Magic Formula (1)

magic-154526_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

นานมาแล้ว ผมเคยอ่านหนังสือลงทุนเล่มหนึ่ง ผู้เขียนนำเสนอสูตรการลงทุนที่ฟังดูง่ายจนไม่น่าเชื่อ พออ่านจบ ผมก็ไม่ได้มีความรู้สึกประทับใจที่ตรงไหน แม้ผู้เขียนพยายามบอกให้ “เชื่อ” ในสูตรที่เขานำเสนอ โดยมีข้อมูลสถิติมารองรับ ผมก็ยังไม่เชื่ออยู่นั่นเอง

ผมคิดว่าอาจเป็นความบังเอิญทางสถิติ หรืออย่างมากที่สุด มันก็อาจเป็นแค่ความจริงที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งต่อไปอาจไม่เกิดขึ้นอีกก็ได้ นี่เพราะโดยปกติ ผมเป็นคนค่อนข้างตั้งการ์ด ไม่ค่อยเชื่ออะไรที่ฟังดู “ง่ายเกินจริง” อยู่แล้ว

ผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นชื่อ Joel Greenblatt เป็นผู้จัดการกองทุน ซึ่งต่อมาเขาได้ใช้สูตรที่เรียกว่า “Magic Formula” ดังกล่าว สร้างผลตอบแทนได้ปีละกว่า 40% ระหว่างปี 1985-2005 และมีบางข้อมูลระบุด้วยซ้ำไปว่า เขาทำได้เฉลี่ยถึง 50% ในช่วง 10 ปีแรก ระหว่างปี 1985-1994

นั่นแปลว่า สูตรที่ Joel นำเสนอ แม้จะง่ายจนไม่น่าเชื่อ แต่ก็ใช้ได้ผลจริง ทำผลตอบแทนทบเท่าทวีคูณได้จริง และทำให้คนที่เชื่อเขารวยได้จริง ไม่ได้โม้ ส่งผลให้ตัวเขาเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ดีที่สุดในโลกตลอดกาลโดยไม่ต้องสงสัย (ทำลายสถิติ 29% ใน 14 ปี ของ ปีเตอร์ ลินช์ ขาดกระจุย)

พูดมาถึงตรงนี้ หลายท่านคงอยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่า magic formula ที่ว่านั้นคืออะไร?

ผมสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้นะครับ

ข้อแรกคือ ให้จัดอันดับ ROE ของหุ้นทั้งตลาด จาก “มากไปหาน้อย” โดยหุ้นที่ ROE สูงที่สุดในตลาด จะได้อันดับที่หนึ่ง และได้ “1 คะแนน” หุ้น ROE สูงเป็นอันดับสอง จะได้ “2 คะแนน” เรียงกันไปเรื่อยๆ (ดังนั้น หุ้นที่ ROE ต่ำสุดในตลาดหุ้นไทย ก็น่าจะอยู่ที่ลำดับเกือบๆ 600 และได้เกือบๆ 600 คะแนน)

ข้อที่สองคือ ให้เรียงลำดับค่า P/E ของหุ้นทั้งตลาดจาก “น้อยไปหามาก” คือเอาหุ้นที่ P/E ต่ำสุดในตลาดเป็นอันดับหนึ่ง และถือว่าได้ “1 คะแนน” P/E อันดับสองได้ “2 คะแนน” เรียงกันไปเรื่อยๆ จนถึงหุ้นอันดับสุดท้ายในตลาด

จากนั้น ให้เอาคะแนนจากข้อที่หนึ่งและสองมาบวกกัน เช่น หุ้น SMDB มีค่า ROE อยู่ลำดับที่ 10 ในตลาด แต่มี P/E เป็นอันดับที่ 550 หุ้น SMDB จะได้คะแนนทั้งหมด 10+550 = 560 คะแนน

** สุดท้าย ให้เอาคะแนนของหุ้นทุกตัวในตลาดมาเรียงกัน แล้วเลือกลงทุนในหุ้นที่ได้คะแนน “น้อยที่สุด” 30 ตัวแรก โดยลงทุนตั้งแต่ต้นปี แล้วถือไว้จนครบปี จากนั้นจึงเลือกหุ้นชุดใหม่โดยใช้เกณฑ์เดิม **

ท่านเข้าใจผมรึยังครับ ว่าทำไมผมถึง “ไม่เชื่อ” ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก ก็เพราะมัน “ง่ายจนเหลือเชื่อ” นั่นเอง

ในตอนต่อไป จะมาเล่าให้ฟังต่อว่า นอกจากตัวผู้คิดสูตร ที่ทำผลตอบแทนได้ 40%ใน 20 ปี แล้ว คนอื่นๆ ที่เค้าลองใช้สูตรนี้ได้ผลยังไงกันบ้าง รวมทั้งคนไทยที่ใช้ magic formula กับตลาดหุ้นไทยด้วย

… แต่ใบ้ให้ว่า ไม่ขี้เหร่เลยแม้แต่น้อยครับ

การลงทุนสามประเภทของปู่

200px-Warren_Buffett_KU_Visit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ แบ่งการลงทุนออกเป็นสามประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

ประเภทแรก คือการลงทุนในรูปของ “เงินตรา” (currency-based investment) เช่น เงินฝากธนาคาร พันธบัตร หรือกองทุน money market ต่างๆ

การลงทุนประเภทนี้ ทฤษฎีการเงินบอกว่าความเสี่ยงเป็น “ศูนย์” แต่ปู่กลับชี้ชัดว่า มันคือการลงทุนที่ “อันตรายที่สุด” เนื่องจากต้องเผชิญ “เงินเฟ้อ” ที่คอยทำลายมูลค่าอยู่ตลอดเวลา

ยิ่งเจอฤทธิ์ของ “ภาษี” มาผสมโรงด้วยแล้ว ยิ่งมีโอกาสน้อยมากที่จะรักษา “อำนาจซื้อ” เอาไว้ได้

นี่จึงเป็นการลงทุนที่ปู่ “ชอบน้อยที่สุด”

การลงทุนประเภทที่สอง คือการลงทุนที่ในสินทรัพย์ที่จะมีมูลค่าสูงขึ้น เมื่อตัวของมันเป็นที่ต้องการมากขึ้นเช่น ทองคำ อัญมณี สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ

สินทรัพย์จำพวกนี้ เมื่อมีคนจำนวนมากขึ้นอยากได้มัน ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้น เมื่อคนต้องการมันน้อยลง ราคาก็จะลดต่ำลง และหากไม่มีใครอยากได้มันอีกต่อไป มันก็จะหมดค่าลงไปในทันที

ปู่บอกว่า หากคุณมีทองคำอยู่หนึ่งออนซ์ มันก็จะมีน้ำหนักหนึ่งออนซ์ตลอดไป ไม่มีทาง “งอก” ขึ้นมามากกว่านั้นได้ แม้บางวันคุณจะเหงา อยากคุยกับมัน มันก็จะไม่ยอมคุยกับคุณอย่างแน่นอน

ที่สำคัญที่สุดก็คือ มันจะไม่ให้ “ผลตอบแทน” ใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่คุณทำได้คือถือมันไว้เฉยๆ เท่านั้น! นี่จึงเป็นการลงทุนที่ปู่ “รู้สึกกลางๆ”

การลงทุนประเภทที่สาม คือการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ “ผลิตผล” ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในธุรกิจ เรือกสวนไร่นา หรืออสังหาริมทรัพย์

ปู่บอกว่า การลงทุนจำพวกนี้ มีโอกาสสูงสุดที่จะรักษา “อำนาจซื้อ” เอาไว้ได้

เหตุก็เพราะว่า ไม่ว่าในอนาคต ผู้คนจะใช้สินทรัพย์อะไรเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน จะเป็น “เงินกระดาษ” หรือ “เหรียญกษาปณ์” เหมือนทุกวันนี้ หรือจะเป็น “เงินอิเล็คทรอนิค” หรือแม้แต่ หนวดเต่าเหาฉลามที่ไหนก็ตาม

ยังไงเสีย มนุษย์ก็ยังต้องกินต้องใช้ ต้องบริโภค “สินค้า”หรือ “บริการ” ต่างๆ ผู้คนจะยังคงดื่มน้ำอัดลม กินแฮมเบอร์เกอร์ กินอาหารที่ทำจากข้าวโพด ยังต้องมีบ้านอยู่ มียารักษาโรค ฯลฯ

ดังนั้น หากเราถือหุ้นบริษัทโคคาโคล่า หากเราถือหุ้นแม็คโดนัลด์ หากเรามีไร่ข้าวโพด หากเรามีบ้านให้คนเช่า หากเราถือหุ้นบริษัทยา ฯลฯ เราก็จะมี “อำนาจซื้อ” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของตัวสินทรัพย์เองที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 

รวมทั้ง “ผลิตผล” ที่จะได้รับ ตราบเท่าที่เรายังถือครองสินทรัพย์นั้นๆ (จะอยู่ในรูปของเงินปันผล ข้าวโพด ค่าเช่า หรืออะไรก็ตามแต่)

และนี่แหละ คือการลงทุนที่ปู่ “ชอบที่สุด” และตัวแกเองก็ร่ำรวยขึ้นมาจากการลงทุนในธุรกิจ หรือหากแม้นซื้อไม่ได้ทั้งธุรกิจ แกก็ซื้อ “หุ้น” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ และสร้างความมั่งคั่งทบทวี กลายเป็นชายชื่อวอร์เรน บัฟเฟตต์ ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

นักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ จึงควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ “ประเภทของสินทรัพย์” ตามที่ปู่ได้จำแนกไว้ และศึกษาให้รู้ถึงข้อดีข้อเสียของมัน

เพื่อที่จะได้เลือกลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความสามารถของตนเองครับ

 

จอห์น โบเกิล “ชนะ” เพราะความ “ง่าย”

เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

จอห์น ซี. “แจ็ค” โบเกิล เป็นสุดยอดนักลงทุนโลกคนหนึ่ง เขาเกิดที่นิวเจอร์ซีในปี 1929 (เกิดก่อน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ปีเดียว) ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” หรือ Great Depression ทำให้ครอบครัวของเขาถูกผลกระทบอย่างหนัก แต่โบเกิลก็ได้ทุนเรียนฟรีจนจบมัธยมฯ ด้วยความที่เป็นคนเรียนเก่งและหัวดี

หลังจบปริญญาตรีจากมหาลัยชั้นนำอย่าง Princeton University และปริญญาโทจาก University of Pensylvania เขาเข้าทำงานที่ Wellington Management Company และใช้ความสามารถไต่เต้าจนได้เป็นถึงประธานบริษัท แต่ต่อมากลับถูกไล่ออก จากการตัดสินใจควบรวมกิจการที่ผิดพลาดและทำให้บริษัทเสียหายอย่างรุนแรง

โบเกิลบอกว่า ความผิดพลาดดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่าอับอายและแก้ตัวไม่ได้ แต่มันก็ช่วยให้เขาได้เรียนรู้มากมาย

โบเกิลก่อตั้ง กลุ่มแวนการ์ด (Vanguard group) ในปี 1974 และปั้นแวนการ์ดจนกลายเป็นบริษัทกองทุนขนาดใหญ่อันดับสองของโลก เขาเป็นผู้ก่อตั้งกองทุนอิงดัชนี แวนการ์ด S&P 500 ซึ่งถือเป็นกองทุนอิงดัชนีกองแรกในประวัติศาสตร์ที่ออกขายให้กับประชาชนทั่วไป 

โบเกิลบอกเสมอว่า กองทุนอิงดัชนีนั้นให้ผลตอบแทนเหนือกว่ากองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนเก่งๆ บริหารให้ หลังหักค่าธรรมเนียมแล้ว

หลักการลงทุนของเขามีจุดเด่นคือความ “ง่าย” เขาเน้นให้ลงทุนด้วย “สามัญสำนึก” ทำอะไรที่ง่ายๆ ไม่ต้องแปลกพิสดาร ก็สามารถได้รับผลตอบแทนที่ดีได้

นอกจากนี้ เขายังเขียนหนังสือ Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor พูดถึงการเลือกลงทุนในกองทุนอย่างชาญฉลาดด้วย

ในเว็บไซต์ วิกิพีเดีย ได้ระบุกฎ 8 ข้อของโบเกิลในการเลือกซื้อกองทุนไว้ดังนี้

1. ให้เลือกกองทุนอิงดัชนีที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำๆ
2. ระวังค่าธรรมเนียมคำปรึกษาที่ถูกบวกเพิ่มเข้ามา
3. อย่าให้ความสำคัญกับผลงานในอดีตของกองทุนมากจนเกินไป
4. จงดูผลงานในอดีตของกองทุน เพื่อให้รู้ถึงความสม่ำเสมอและความเสี่ยงของกองทุนนั้นๆ เท่านั้น
5. ระวังพวกกองทุนดังๆ (และระวังพวกผู้จัดการกองทุนดังๆ ด้วย)
6. จงพิจารณาขนาดสินทรัพย์ของกองทุน
7. อย่าถือกองทุนไว้หลายกองจนเกินไป
8. จงสร้างพอร์ตด้วยการซื้อกองทุนมาสะสม แล้วถือมันไว้

โบเกิลถือเป็นนักลงทุนที่สร้างผลกระทบให้กับแวดวงการลงทุนโลกอย่างมาก โดยเฉพาะการตั้ง Index Fund กองแรกที่ออกขายต่อสาธารณะ อันเป็นต้นแบบให้มี Index Fund อีกมากมายจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังถ่ายทอดความรู้ผ่านงานเขียนต่างๆ โดยให้คำแนะนำที่ง่ายและทุกคนสามารถทำตามได้อีกด้วย

[ ข้อมูลประกอบจาก wikipedia, Investopedia.com]