหละที่ผมเอ็นจอยมากๆ

——————————–

แหล่งที่มาข้อมูล : https://www.forbes.com/100-greatest-business-minds

แม้ประตูจะปิดลง …

housebogle

(ต่อไปนี้เป็นบทความที่ แจ็ค โบเกิล ผู้ก่อตั้ง แวนการ์ด กรุ๊ป และเป็นผู้ริเริ่มกองทุนอิงดัชนี เขียนลงใน Forbes Magazine เป็นหนึ่งในข้อคิดจากสุดยอดนักธุรกิจโลก 100 คน ที่ Forbes รวบรวมไว้ โดย​โบเกิลเคยถูก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยกย่อง เป็นผู้ที่ “อาจจะสร้างคุณูปการแก่นักลงทุนอเมริกันมากกว่าใครทั้งหมด” ด้วย)

แจ็ค โบเกิล เขียน

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

ในปี 1965 วอลเตอร์ แอล มอร์แกน ผู้ชี้ทางของผม ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เวลลิงตัน แมเนจเมนท์ เรียกผมเข้าไปในออฟฟิศ สมัยนั้นเป็นยุคโก-โก (ยุคที่นิยมลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง – ชัชวนันท์) เรามีแต่กองทุนรวมแบบดั้งเดิมที่กระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์เดิมๆ เท่านั้น เขาบอกผมว่า “ฉันอยากให้เธอทำอะไรก็ได้เพื่อแก้ไขบริษัทนี้ เป็นหน้าที่ของเธอแล้วล่ะ”

ตอนนั้นผมอายุแค่ 35 ผมเอาบริษัทไปควบรวมกับกองทุนหุ้นหลายกองที่ลงทุนเชิงรุกนอกบอสตัน  ซึ่งพวกผู้จัดการกองทุนอายุน้อยกว่าผมเสียอีก ดูเหมือนเป็นการกระทำที่ฉลาดนะ แต่ที่จริงแล้วมันไม่ฉลาดเลย เพราะยุคโก-โก พังครืนลง และคนพวกนั้นก็ปรากฏชัดว่าเป็นเพียงผู้บริหารสินทรัพย์ที่ไม่ได้เรื่อง พอถึงปี 1974 คณะกรรมการบริษัท เวลลิงตัน แมนเนจเมนท์ ซึ่งควบคุมโดย บอสตัน กรุ๊ป ก็ไล่ผมออก

แต่ทว่า กองทุนรวมเหล่านั้นมีคณะกรรมการของตัวเองซึ่งถูกควบคุมโดยกรรมการจากข้างนอก ผมจึงโน้มน้าวไม่ให้คณะกรรมการชุดนี้ไล่ผมออก จนกลายเป็นการต่อสู้กันอย่างดุเดือด แล้วปัญหาก็จบลงด้วยวิธีแก้ไขแบบแย่ๆ คือผมจะนั่งเป็นประธานและซีอีโอของกองทุนต่อไป ซึ่งจะรับผิดชอบในด้านกฏหมาย การรับงานต่อ งานธุรการ และการเก็บข้อมูลสถิติ (โดยผมต้องตั้งชื่อใหม่ด้วย นี่เป็นที่มาของชื่อ แวนการ์ด กรุ๊ป) ส่วนคู่อริของผม ซึ่งก็คือพวกที่ไล่ผมออก จะดูแลการขาย การตลาด และการบริหารการลงทุน นี่เป็นวิธีที่ไร้เหตุผลสิ้นดี

ผมจึงต้องหาวิธีแย่งเอาอำนาจในการบริหารการลงทุนและการขายกลับมาให้ได้ ผมเคยศึกษาเรื่องกองทุนอิงดัชนีมาก่อน สมัยทำวิทยานิพนธ์ตอนปี 4 ที่พรินซ์ตันเมื่อปี 1951 อีกทั้งผมเองก็มีประสบการณ์ตรงมาแล้วว่ากองทุนเชิงรุกมันล้มเหลวยังไง

นอกจากนี้ ผมเพิ่งได้อ่านบทความของ โนเบิล ลอเรียท พอล ซามูเอลซัน ที่เรียกร้องจากใจจริงว่า “ใครก็ได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ช่วยเริ่มทำกองทุนอิงดัชนีเสียทีเถอะ” ครั้นผมเอาไอเดียนี้ไปเสนอต่อคณะกรรมการ พวกเขาทักว่า “แต่คุณไม่มีสิทธิ์บริหารมันนะ” ผมจึงบอกว่า “กองทุนประเภทนี้ไม่ต้องบริหารหรอก” พวกเขาจึงซื้อไอเดีย

และแล้ว “การปฏิวัติดัชนี” ก็เกิดขึ้น

ถึงตอนนี้ ผมตัดสินใจว่าเราจะปล่อยให้เวลลิงตันและเซลส์ของพวกเขาขายกองทุนต่อไปไม่ได้แล้ว เราจึงตัดค่าคอมมิชชั่นออกทั้งหมด และตัวเบาในชั่วข้ามคืน พวกกรรมการเตือนผมว่า “แต่คุณไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเรื่องการขายนะ” ผมจึงตอบกลับไปว่า “เราไม่ได้ไปยุ่งสักหน่อย เราจะเลิกมันเลยต่างหาก” และพวกเขาก็ซื้อไอเดียนี้อีกครั้ง

เมื่อประตูปิดตายลง หากคุณมองหาให้นานและตั้งใจพอ และหากคุณเข้มแข็งพอ คุณจะเจอหน้าต่างสักบานเปิดอยู่เสมอ


แหล่งที่มาข้อมูล : https://www.forbes.com/100-greatest-business-minds/person/jack-bogle

ภาพประกอบ :  ปกหนังสือ The House That Bogle Built